วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิชาจริยศาสตร์ สังคมศึกษาปีที่ ๒


ศิลปะในการสนทนาของโสคราตีสที่เรียกว่า(Socrates Method) หรือเรียกว่าวิภาษวิธี (Dialectic) มีประโยชน์ต่อการศึกษาของนักศึกษาอย่างไรบ้าง อธิบาย

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การบ้านนักศึกษาสังคมศึกษาปีที่ ๒

ให้นักศึกษาสังคมศึกษาปีที่ ๒ จงเปรียบเทียบจริยศาสตร์ตะวันตกกับตะวันออกว่ามีความเหมือน ความคล้ายกัน หรือมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง อธิบาย
(ให้ส่งภายในวันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๕๓ เวลา ๒๔.๐๐ น. ส่งเกินกำหนดเวลาคะแนนเป็นศูนย์)
ลอกของเพื่อนส่งคะแนนเป็นศูนย์เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิชาความจริงของชีวิต (อย่าลืมพิมพ์ชื่อ สาขาวิชา รหัสนศ.)

ให้นักศึกษาตอบคำถามต่อไปนี้
๑.ตามทัศนะของศาสนาต่าง ๆ อธิบายที่มาของคนเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง อธิบาย
๒.ระหว่างกาย-จิต ศาสนาให้ความสำคัญกับส่วนใดมากกว่ากัน เพราะเหตุใด
๓.ถ้าให้นักศึกษาเลือกระหว่างการได้เป็นคนกับเป็นมนุษย์จะเลือกเป็นอะไร อธิบายเหตุผลด้วย

ส่งไม่เกินวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๐ น.

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

งานเก็บคะแนนวิชาความจริงของชีวิต

ให้นักศึกษาส่งงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำคือ
งานครั้งที่ ๑ วิชาความจริงของชีวิต
สัปดาห์ที่ ๑
(เก็บคะแนน)

๑. แนะนำตัว ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น จังหวัดบ้านเกิด
๒. เหตุผลที่มาเรียนวิชานี้? เกรดเฉลี่ยตอนนี้เท่าไหร่?
๓. ก่อนเรียนวิชานี้คิดว่าวิชานี้เป็นอย่างไร?
๔. วาดภาพอาจารย์ผู้สอนก่อนมาเรียนอย่างไร?
๕. เมื่อได้มาเรียนครั้งแรกรู้สึกอย่างไร?
๖. คาดหวังอย่างไรจากวิชานี้
๗. สรุปเรื่องที่เรียนในวันนี้
๘. เรื่องที่สงสัยไม่เข้าใจ
๙. ข้อเสนอแนะในการเรียนการสอนวันนี้
๑๐. ความในใจที่อยากบอก
๑๑. ข้อมูลเพิ่มเติมที่อยากให้อาจารย์ได้รับรู้เป็นพิเศษ
๑๒. จงนิยามให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่า ความจริงคืออะไร?
๑๓. จงนิยามให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่า ชีวิตคืออะไร?
๑๔. จงนิยามให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่าคนคืออะไร
๑๕. จงนิยามให้คำจำกัดความสั้น ๆ มนุษย์คืออะไร
****************

ส่งทางบล็อกของอาจารย์ที่ให้ไว้ในประมวลการสอน
ส่งงานไม่เกินเวลา ๑๕.๐๐ น.ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
(เกินเวลา ๑๕.๐๐ น. ไม่รับส่ง คะแนนเก็บท้ายชั่วโมงเป็นศูนย์ ส่งให้ตรงเวลา)

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รายชื่อกลุ่มทำรายงานวิชาจริยศาสตร์

จริยศาสตร์โสเครติส
สมาชิก
นายพัลลภ เกตุโสภณ 52115710120
นายรุ่งเรือง เปรมจรูญ 52115710121
นายกานต์ กล้าเอี่ยม 52115710122
นางสาวรจนา พรหมงาม 52115710130
นายอุดมศักดิ์ สุดใจ 52115710135

