วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความหมายและขอบเขตของจริยธรรม

ความหมายและขอบเขตของจริยธรรม
บทที่ ๑
๑. ความนำ
จริยธรรมเป็นแนวทางสำหรับมนุษย์ก้าวไปสู่ความดีงามทั้งปวง จริยธรรมจึงเป็นเรื่องราวที่สำคัญมากที่บุคคลทุกฝ่ายควรให้ความสนใจและศึกษาค้นคว้า จริยธรรมมีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมถึงศาสนา ศีลธรรม คุณธรรม และค่านิยม ยังมีความสับสนอยู่บ้างเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องจริยธรรม เช่น บางคนเห็นว่าจริยธรรมคือ ศาสนา บางคนเห็นว่าจริยธรรมเป็นสิ่งสากล เพื่อเป็นการปูพื้นฐานสำหรับความเข้าใจในเรื่องจริยธรรม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาความหมายของจริยธรรมและศัพท์ที่เกี่ยวข้องในแง่มุมต่าง ๆ พร้อมทั้งความกระจ่างเกี่ยวกับบรรทัดฐานของจริยธรรมว่าคืออะไร
๒. ความหมายและขอบเขตของจริยธรรม
คำว่า จริยธรรม โดยพยัญชนะแยกศัพท์เป็น จริย + ธรรม จริย แปลว่า ความประพฤติกิริยาที่ควรประพฤติ รากศัพท์ของ “จริย” มาจากคำว่า “จร” ในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า เที่ยวไป เดินทางไป จาริกไป ดำเนินไป ซึ่งถ้าแปลงเป็นคำนามมีความหมายว่า ความประพฤติ การดำเนินชีวิต การครองชีวิต ความเป็นอยู่ คำว่า “จร” นี้ถ้าแปลงรูปเป็นภาษาสันสกฤตจะกลายเป็น จรรย์ หรือ จรรยา ก็ได้ หรืออาจแปลงเป็นรูปบาลีคือ จริยา ก็ได้
สำหรับคำว่า “จริย” ในพระพุทธศาสนามีปรากฏอยู่ในศัพท์ดั้งเดิมที่เราจะพบบ่อยมากคือว่า พรหมจรรย์ ดังปรากฏในพุทธวจนะที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประโยชน์ และความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย…เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม…จงประกาศพรหมจรรย์…(วินัย. ๔/๓๒/๓๙)
อีกคำหนึ่งคือธรรมจริยา แปลว่า ประพฤติธรรม ตั้งตนอยู่ในหลักของศีลธรรม ทั้งคำว่า พรหมจรรย์และคำว่าธรรมจริยา มีความหมายแตกต่างกัน ทั้งสองคำต่างก็อยู่ในมงคลสูตรทั้งคู่ คือคำว่า พรหมจรรย์ อยู่ในมงคลสูตร ข้อ ๓๒ ส่วนคำว่า ธรรมจริยา อยู่ในมงคลสูตร ข้อ ๑๘ ในภาษาบาลีไม่มีการใช้คำจริยธรรม มีแต่คำว่า จริย เท่านั้น แต่ถึงจะเติมแต่งคำว่า ธรรมเข้าไปก็ไม่มีข้อขัดข้องแต่อย่างใด คำว่าจริยธรรมตามที่เข้าใจกันในภาษาไทย ก็ยังสับสนไม่น้อย มีทั้งที่เข้าใจกันอย่างชาวบ้าน รู้สึกเหมือน ๆ กับศีลธรรมนั่นเองบ้าง เข้าใจอย่างนักวิชาการในเชิงปรัชญาบ้าง แต่ในที่นี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความหมายเหล่านั้นเลย ข้อยุติอย่างเดียวกับคำว่าศีลธรรมข้างต้นนั่นแล ว่า ศีลธรรม ก็คือศีล ธรรมเป็นเพียงสร้อยคำ จริยธรรม ก็คือจริยา ส่วนธรรมเป็นเพียงสร้อยคำ ดังนั้น สรุปคำว่า จริยธรรม แปลว่า หลักการดำเนินชีวิต (พระราชวรมุนี, ๒๕๒๙ : ๕๙๒ และพระเทพเวที ๒๕๓๒ : ๑๐ – ๑๑)
คำว่า “ธรรม” นั้นมีความหมายมากมาย เช่น