จริยศาสตร์เพลโต
สมาชิก
นางสาวเสาวลักษณ์ สกุลด่าน 52115710107
นางสาวจันทนา นารอด 52115710109
นางสาวอมรรัตน์ ทองทัพ 52115710112
นางสาวบุญทัญ จำปาดี 52115710131
นางสาวเตนรินทร์ หินอ่อน 52115710142
นางสาวศิรินัน เพิงสงเคราะห์ 52115710148
จริยศาสตร์ อริสโตเติล
สมาชิก
นายสมนึก พามา 52115710102
นางสาวปิยาณี ช่างเสาร์ 52115710114
นางสาวภาวิณี สกุลทิพย์ 52115710143
นางสาวกันทิมา แนมชัยภูมิ 52115710153
นางสาวนันทวรรณ มีเพ็ชร 52115710154
จริยศาสตร์อิมมานูเอล คานท์
สมาชิก
นางสาวสุนันท์ ชุนประเสริฐ 52115710101
นางสาววันดี อำพันรัตน์ 52115710111
นางสาวสนมพร ตะกรุดแจ่ม 52115710117
นางสาวอัยลดา อภิธนาภิรักษ์ 52115710119
นางสาวนิลาวรรณ สุกาญจนาพันธ์ 52115710123
จริยศาสตร์ เหล่าจื้อ
สมาชิก
นางสาวนนทรีย์ ปั่นทิม 52115710104
นางสาวอมรรัตน์ มีเคลือบ 52115710126
นางสาวนิภาพร แพงวงษ์ 52115710139
นางสาววรรณวิสา เช้าโต 52115710141
นางสาวปรียานุช ทรัพย์เจริญ 52115710133
จริยศาสตร์พระพุทธเจ้า
นายอนันต์สิทธิ์ เรืองรุ่ง 52115710129
นายกิตติศักดิ์ พยุงวงษ์ 52115710132
นายมนตรี อามเทศ 52115710140
นายวีระ สลุงอยู่ 52115710144
นายอธิฐพล สลุงอยู่ 52115710151
จริยศาสตร์ขงจื้อ
นางสาวเมทินี โคตุดร 52115710124
นางสาวจุฑามาศ เยาว์ทุม 52115710128
นางสาวระพีพร พัลลพ 52115710134
นางสาวพัชธาวดี โคประยูร 52115710138
นางสาวมารีแย แวนาแว 52115710145
จริยศาสตร์พระเยซู
สมาชิก
น.ส.ปิยวรรณ แจ้งตระกูล 52115710108
นายฐิติพงศ์ บริบรูณ์ 52115710136
น.ส.พรรณิกาณ์ สอนนา 52115710146
น.ส.อนิตยา เย็นเจริญ 52115710147
น.ส.ประภาศรี หอมแสง 52115710152
จริยศาสตร์นบีมูฮัมหมัด
สมาชิก
นางสาวอริสรา ปิตานา 52115710105
นางสาวเนตรชนก จันทร์ปางาม 52115710113
นางสาวนิภาพร บุญสุวรรณ์ 52115710115
นางสาววิภา แสงคง 52115710116
นางสาวนันท์นภัส ศรีแสงเมฆ 52115710135

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รายงานกลุ่มวิชาสันติศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น





กลุ่ม 1 สันติศึกษากับการสร้างชุมชนเข้มแข็ง
1. ส.อ.สุดใจ แปลงไธสง 51264690305
2. นายปัญญา แจ่มทอง 51264690306
3. นางกนกวรรณ ศรีทวีคูณ 51264690311
4. นายพงศ์ณไชย หอมคุณ 51264690313
5. นายภาสกร งามสม 51264690314
6. น.ส.อรวรรณ หนูเทพ 51264690315
7. นางสุภักต์ สุวรรณศรี 51264690316
8. นายอนุพงษ์ เอี่ยมชม 51264690317

กลุ่ม 2 ธรรมภิบาลกับการสร้างสมานฉันท์ในท้องถิ่น
1. ส.อ. เชิดพงศ์ แทนหอม 51264690103
2. ส.อ. รัตนชัย ทั่งเหล็ก 51264690104
3. น.ส. ณัฐณิชา พูลเอี่ยม 51264690108
4. น.ส. ทิพวรรณ ภู่ขาว 51264690111
5. นายอุทัย จำนงค์สาตร 51264690121
6. น.ส. ทิพย์วรรณ จำนงค์สาตร 51264690122
7. น.ส. วาสนา จำเนียรทอง 51264690136
8. น.ส. พรทิพย์ มงคลชัย 53294690112

กลุ่ม 3 กลยุทธ์และกลวิธีในการจัดการความขัดแย้ง
1. น.ส. ดาราบดินทร์ เข็มนาค 51264690411
2. น.ส. สุชาดา ไล้อ้วม 51264690402
3. น.ส. ภาวิณี วงสเนา 51264690429
4. น.ส. จินตนา คุ้มเกวียน 51264690430
5. น.ส. อัจฉราพรรณ ปัญจะ 51264690423
6. สิบโทศิรวีร์ ริมสีม่วง 51264690416

กลุ่ม 4 ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย: กรณีศึกษาชุมชน (ระบุชุมชน)
1. เนรมิต เชียงศรี 51264690401
2. สุพัตรา โพธิทอง 512646904
3. มนตรี พุกชาติ 51264690404
4. ชลิต คชฤทธิ์ 512646904
5. ขวัญชัย สุวรรณ 512646904
6. ธนวัตร พันธุ์บุตรน้อย 512646904
7. ศรัณย์ พิทักษ์พาณิชกุล 50164690134
8. นิวัฒน์ คงเปี่ยม 50164690110

กลุ่ม 5 การมีส่วนรวมกับการพัฒนาท้องถิ่น
1. นายไวกูล คเณย์ 51264690105
2. ส.อ. ชานุวัฒน์ โกสุมา 512646901
3. ส.อ. รณกฤต ลำน้อย 51264690112
4. พลอาสา สุรชัย บุญรื่น 51264690116
5. นายศุภกร สรรพวัฒนกุล 51264690117
6. ส.อ. ธนพล บุตรสอน 51264690123
7. จ.ส.อ. สมชาย หุ่นธานี 51264690132
8. นางนวลวรรณ วิเวถวิน 52294650344 (สมทบ)


กลุ่ม 6 วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการสร้างสมานฉันท์
1. นางคำพอง ทองสุขนอก 50294700407
2. นางสุภาพร วัฒนสินธุ์ 50294700412
3. นายโอภาส คุ้มตะโก 50294700421
4. น.ส. สุธิมา ธรณี 50294700446
5. น.ส. ระวีวรรณ นิราพาธพงพร 0294700454

สังเวชนียสถาน (ตอนที่ ๒)


ห่างหายไปหลายเดือนหลังจากนำไปยังสังเวชนียสถานตอนที่ ๑ เดือนมีนาคม ผ่านไปประมาณ ๔ เดือน ซึ่งในตอนที่ ๑ ได้นำไปกราบสถานที่พระองค์ตรัสรู้ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และได้ขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าที่คันธกุฏีบนยอดเขาคิชฌกูฏแล้ว ในตอนที่ ๒ นี้ได้ลงมาแล้วได้แวะชมคุกที่พระเจ้าอชาตศัตรูใช้ขังพระเจ้าพิมพิสารซึ่งอยู่ใกล้เขาคิฌชกูฏ

หลังจากนั้นไปแวะที่ตโปทารามสถานที่อาบน้ำของคนฮินดู ได้แบ่งเป็นชั้น ๆ สำหรับคนแต่ละวรรณะ วรรณะพราหมณ์อยู่บนสุด กษัตรย์ แพศย์ และศูทร ตามลำดับ เสร็จแล้วไปยังวัดเวฬุวันซึ่งเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนาเป็นสถานที่พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งถือว่าเป็นหลักการ วิธีการ และรูปแบบในการเผยแผ่พระศาสนาตลอดมา
ตอนที่ ๒ ขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน ตอนที่ ๓ จะนำไปยังมหาวิทยาลัยนาลันทา ซื่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแรกในโลกก็ว่าได้ และเป็นบ้านของอัครสาวกคือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ไปกราบสังเวชนียสถานอีกที่หนึ่งคือสถานที่ปรินิพพานโปรดติดตามตอนต่อไป(ไม่สามารถบรรรยายใต้ภาพได้เนื่องจากรูปแบบของblog เปลี่ยนไป ต้องศึกษาวิธีการใหม่ต้องขออภัยด้วย)

















วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รายงานกลุ่มวิชาจริยธรรมสำหรับนักบริหารท้องถิ่น

กล่มที่ ๑ จรรยาบรรณและคุณธรรมพื้นฐานกับการบริหารท้องถิ่น
๑. นายจักรเพชร ทวีศรี
๒. นายภานุ ตันติวุฒิ
๓. น.ส. ลลิตา วันแก้ว
๔. น.ส. ศุภมาศ ปานศรี
๕. นายณัฐพงษ์ ผู้พัฒน์
๖. น.ส. นุชจารี ใจดีเลิศ
๗. น.ส. จิตรวดี เกิดสมบุญ
๘. น.ส. วรรณพร สุวรรณศรี
กลุ่มที่ ๒ หลักธรรมาภิบาลกับการบริหารท้องถิ่น
๑. น.ส. ณิชาปวีณ์ สิงหเสนี
๒. นายณัฐวุฒิ จันทะนัฏ
๓. นายพิชัยณรงค์ จันทร์กลิ่นหอม
๔. น.ส. ปรางทิพย์ จันทร์หอม
๕. น.ส. นุชจรินทร์ เส็งม่วง
๖. น.ส. วัชราภรณ์ มลวัง
๗. น.ส. รินทร์ลภัส บุญยืน
๘. น.ส. ณัฐิยา ปาลพันธ์
กลุ่มที่ ๓ วัฒนธรรมพื้นบ้านกับการบริหารท้องถิ่น
๑. นายวุฒิกร กาบเครือ
๒. นายศรัญ พานิชกุล
๓. นายนิวัฒน์ คงเปี่ยม
๔. น.ส. จุฑามาศ เพ็งยอด
๕. น.ส. พัชราภรณ์ เสวกพันธ์
๖. น.ส. สโรชา ยศสอน
๗. น.ส. รัชนีวรรณ สุขลักษณ์
๘. น.ส. นริศรา ทองทา
กลุ่มที่ ๔ หลักศาสนธรรมกับการบริหารท้องถิ่น
๑. นายวีระทัศน์ ทองแก้ว
๒. น.ส. เพชรเกล้า ทองนาค
๓. น.ส. นาตยา น้อยสกุล
๔. น.ส.กฤษณา พูลนิ่ม
๕. น.ส. วันเพ็ญ ปานเปีย
๖. นายชัยภัทร วัดอ่ำ
๗. นายภรัณยู ศิริมหันต์
๘. นายปิยะพงษ์ บุญมี
กลุ่มที่ ๕ ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการบริหารท้องถิ่น
๑. น.ส. ระวีวรรณ ฉิมบรรเทิง
๒. นายพงษ์นรินทร์ ศรีอำไพ
๓. นายปานศักดิ์ นามา
๔. น.ส. จารุวรรณ สงบแท้
๕. น.ส. ปรียานุช ติระกาล
๖. น.ส. ปัทมาวดี คล้ายทรัพย์
๗. น.ส. กรรุจีย์ ใจภักดี
กลุ่มที่ ๖ หลักจริยศาสตร์กับการบริหารท้องถิ่น
๑. น.ส. พัชรินทร์ ประเสริฐภากร
๒. น.ส. ศิริลักษณ์ ปัญญาคำ
๓. น.ส. ดาราวีร์ รสฉำ
๔. น.ส. ศิริพันธ์ วนิดา
๕. น.ส. ยูรยรัตน์ บารมี
๖. นายภานุพงศ์ พลอยพราว