(๑) ธรรม หมายถึง ความถูกต้อง
(๒) ธรรม หมายถึง ธรรมชาติ
(๓) ธรรม หมายถึง กฎเกณฑ์ หรือหลัก
(๔) ธรรม หมายถึง ความดี
(๕) ธรรม หมายถึง ธรรมจรรยา
(๖) ธรรม หมายถึง ธรรมเนียม
(๗) ธรรม หมายถึง หน้าที่
คำว่า ธรรม ที่ใช้สื่อความหมายกับคำว่าจริยธรรม น่าจะหมายถึงข้อ ๓ คือ ธรรม ที่หมายถึงกฎเกณฑ์หรือหลัก ซึ่งตรงกับที่พระเทพเวทีได้วิเคราะห์มาแล้ว ซึ่งหลักหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะได้มาจากคำสอนทางศาสนาที่บุคคลนิยมเชื่อถือ เช่น ชาวพุทธส่วนใหญ่จะเรียกคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าพระธรรมหรือพุทธธรรม หลักคำสอนของศาสนาคริสต์อาจเรียกว่า คริสตธรรม เป็นต้น
ศาสนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกมักสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต จริยธรรมของบุคคลและสังคมส่วนใหญ่มาจากคำสอนทางศาสนา แต่มิได้หมายความว่า จริยธรรม คือคำสอนทางศาสนาเพียงอย่างเดียว พระเมธีธรรมาภรณ์ (๒๕๓๔ : ๗๗ – ๗๙) เห็นว่าจริยธรรมเป็นหลักประพฤติปฏิบัติที่วางอยู่บนรากฐานของหลักคำสอนของปรัชญาและขนบธรรมเนียมประเพณีและมีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้
(๑) ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ถ้าเชื่อว่ามนุษย์มีธรรมชาติเห็นแก่ตัว ระบบจริยธรรมนั้นจะสอนมนุษย์ไม่ให้ละเมิดความชั่วต่าง ๆ เป็นต้น
(๒) ความเชื่อเกี่ยวกับอุดมคติหรือความดีสูงสุด เช่น พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานสอนให้บำเพ็ญตนเอาอย่างพระโพธิสัตว์
(๓) ระเบียบปฏิบัติหรือแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต เช่น ชี้แนะให้ประพฤติปฏิบัติหรืองดเว้นต่าง ๆ เช่น ในศาสนาอิสลาม สอนให้ถือศีลอดตามฤดูกาล เป็นต้น
(๔) เหตุจูงใจให้คนละชั่วและประพฤติดีมีหลายประการ เช่น การรักษาศีล ช่วยให้เกิดความสงบสุขส่วนตนและสังคม บางคนอาจหวังผลตอบแทนในชาติหน้าหรือรางวัลจากพระเจ้า
คำว่า ธรรม อาจนำมาใช้ในความหมายของคุณความดี ความถูกต้อง มีข้อที่น่าสังเกตว่าธรรมจะเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เป็นเครื่องจำแนกสัตว์กับมนุษย์ออกจากกันโดยแท้ ดังที่พระยาอนุมานราชธน (๒๕๒๔ : ๑) อธิบายไว้ดังนี้
…การที่มนุษย์มีชีวิต มีความรู้สึก กินอาหาร พักผ่อนหลับนอน กลัวภัยอันตรายนั้น
เป็นลักษณะอาการของสัญชาตญาณ ซึ่งไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ย่อมมีเท่าเทียมกัน
แต่มนุษย์ดีกว่าสัตว์เป็นพิเศษ เพราะมนุษย์มีธรรม
….ธรรมจึงหมายถึง การปฏิบัติตนเพื่อให้พ้นไปจากสภาพป่าเถื่อนเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน
ซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างนอนกับดินกินกับหญ้า อันเป็นไปตามธรรมชาติ
ดังนั้น คุณธรรมนั่นเองจึงเป็นคุณสมบัติทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกมาทางความประพฤติ เรียกกันว่า จริยธรรม นั่นเอง