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล (ตอนที่ ๑)

กระทำประทักษิณรอบพระมูลคันธกุฏีบนเขาคิชฌกูฏ (ตอนที่ ๑ ขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ทุกท่าน ส่วนต่อไปจะนำไปจาริกบุญกันต่อโปรดติดตามนะครับ)
ถ่ายภาพหมู่ด้านหลังพระมูลคันธกุฏี
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สฺวากฺขาโต ภควโต ธมฺโม สุปฎิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ กระทำประทักษิณ ๓ รอบพระมูลคันธกุฎี

กุฏีของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ซึ่งอยู่หน้าพระมูลคันธกุฎี

ยอดเขาคิชฌกูฏ ซึ่งดูจากภาพเห็นว่าเหมือนกับหัวแร้ง ซึ่งเป็นที่มาของเขานี้



ถ้าสุกรขาตา ที่อยู่ของอัครสาวกเบื้องขวาคือพระสารีบุตร ซึ่งเป็นผู้มีปัญญามากและยอดกตัญญู สถานที่นี้พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงธรรมเรื่องเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขอัคคิเวสสนโคตรปริพาชก ผู้ประกาศตนว่าตนไม่ยึดถือทัศนะใด ๆ พระสารีบุตรกำลังนั่งถวายงานพัดดำรงสติระตามกระแสธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งเมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ณ ถ้ำสุกรขาตาแห่งนี้ หลังจากอุปสมบทแล้ว ๑๕ วัน



หน้าถ้ำพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย เป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์มาก ทั้งพระสารีบุตรและมหามหาโมคคัลลานะจัดได้ว่าเป็นมือขวามือซ้ายของพระพุทธองค์ก็ว่าได้



ในกลุ่มของผู้จาริกธรรมในครั้งนี้มีผู้อายุน้อยที่สุดคือคุณยายเกลื่อม ขุนนัดเชียร ดังนั้นในการขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏจำเป็นต้องอาศัยบาบูสองคนหามขึ้นไปจนถึงหน้ามูลคันธกุฏี ค่าหาม ๘๐๐ รูปี บวกค่าทิปอีก ๑๐๐ รูปี รวม ๙๐๐ รูปี



ถ่ายรูปหน้าเจดีย์พุทธคยาก่อนกลับ


รอยพระพุทธบาทจำลองด้านหน้าเจดีย์พุทธคยา


สระมุจลินทร์ เป็นสถานที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขประทับที่โคนไม้มุจลินทร์เป็นเวลา ๗ วัน ในช่วงนั้นมีพายุฝนตกพรำตลอด ๗ วัน พระยามุจลินทนาคราชได้เข้าถวายอารักขาด้วยการแผ่พังพานพร้อมด้วยขนด ๗ รอบ เมื่อฝนหยุดตกแล้วพระยานาคราชจำแลงรูปเป็นมาณพหนุ่มถวายนมัสการ ณเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธองค์


เสาพระเจ้าอโศกและเจดีย์พุทธคยาถ่ายด้านหน้าสระมุจลินทร์ (คุณยายและคนติดตาม ทส.)

คุณพี่ดุษณี ผู้ร่วมจาริกบุญในครั้งนี้มาพร้อมคุณพี่ธวัชชัย

รัตนจงกรมเจดีย์ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ มีหินทรายสลักเป็นดอกบัวบาน จำนวน ๑๙ ดอก เป็นที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๓ อยู่ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับอนิมิสเจดีย์ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ตลอด ๗ วัน



กราบและปิดทองต้นพระศรีมหาโพธิ์


ครอบครัวบุญมาทั้งหมด ๕คนบวกหนึ่ง เดินกระทำประทักษิณอย่างมีความสุข อิ่มบุญกันถ้วนหน้า


หลังจากสวดมนต์เจริญสมาธิภาวนาเสร็จแล้วกระทำประทักษิณรอบพระเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วบูชาปิดทองต้นพระศรีมหาโพธิ์

พระมหาน้อย บนยอดเขาคิชฌกูฏ ใกล้มูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า

พระมหาปรีชา กตปุญฺโญ (บรรยายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์) หรือท่านเรียกตัวท่านเองว่าพระมหาน้อย ผู้ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ในวันที่๑ และวันที่ ๒ (๒๐-๒๑) ท่านได้ทำหน้าที่ได้อย่างดีมากทำให้ผู้จาริกบุญทุกคนได้ทั้งศรัทธาและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ช่วงที่ท่านทำหน้าที่ท่านให้คำแนะนำสำหรับการไปกราบสังเวชนียสถานทุกที่ให้ระวังเรื่องของขอทานและคนขายของ ให้ถือหลัก ๓ อย่างคือ ๑. ไม่มองหน้า ๒.ไม่สบตา และ ๓. ไม่เจรจาด้วย
หลัก ๓ อย่างถือว่าใช้ได้อย่างได้ผล ประวัติย่อของท่านจากการที่ผมได้เข้าไปกราบตอนค่ำของวันที่ ๒๑ มี.ค. ๒๕๕๓ ทราบว่าท่านเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหามุกฏราชวิทยาลัย (มมร.) รุ่นที่๔๒ ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นน้องของผมปีหนึ่ง ท่านเรียนจบปริญญาเอก ๓ ใบ บวชมา ๓๘ พรรษาแล้ว สำหรับส่วนตัวผมเองประทับใจในการทำหน้าที่ของท่านมาก และถือว่าท่านเป็นธรรมทูตที่ดีเยียมซึ่งคุณไทย (คนทำหน้าที่มัคคุเทศก์ในวัน ๓-๗ ได้ยกย่องท่านว่าเป็นขั้นเทพเชียวล่ะ)


ถ่ายภาพร่วมกัน ดูจากหน้าตาของแต่ละคนอิ่มบุญ แม้ว่าจะเหนื่อยจากการเดินทางมาจากเมืองไทย แต่พลังบุญและพลังใจเต็มเปี่ยมเติมเต็มทุกคน
สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร (เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ฯลฯ อโหสีติ) สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

พระมหาปรีชา กตปุญฺโญ นำสวดมนต์ สวดบทธรรมจักกัปปวัตนสูตร แล้วนั่งสมาธิเจริญภาวนา ในขณะนั่งทุกคนสัมผัสได้ถึงความสงบและที่อัศจรรย์คือใบต้นพระศรีมหาโพธิ์ร่วงตกลงมาหน้าผู้ร่วมจาริกบุญทุกคน ทำให้ทุกคนได้ใบโพธิ์มากมายหลายใบ ซึ่งสังเกตว่าในวันสุดท้ายที่กลุ่มเรากลับเข้าไปกราบลาที่นี่อีกครั้งพบว่าใบต้นพระศรีมหาโพธิ์ร่วงลงเกือบหมดแล้วถือได้ว่าเป็นความโชคดีของกลุ่มของเราก็ว่าได้




ถ่ายรูปร่วมกันหน้าหลวงพ่อพุทธเมตตา

หลวงพ่อพระพุทธเมตตาภายในเจดีย์พุทธคยา น่าจะสร้างขึ้นในสมัยปาละ มีอายุกว่า ๑,๔๐๐ ปี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งสันนิษฐานกันว่าพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างขึ้นไว้ก่อนคงขนาดเล็กกว่านี้ต่อมาคงมีการต่อเติมและบูรณะปฏิสังขรกันต่อมาตามยุคสมัย เจดีย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์

สถานที่พระมหาบุรุษทรงอธิษฐานลอยถาดข้าวมธุปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (น้ำแห้งมีแต่ทรายซึ่งทางคณะเราไปช่วงหน้าแล้งพอดี) แล้วเสด็จไปยังต้นพระศรีมหามหาโพธิ์ซึ่งมองเห็นเจดีย์พุทธคยาอยู่ด้านหลัง