จำรัส ดวงธิสาร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๒๒ : ๒๓ – ๒๖) ได้วิเคราะห์ความหมายจริยธรรมไว้สอดคล้องกันคือ ธรรมหมายถึงสิ่งที่บังคับมนุษย์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้มนุษย์เคลื่อนไหวอย่างมีกติกา ธรรมเป็นบรรทัดฐานสำหรับขีดเส้นให้มนุษย์ในสังคมต่าง ๆ ได้เคลื่อนไหวไปตามและเป็นเครื่องขัดเกลากมลสันดานของมนุษย์ และธรรมนั้นอาจจำแนกได้ ดังนี้
(๑) เนติธรรม ได้แก่ กฎหมาย
(๒) ตันติธรรม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
(๓) ศีลธรรม ได้แก่ ศีลธรรมทางศาสนา
(๔) คุณธรรม ได้แก่ คุณงามความดีที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของมนุษย์ซึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกว่า บารมี
จริยธรรมจึงอยู่ในครรลอง ๔ ประการ ดังกล่าว แนวทางการแสดงออกของจริยธรรม อาจพิจารณาปฏิปทาของพระพุทธเจ้าหรือผู้บริสุทธิ์จากกิเลสต่าง ๆ เช่น พระอรหันต์ ท่านผู้ซึ่งบริบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ คือมีความเคลื่อนไหวหรือมีความประพฤติที่สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติที่ดีงาม มีการแสดงออก ๓ แนวทาง คือ
(๑) อัตตัตถจริยา คือ ประพฤติตนดี มีประโยชน์ มีคุณค่า
(๒) ญาตัตถจริยา คือ ประพฤติเป็นประโยชน์ต่อประยูรญาติ
(๓) โลกัตถจริยา คือ ประพฤติเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ดังนั้น จริยธรรมนอกจากจะครอบคลุมครรลอง ๔ ประการ อันได้แก่ กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศีลธรรมทางศาสนา คุณงามความดีที่สั่งสมเป็นบารมี ดังกล่าวแล้ว ยังต้นแสดงออกทางพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง ๓ ประการ คือ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม ซึ่งน่าจะหมายรวมถึงสิ่งแวดล้อมหรือสรรพสิ่งในธรรมชาติด้วย
คราวนี้ลองมาพิจารณาความหมายของจริยธรรมในพระพุทธศาสนากันบ้างพอสังเขป เนื่องจากคำว่าจริยนั้นเป็นคำที่อิงศัพท์ธรรมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาก และมักเข้าใจคลาดเคลื่อนไป ที่น่าศึกษาได้แก่คำว่า พรหมจรรย์กับธรรมจริยา
พรหมจรรย์
คำว่า พรหม แปลว่า ประเสริฐ, ผู้ประเสริฐ ส่วนคำว่า จรรย์ มาจากคำว่า จร จึงแปลเหมือนกับคำว่า จริย คือ ความเคลื่อนไหว, การเป็นอยู่, ความประพฤติ, การดำเนินชีวิต สรุปคำว่า พรหมจรรย์ก็คือ การเป็นอยู่อย่างประเสริฐ, ความประพฤติอันประเสริฐ, การดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐ ฯลฯ มีข้อความในพระสูตรซึ่งให้คำอธิบายคำว่า พรหมจรรย์ ไว้ดังนี้ (สี.ม. ๑๙/๕๗ – ๕๕๘/๒๐; ๓๐/๙; ๑๑๔ – ๖/๓๒ และ สี.ม. ๑๙/๑๑๓/๓๒)
“ที่เรียกว่า พรหมจรรย์ พรหมจรรย์ ดังนี้ พรหมจรรย์คืออะไร? พรหมจารีคืออะไร ที่จบของพรหมจรรย์คืออะไร?
“มรรคาอันเป็นอริยะ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้คือ พรหมจรรย์; บุคคลใดประกอบด้วยอริอัษฎางคิกมรรคนี้ บุคคลนั้นเรียกว่าเป็นพรหมจารี; ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ นี้เรียกว่าที่จบของพรหมจรรย์”
“ผลของพรหมจรรย์คืออะไร? โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล เหล่านี้เรียกว่า ผลของพรหมจรรย์”
ในมังคลวัตถุทีปนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (๒๕๑๘ : ๔๖๐) ได้แสดงพรหมจรรย์เอาไว้ ๑๑ ประการ ดังนี้
(๑) ทาน คือการให้ การบริจาค
(๒) เวยยาวัจจะ คือการขวนขวายในกิจการงานอันเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น
(๓) เบญจศีล คือการรักษากายวาจาให้เรียบร้อยด้วยศีล ๕ หรือสิกขาบท ๕ ประการ
(๔) อัปปมัญญา คือการเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาในบุคคลและสัตว์ทั้งหลายไม่จำกัด
(๕) เมถุนวิรัต คือการงดเว้นการเสพเมถุน
(๖) สทารสันโดษ คือการยินดีในภรรยาหรือสามีของตน ไม่คิดนอกใจ
(๗) วิริยะ คือความเพียรแรงกล้าอันประกอบด้วยองค์ ๔
(๘) อุโบสถ คือการรักษาอุโบสถศีลทั้ง ๘ ข้อ
(๙) อริยมรรค คือบำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘
(๑๐) ศาสนา คือการมีใจยึดมั่นศรัทธาในศาสนาธรรม
(๑๑) สมณธรรม คือการบำเพ็ญอุบายเพื่อให้เกิดความสงบทางกาย วาจา ใจ
เราจะเห็นว่าคำว่า พรหมจรรย์ นั้นถูกนำมาใช้ในความหมายแคบ ๆ คนทั่วไปมักคิดว่าพรหมจรรย์คือการครองเพศเป็นบรรพชิต การงดเว้นเมถุน การถืออุโบสถศีล ซึ่งที่จริงเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความจริงแล้วพรหมจรรย์หมายถึงพระพุทธศาสนาทั้งหมด ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวแก่พระสาวกให้ออกประกาศพรหมจรรย์ และที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ได้แก่ นิพพาน คือความสิ้นกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง พรหมจรรย์ทั้ง ๑๑ ข้อ ข้อ ๑, ๒, ๓ จัดเป็นพรหมจรรย์ชั้นต่ำ ข้อ ๔, ๕, ๖ จัดเป็นพรหมจรรย์ชั้นกลาง และ ๗, ๘, ๙, ๑๐, ๑๑ จัดเป็นพรหมจรรย์ชั้นสูง
ธรรมจริยา
ธรรมจริยา แปลตามพยัญชนะคือ การประพฤติธรรม หรือการดำเนินชีวิตที่เป็นธรรมนั่นเอง ธรรมในที่นี้คือความถูกต้อง ความดีงาม ความเที่ยงธรรม ซึ่งอาจเรียกอีกอย่างว่ากุศลธรรม ธรรมจริยาก็คือ การดำเนินชีวิตตามแนวที่เป็นกุศล กุศลธรรมก็คือธรรมฝ่ายดีทั้งหมดที่ผู้กระทำแล้วย่อมเกิดความเรียบร้อยทางกายวาจาใจ ประพฤติแล้วมีแต่ความสุขความเจริญทั้งตนเองและผู้อื่น เช่น เมื่อเว้นจากการฆ่าหรือประทุษร้ายก็ช่วยให้เขาได้รับความสุข เราก็เป็นคนดีและเขาก็มีความสุข เป็นนักศึกษาก็ตั้งใจเล่าเรียนให้ดีที่สุด ประพฤติเป็นธรรม ก็หมายความว่าทำให้ถูกต้อง และทำให้ดีนั่นเอง ใครมีหน้าที่การงานอะไรก็ทำไปตามนั้น ทำให้ถูกต้องและดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ตัวเองก็มีความสบายใจ คนอื่นก็สบายใจ ท่านพุทธทาส ท่านกล่าวย้ำเสมอ ๆ ว่า การทำหน้าที่ให้ถูกต้อง นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม หรือการประพฤติธรรมนั่นเอง ธรรมจริยาในพระพุทธศาสนา ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งแปลว่า ทางแห่งการประกอบกรรมดี ๑๐ ประการ อัน เป็นทางนำไปสุคติมี ๑๐ ประการ คือ