วัวถือว่าเป็นทั้งพระเจ้าเป็นทั้งผู้ช่วยผลิตสินค้าโอทอปและช่วยไถนา (ประโยชน์มากจริง ๆ)


หน้าบ้านของคนอินเดียจะมีสินค้าโอทอปแปะอยู่หน้าบ้าน พร้อมผูกผู้ผลิตไว้ด้วยเป็นการแสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน

บ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การบูชาพระประจำวันเกิดและความหมาย






























พระประจําวันชี้เส้นทางพัฒนาจิต

เหตุที่เกิดพระประจําวัน เพราะว่าชีวิตทุกชีวิตย่อมมีวันเกิด การเกิดต้องรู้จักว่า เกิดมาทําไม อยู่เพื่ออะไร ตายแล้วจะไปไหน พระประวัน คือการศึกษาชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งเกิดมาไม่รู้จักวันเกิดของตัวเองว่าเกิดมาเพื่ออะไร
พระพุทธรูปปางวันอาทิตย์ (ปางถวายเนตร)
นิรภัยทุกทิศ : ห้ามกาม ห้ามกาย ห้ามเกิด
ถ้าต้องการห้ามได้ต้องไปศึกษาพระประจําวันจันทร์
๑ วันอาทิตย์ (ธาตุไฟ) มนุษย์เราเกิดจากกามเป็นปางถวายเนตร คือให้มีดวงตาเห็นธรรมเห็นว่า มนุษย์ทุกชีวิตเกิดจากกาม โดยพุทธลักษณะท่านจึงประทับยืนและทํามือประสานไว้เบื้องหน้า เพื่อปิดทวารแห่งการเกิดของชีวิต เพราะทุกชีวิตเกิดจากทวารแห่งการเกิดกาย และไม่เกิดชีวิต ผู้เห็นแจ้งโลกย่อมเห็นภัยในการเกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ และตายเป็นทุกข์
ที่มา : เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ที่ร่มมหาโพธิ์ ๗ วัน หลังจากนั้นพระองค์ทรงเสด็จออกจากร่มไม้มหาโพธิ์ ไปประทับยืนกลางแจ้งทางทิศเหนือของต้นมหาโพธิ์ ทรงทอดพระเนตรต้นโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตร ด้วยอิริยาบถดังกล่าวถึง ๗ วัน สถานที่เสด็จประทับยืนด้วยออริยาบถนั้น นับเป็นนิมิตรมหามงคล เรียกว่า "อนิมิสสเจดีย์" พระพุทธจริยาที่ทรงจ้องพระเนตรดูไม้มหาโพธิ์ โดยมิได้กะพริบพระเนตรถึง ๗ วันนั่นเป็นที่มาแห่งตํานานการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า "ปางถวายเนตร"
พระพุทธรูปปางวันจันทร์ (ปางห้ามสมุทร) หรือ (ปางห้ามญาติ)
ห้ามใจ (กุศล อกุศล) ถ้าต้องการห้ามได้ต้องไปศึกษาพระประจําวันอังคาร
๒ วันจันทร์ (ธาตุดิน) ปางห้ามสมุทร สมุทร คือทะเล เป็นที่เกิดแห่งชีวิตเรา เรียกว่า ทะเลทุกข์ คือการเวียนว่ายตายเกิดของจิตใจ ไม่มีจิตในโลกนี้ก็ไม่มีชีวิต ไม่มีชีวิตในโลกนี้ก็ไม่มีทะเลทุกข์ การห้ามสมุทร คือการห้ามที่ยิ่งใหญ่ การห้ามญาติยังห่างไกล ที่ใกล้ตัวต้องห้ามตัวเราเองได้ การห้ามตัวเราเอง คือการห้ามที่ยิ่งใหญ่กว่ามหาสมุทร จันทร์ คือใจ ใจของเราเองมีสุข มีทุกข์ ห้ามสมุทร คือห้ามใจ ห้ามทั้งสุขและทุกข์ในตัวเรา จึงจะพันธนาการทั้งหลาย
ที่มา : ครั้งหนึ่งได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองไพศาลี มีประชาชนล้มตายเป็นจํานวนมาก กษัตริยลิจฉวีเจ้า ผู้ครองเมืองจึงได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จมาโปรดชาวเมืองพระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระอานนท์เจริญรัตนสูตร และประพรมนําพระพุทธมนต์รอบพระนครจนต่อมาภายหลังโรคร้ายก็หายสิ้นไปจากพระนครด้วยพุทธานุภาพ จึงเรียกว่า "ปางห้ามญาติ หรือปางห้ามพยาธิ"