ก . กายกรรม ๓ ประการ ได้แก่
(๑) ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการทำลายชีวิต
(๒) อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
(๓) กาเมสุมิจฉาจารา เว้นจากประพฤติผิดในกาม
ข. วจีกรรม ๔ ประการ ได้แก่
(๔) มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ
(๕) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด
(๖) ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากการพูดคำหยาบ
(๗) สัมผัปปลาปา เวรณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ
ค. มโนกรรม ๓ ประการ ได้แก่
(๘) อนภิชฌา ไม่โลภคอยจ้องอยากได้ของเขา
(๙) อพยาบาท ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา
(๑๐) สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม
มีการใช้ศัพท์จริยธรรมในความหมายที่แคบลงกว่าความหมายที่แท้จริง นักวิชาการบางท่านใช้คำว่า “จริยธรรม” แทนคำว่า Ethics ในภาษาอังกฤษ ทำให้คำว่า จริยธรรม นั้นมีความหมายเทียบเท่ากับคำว่า ศีลธรรม หรือมักใช้แทนคำว่าศีลธรรมไปเลย ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า จริยธรรม ก็คือศีลธรรมนั่นเอง (พุทธทาส ๒๕๒๙ : ๔๗๑ – ๔๗๓) ซึ่งคำว่า ศีลธรรม นั้น ทางพระก็คือ ศีล ๕ หรือเบญจศีล นั่นเอง ซึ่งที่จริงจริยธรรมมีความหมายกว้างกว่านั้น พระราชวรมุนี (๒๕๒๘ : ๑๒ – ๑๔) ได้อธิบายดังนี้
…จริยธรรมจึงมีความหมายกว้างกว่าศีลธรรม คือหมายถึงการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ การยังชีวิตให้เป็นไป การครองชีวิต การใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกแง่ทุกด้าน ทุกระดับทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทั้งด้านส่วนตัวด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิต ด้านปัญญา
…แม้แต่การปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิบำเพ็ญสมถะ เจริญวิปัสสนา ก็รวมอยู่ในคำว่า จริยธรรม
มีผู้รู้ได้พยายามให้ความหมายจริยธรรมไว้มากมาย (สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๒๒) เช่น
จริยธรรม คือ แนวทางในการประพฤติตนเพื่ออยู่กันได้อย่างร่มเย็นในสังคม (สาโรช บัวศรี)
จริยธรรม คือ ประมวลความประพฤติและความนึกคิดในสิ่งที่ดีงามเหมาะสม (ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์)
จริยธรรม คือ เชาว์ปัญญาทางสังคมของบุคคล อันได้แก่ การรับรู้ สังเกต เข้าใจสถานการณ์ของสังคม เข้าใจอำนาจของสังคม จริยธรรมคือความสามารถในการปรับตัวและควบคุมตัวเองในด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสังคม จริยธรรมของบุคคลจะเจริญงอกงามไปพร้อม ๆ กับสติปัญญา จริยธรรมคุมถึงลักษณะต่าง ๆ ของบุคคลในสังคม เกิดจากความเจริญทางสติปัญญาที่งอกงามเพื่อเสริมสร้างสังคม (สมบูรณ์ ศาลายาชีวิน, จริยธรรมในทัศนะของ John Dewey)
จริยธรรมเป็นกลไกอันหนึ่งของสังคมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนในสังคม กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ๆ จำเป็นต้องสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อควบคุมให้สังคมเป็นสังคมที่ดี เป็นสังคมในอุดมคติของมนุษย์ โดยเหตุที่สังคมเป็นสังคมของมนุษย์ ความประพฤติที่ดีของมนุษย์จึงมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงการแสวงหาความสุข เพื่อมนุษย์บางคนบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นไปเพื่อมนุษย์ทุกคนในสังคมที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ความก้าวหน้าทางวิทยาการและวัตถุ อาจจะถือว่าเป็นสิ่งที่นำความสุขมาให้แก่สังคมมนุษย์ แต่ไม่อาจจะถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามของสังคม ถ้าความก้าวหน้าเหล่านี้ริดรอนชีวิตและศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วยกันเอง จริยธรรมจึงเป็นเรื่องของคุณค่าศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทั้งในฐานะบุคคลและสังคมเป็นเรื่องที่อิทธิพลของความเชื่อในทางศาสนาและวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง (อำนวย ทะพิงค์แก และชยันต์ วรรธนะภูติ)
จริยธรรมมีความหมายกว้าง อาจรวมถึงศีลธรรม ศาสนา กฎหมาย และค่านิยมของแต่ละหมู่ในแง่พฤติกรรมศาสตร์ จริยธรรมหมายถึงลักษณะทางจิตใจและสภาพแวดล้อม ซึ่งทำให้บุคคลทำดีหรือละเว้นความชั่ว (ดวงเดือน พันธุมนาวิน)
๓. จริยธรรมกับศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
มีศัพท์หลายคำที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจริยธรรม บางครั้งสามารถใช้แทนกันได้ จะขอนำมาศึกษาเฉพาะคำที่น่าสนใจต่อไปนี้
๓.๑ ศีล
ศีลแม้จะมีคำอธิบายหลายนัย แต่มีลักษณะอย่างเดียวก็คือ ความปกติ ศีลจึงคือความที่มีกาย วาจา และจิตใจ เป็นปกติ
ในปฏิสัมภิทามรรค (สมเด็จพระญาณสังวร ๒๕๓๕ : ๑๕) อธิบายว่า “เจตนา สีลํ” เจตนาชื่อว่าศีล เจตสิกํ สีลํ เจตสิกชื่อว่าศีล สีวโร สีลี สังวรชื่อว่าศีล อวีติกกโม สีลี ความไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล ซึ่งทำให้มองเห็นว่าสาระสำคัญของศีลอยู่ที่เจตนา เพราะมีเจตนาดีเป็นเหตุจึงทำให้ละเว้นซึ่งทางกาย วาจา ใจได้ เจตนาตัวนี้น่าจะได้แก่ เจตสิกธรรม ๓ ประการ คือ ไม่คิดอยากได้ของผู้อื่น (อนภิชฌา ไม่มุ่งพยาบาทปองร้าย (อพยาบาท) และมีความเห็นถูกต้องตามคลองธรรม (สัมมาทิฏฐิ) เจตสิกธรรม หรือธรรม ๓ ประการ ทำให้เลิกล้มการทำบาปได้ มองอีกด้านหนึ่งก็คือ ไม่คิดล่วงละเมิดต่อผู้อื่น หรือมองอีกด้านหนึ่งก็คือ ศีลอยู่ที่ความสำรวมระวัง คือมีความระมัดระวังอย่างดีที่จะไม่ทำบาปทำชั่ว ดังนั้นถ้าจะยกเอาคุณลักษณะต่าง ๆ มาอธิบายชื่อเรียกของศีลจึงมีชื่อต่าง ๆ กัน ได้แก่ เจตนาศีล เจตสิกศีล สังวรศีล อวิติกกมศีล เป็นต้น
ถ้ามองให้ลึกที่สุด สภาพจิตที่ไม่คิดละเมิดเบียดเบียนผู้อื่นนั่นแหละคือตัวศีล ซึ่งได้แก่สภาพจิตที่เป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสคือเครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความลุ่มหลงเข้าครอบงำ เมื่อจิตเป็นปกติดีแล้ว ก็ย่อมไม่ทำความชั่วทั้งทางกายและทางวาจา เมื่อใจมีศีลการกระทำทางกายก็มีศีล การกล่าววาจาก็มีศีล ถ้าเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำจิตเมื่อใด มันมีอำนาจทำให้คิดอยากจะได้อยากจะเอาอยากจะมีจะเป็น คิดอาฆาตพยาบาทมุ่งร้ายลุ่มหลงงมงาย ถึงตอนนี้จิตก็จะเสียสมดุลคือเสียจากความปกติกลายเป็นจิตที่ผิดปกติวิปริตออกนอกลู่นอกทาง เรียกว่า จิตเสียศีลภายใน เป็นเหตุให้ทำอะไรไปตามอำนาจของกิเลสที่มาครอบงำ จะทำอะไรทางกายก็เป็นกายทุจริต จะเอ่ยวาจาอะไรออกมาก็เป็นวจีทุจริต