พระพุทธรูปปางวันอังคาร (ปางนิพพาน หรือปางไสยาสน์)
วางกาย วางใจ คืนสู่โลก
๓ วันอังคาร (ธาตุลม) ปางไสยาสน์ (นิพพาน) ว่างจากเครื่องร้อยรัด อังคาร คือชีวิต คือการต่อสู้ มนุษย์เกิดมาเพื่อต่อสู้กับความทุกข์ ต่อสู้กับการเป็นอยู่อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม เป้าหมายจุดสุดท้ายของมนุษย์ คือพ้นจากเครื่องร้อยรัด คือกายและใจ(ตาย)ก็พ้นแล้ว แต่เราจะทําอย่างไร? ต้องศึกษากายและใจ เพื่อให้พ้นการยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องคิดถึงความตาย ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อมิให้หลงโลก หลงธรรมหลงกาย หลงใจ และหลงชีวิต
ที่มา : สมัยหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน ในกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นอสุรินทราหูจอมอสูร ซึ่งสําคัญว่ามีร่างโตใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อม พระพุทธเจ้าทรงหวังจะลดทิฐิจอมอสูร จึงทรงเนรมิตกายให้โตกว่าจอมอสูรในท่าประทับนอนและแสดงธรรมโปรด จนในที่สุดจอมอสูรจึงละทิฐิยอมอ่อนน้อมต่อพระพุทธองค์ จึงเรียกว่า "ปางนิพพาน" หรือ"ปางไสยาสน์" หรือ"ปางโปรดอสุรินทราหู"
พระพุทธรูปปางวันพุธ (กลางวัน)(ปางอุ้มบาตร)
เป็นผู้ช่วยเหลือโลก สอนให้เป็นผู้รู้จักเสียสละ คือผู้รู้ ผู้ช่วยผู้อื่น (ช่วยโลก)
๔ วันพุธ (กลางวัน)(ธาตุน้ำ) ปางอุ้มบาตร พุทธะ คือจิตผู้รู้แจ้งโลกต้องโปรดสัตว์ ช่วยเหลือผู้อื่น อุ้มบาตร คืออุ้มโลก ช่วยโลก คือการเสียสละเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น วันพุธ ธาตุนํา ธรรมชาติของนําต้องไหลไปทางตํา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ยังตํากว่า ถ้าได้รับแสงสว่าง คือความร้อนก็ขึ้นที่สูงได้เป็น พุธกลางวันจึงเป็นผู้รู้
ที่มา : ครั้งหนึ่ง หลักจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา และหมู่พระญาติทั้งหลาย บรรดาพระประยูรญาติต่างมีความแช่มชื่นโสมนัสจนลืมกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้มารับภัตตาหารเช้าในพระราชวัง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จออกรับบิณฑบาตรจากประชาชนทั่วไปในกรุงกบิลพัสด์ นับเป็นครั้งแรกที่ชาวกรุงกบิลพัสด์ได้เฝ้าชมพระบรมศาสดาทรงอุ้มบาตร เสด็จพระพุทธลีลาโปรดสัตว์ เพิ่มพูนความปิติยินดียิ่งจึงเรียกว่า "ปางอุ้มบาตร"