การรักษาศีลจึงมี ๒ ชั้น ได้แก่ รักษาชั้นใน คือรักษาศีลที่จิตจัดเป็น “ศีลแท้” รักษาชั้นนอกคือรักษาศีลทางกายกับวาจา จัดเป็น “อาการศีล” การรักษาศีลอาจ เริ่มจากชั้นในไปหาชั้นนอกก็ได้ หรืออาจเริ่มจากชั้นนอกไปหาชั้นใน การรักษาศีลชั้นนอกไปหาชั้นใน การรักษาศีลชั้นนอกกระทำโดยเริ่มจากการสมาทานศีลทางกาย วาจา แล้วสำรวมระวังไม่ล่วงละเมิดศีลอย่างนี้เรียกว่า “อาการศีล” เมื่อตั้งใจรักษาอาการของศีลจนจิตใจสงบเป็นปกติก็ไม่คิดจะละเมิดศีลได้เองโดยอัตโนมัติ อาการของจิตที่สงบเห็นโทษเห็นภัยของการละเมิดศีล แล้วไม่คิดจะละเมิดนี้เรียกว่า “ตัวศีล” หรือ “ศีลแท้” ในขณะที่ฝึกหัดปฏิบัติในชั้นต้นเพื่อรักษาอาการของศีลนั้น อาจจะพลั้งเผลอไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา หรืออาจจะต้องประสบความทุกข์ทรมาน ดิ้นรนกระวนกระวายเพราะว่าการฝึกอบรมนั้นเป็นการทวนกระแสกิเลสตัณหา แต่หากรู้ว่ารู้จักยืนหยัดตั้งมั่นด้วยขันติธรรม รู้จักใช้สติปัญญากำหนดพิจารณาอริยสัจสี่บ้าง พิจารณาคุณของการรักษาศีลบ้าง พิจารณาโทษของการขาดศีลบ้าง เป็นต้น ปัญญาก็จะได้รับการสนับสนุน ที่สุดกิเลสตัณหาก็พ่ายแพ้ทำให้ความสงบปรากฎตัวขึ้นจนได้ตัวศีล
ศีลกับวินัยเป็นของคู่กัน วินัยคือเครื่องบังคับควบคุมเพื่อให้เกิดธรรมชั้นศีล วินัย ได้แก่ ระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ ข้อปฏิบัติ วินัยในพระพุทธศาสนาแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ อย่างต่ำสำหรับคฤหัสถ์เรียกว่า อาคาริยวินัย อย่างสูงสำหรับบรรพชิตเรียก อนาคาริยวินัย ทั้งนี้เพราะพระพุทธองค์ทรงทราบดีว่าคนเราไม่อาจประพฤติดีได้อย่างเดียวกันหมด จึงทรงสอนศีลไว้หลายระดับ
ก .อาคาริยวินัย ได้แก่
๑) ศีล ๕ สำหรับประชาชนทั่วไป หรือคฤหัสถ์ ควรรักษาศีล ๕ เป็นประจำ ศีล ๕ จึงได้ชื่อว่า นิจศีล ได้แก่
(๑) เว้นจากฆ่าสัตว์
(๒) เว้นจากลักทรัพย์
(๓) เว้นจากประพฤติผิดในกาม
(๔) เว้นจากพูดเท็จ
(๕) เว้นจากเสพย์สุรายาเสพติด
๒) ศีล ๘ หรืออุบสถศีล ที่เรียกว่า อุโบสถศีล เพราะเป็นศีลที่นิยมรักษากันในวันพระหรือวันอุโบสถ คือ ขึ้น ๘ ค่ำ ขึ้น ๑๕ ค่ำ แรม ๘ ค่ำ แรม ๑๕ ค่ำ ศีล ๘ อาจจะรักษาเป็นประจำก็ได้ ศีล ๘ นี้เพิ่มเติมจากศีล ๕ คือ
(๖) ไม่รับประทานอาหารในเวลาวิกาล
(๗) ไม่เล่มหรือดูการเล่ม งดเครื่องประดับตกแต่ง และการผัดผิว ทาย้อมร่างกาย
(๘) ไม่นอนบนที่นอนสูงใหญ่ภายในมีนุ่นหรือสำลี
๓) ศีลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ข้อ
(๑) กายกรรม ๓ ได้แก่ ไม่ฆ่าผู้อื่น ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
(๒) วจีกรรม ๔ ได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
(๓) มโนกรรม ๓ ได้แก่ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย และมีความเห็นถูกต้อง
ข. อนาคาริยวินัย
๑) ศีลสำหรับสามเณร ได้แก่ ศีล ๑๐
๒) ศีลสำหรับพระภิกษุ เรียกว่า ปาริสุทธศีล มี ๔ คือ
(๑) ปาฏิโมกข์สังวรศีล คือการสำรวมในพระปาฏิโมกข์เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต
(๒) อินทรียสังวรศีล คือการสำรวมอินทรีย์ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำ เมื่อรับรู้อารมณ์
(๓) อาชีวปาริสุทธิศีล คือการเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่หลอกลวงผู้อื่นเลี้ยงชีวิต