พระพุทธรูปวันพุธ (กลางคืน)(ปางป่าเลไลยก์)
จิตคือพระพุทธ สอนกายคือ(ช้าง) สอนใจคือ(ลิง)
๔.๑ วันพุธ (กลางคืน)(ธาตุลม) คือผู้รู้ที่มีทิฐิมานะไม่เชื่อฟัง เพราะมีความมืดอวิชชาเป็นเครื่องกําบังติดอัตตาตัวตน สอนผู้อื่นไม่ได้ จึงต้องเข้าป่าไปสอนตัวเองดีกว่าเพราะตัวเองมีใจเป็นบริวาร คือลิง เป็นผู้รับใช้มี ช้างเป็นพาหนะไว้ขี่คอยรับใช้ มีจิตเป็นพุทธะคอยสั่งสอน ช้าง+ลิง ยังสอนได้ฝึกได้ถ้าหากฝึกคนไม่ได้เข้าป่าดีกว่า เมื่อสอนตนเองได้แล้ว จึงค่อยสอนผู้อื่นต่อไป
ที่มา : ในสมัยพุทธกาล เมืองโกสัมพี มีพระภิกษุ ๒ รูปคือ พระวินัยธร และพระธรรมธร (หรือพระธรรมกถึก) แต่ละรูปมีพระภิกษุเป็นบริวารรูปละ ๕๐๐ องค์ได้อาศัยอยู่วัดโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี เกิดทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ พระพุทธเจ้าทรงทราบ และตรัสห้ามถึง ๓ ครั้ง แต่ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าจังเสด็จหนีออกไปจําพรรษาที่ป่ารักชิตวัน ซึ่งมีพญาช้างชื่อ "ป่าลิไลยกะ" และพญาลิง ถวายปรนนิบัติด้วย อาหาร ผลไม้ และป้องกันอันตรายต่างๆมิให้มายํากรายต่อพระพุทธเจ้า เมื่อปวารณาออกพรรษาแล้วพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากได้มากราบทูลเชิญเสด็จไปเมืองโกสัมพี จึงเรียกว่า "ปางป่าเลไลยก์"
พระพุทธรูปวันพฤหัสบดี (ปางสมาธิ)
คือจิตที่สงบนิ่ง จึงจะสามารถรู้ความเป็นจริงของชีวิต สามารถ พูด หรือสั่งสอน จากความรู้จริง
๕ วันพฤหัส (ธาตุดิน) คือผู้รู้เป็นครู เพื่อฝึกหัดผู้อื่น การเป็นครูต้องเป็นผู้รู้จริง ต้องสอนจากประสบการณ์จริง ต้องพูดจากตัวรู้ มิใช่ตัวจําได้ อ่านได้ เรียนได้หรือสอนได้ ปางสมาธิ คือหยุดจากความวุ่นวาย มนุษย์หยุดนิ่งไซร้ความจริงย่อมเกิดถ้าท่านยังไม่หยุดท่านยังไม่มีโอกาสได้พบความจริง เป็นปางตรัสรู้ คือพูดจากตัวรู้จึงจะถูกต้อง ตัวรู้ คือจิต ตัวถูกรู้ คือใจเรา เรียกว่าความจํา
ที่มา : ภายหลังจากที่ประพุทธเจ้าได้กําราบพระยามารลงได้แล้ว พระองค์จึงได้ตั้งพระทัยเจริญสมาธิ จนได้บรรลุญาณขั้นต่างๆ และในที่สุดก็ได้บรรลุอนุตรสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลาเช้าตรู่ของวันเพ็ญขึ้น ๑๕ คําเดือน ๖ (วันวิสาขบูชา) จึงเรียกว่า "ปางสมาธิ"
พระพุทธรูปวันศุกร์ (ปางรําพึง)
คือจุดยืนของมนุษย์ อยู่เพียงความพอกาย และพอใจทั้งสิ้น
๖ วันศุกร์ (ธาตุน้ำ) ปางรําพึง เอามือทาบหน้าอกทั้งสองข้าง คือมือขวามาทาบหน้าอกซ้ายแล้วรําพึงว่า การกระทําทุกอย่างที่เป็นสุขล้วนแล้วแต่เกิดจากใจทั้งสิ้นมือซ้ายมาทาบที่หน้าอกข้างขวา คือใจที่อยู่กับกาย ถ้ารู้จักพอกายก็เป็นสุขทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนของมนุษย์
ที่มา : ภายหลังจากที่ตรัสรู้ได้ไม่นานพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประทับอยู่ใต้ต้นไทร ก็ได้ทรงรําพึงถึงพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นว่า เป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจจึงรู้สึกอ่อนพระทัยในการที่จะนําออกแสดงโปรดสัตว์ แต่เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าสรรพสัตว์มีภูมิต่างกันจึงทรงพระดําริที่จะแสดงธรรมตามภูมิชั้นแห่งปัญญาสรรพสัตว์นั้นๆ จึงเรียกว่า "ปางรําพึง"

พระพุทธรูปวันเสาร์ (ปางนาคปรก)
คือจุดสุดท้ายของมนุษย์ต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) มีองค์ ๗ หมายถึง นาค ๗ เศียร(ปัญญา) ที่รักษาจิต คือ(พระพุทธ) ทุกชีวิตต้องมี
๗ วันเสาร์ (ธาตุไฟ) ปางนาคปรก ปางเมื่อพระองค์ทรงบําเพ็ญแล้วเกิดพญามารมารบกวน เนรมิตให้ฝนตก นําท่วม จึงมีพญานาค ๗ เศียร มาปกปักรักษาเป็นเครื่องหมายว่า เมื่อจิตคือ พระพุทธ คิดที่จะบําเพ็ญแล้วต้องอาศัย ปัญญาสัมมาทิฐิซึ่งมีองค์ ๗ แสงสว่างแห่งจิต คือใจ ที่เกิดปัญญาแล้ว จึงจะรักษาจิตให้พ้นจากกิเลส ตัณหา พญามารทั้งหลายได้
ที่มา : ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ใต้ต้นจิก (มุจจรินทร์) บังเอิญในช่วงนั้นมีฝนตกหนักตลอด ๗ วัน พระยานาคมุจจรินทร์ ได้เลื้อยมาทําขนดล้อมพระวรกายของพระพุทธองค์ ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพาบปกไว้ในเบื้องบนเหมือนกั้นฉัตร ด้วยประสงค์จะกําบังลมฝนมิให้ต้องพระวรกาย จึงเรียกว่า "ปางนาคปรก"
ที่มา:http://www.buddhadham.8m.com/dham04.htm
ภาพพระปางต่าง ๆ จาก www/watthapra.com