(๔) ปัจจัยสันนิสิตศีล คือการพิจารณาใช้สอยปัจจัยสี่ ไม่ใช้สอยบริโภคด้วยตัณหา
สรุปแล้วศีลไม่ว่าจะมีกี่ข้อหรือกี่ประเภททั้งหมดก็มีคุณลักษณะอย่างเดียวกัน คือ เป็นธรรมที่ละเว้นบาปทางกาย ทางวาจา ทางใจ คือ มีกายปกติ มีวาจาปกติ มีใจปกติ
๓.๒ ศีลธรรม
(๑) ความหมายที่ใช้กันในภาษาไทยอย่างกว้างขวาง ศีลธรรม หมายถึง ความประพฤติที่ดีงาม ความหมายนี้ตรงกับคำจำกัดความที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕) อธิบายว่า ศีลธรรม คือ ความประพฤติที่ดีที่ชอบ ปัจจุบันจึงบัญญัติศีลธรรมตามความหมายตรงกับคำว่า moral หรือ morality ในภาษาอังกฤษ
(๒) ความหมายที่มักอธิบายกันว่า ศีลธรรม ก็คือศีลกับธรรม ศีลคือเว้นจากความชั่ว หรือศีลคือข้อห้าม ส่วนธรรมคือความประพฤติดี การแปลศีลว่าข้อห้ามมุ่งให้เข้าใจง่ายเป็นเบื้องแรก ต่อมาเลยยึดถือเข้าใจตามทำให้ความหมายคับแคบ คลาดเคลื่อน และเป็นการมองด้านลบเพียงด้านเดียว
(๓) ศีลธรรมโดยรูปศัพท์ดั้งเดิม มาจากหลักการทางพระพุทธศาสนาเป็นเกณฑ์ ศีลธรรมแปลว่า ธรรมชั้นศีล ธรรมภาคปฏิบัติทั้งหมดเรียกว่า ไตรสิกขา ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ศีล สมาธิและปัญญา ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ล้วนเป็นธรรมทั้งสิ้น จึงมีธรรมขั้นศีล ธรรมขั้นสมาธิ และธรรมขั้นปัญญา ดังที่พระราชมุนี (๒๕๒๙ : ๕๙๒) ได้เคยวิเคราะห์ไปแล้วว่า ศีลธรรมก็คือศีลธรรมเป็นเพียงสร้อยคำ
นอกจากนี้อาจให้ความหมายกว้างกว่านี้ คืออาจแปลว่า ศีลและธรรมอื่น ๆ นอกจากศีลยังได้แก่ กรรมฐาน ขันธ์ห้า ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ เป็นต้น ศีลในที่นี้เทียบเท่ากับวินัย ศีลธรรมจึงเท่ากับวินัย + ธรรม หรือธรรมวินัย ซึ่งเป็นตัวพระพุทธศาสนาทั้งหมด
๓.๓ คุณธรรม
คำว่า คุณธรรม โดยพยัญชนะแปลว่า ธรรมที่เป็นคุณ ความดี สภาพที่เกื้อกูลในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕) ให้ความหมายว่า “สภาพคุณงามความดี” คำนี้บัญญัติศัพท์ตรงกับ ภาษาอังกฤษว่า Virture ใน Dictionary of Education (Cater V. Good, ๑๙๗๓) ให้ความหมายว่า “ความล้ำเลิศแห่งอุปนิสัยและความประพฤติ (Excellence of Character of habitual behavior) นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ความหมายอธิบายคำว่าคุณธรรมต่างกันออกไปดังนี้ (โกสินทร์ รังสยาพันธุ์, ๒๕๓๐ : ๑๕ – ๒๒)
คุณธรรมเป็นสิ่งที่ดีเด่นที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงได้บ้างเมื่อได้รับการศึกษาและถือว่าความรู้คือคุณธรรม (Knowledge is Virture) หรือคุณธรรมนั้นสอนกันได้ (โสกราตีส)
คุณธรรมเป็นความรู้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในตัวคนโดยบังเอิญ คุณธรรมเกิดจากความรู้ ไม่ใช่ความรู้ภาคทฤษฎี แต่เกิดจากการปฏิบัติ (เพลโต้)
คุณธรรม หมายถึงคุณงามความดี เป็นสภาวะจิตใจที่มั่นคงซึ่งแสดงตัวออกมาในรูปการกระทำที่จงใจอยู่ในทางสายกลาง ความรู้กับคุณธรรมแยกกันไม่ออก แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน (อริสโตเติ้ล)
คุณธรรม คือความดีสูงสุด อันเกิดจากเจตจำนงที่ดีและจากการปลูกฝัง (ค้านท์)
คุณธรรม คืออุปนิสัยอันดีงามที่สั่งสมอยู่ในดวงจิตอันได้จากความพยายามและความประพฤติติดต่อกันมาเป็นเวลานาน (แมกเคนซี่)
คุณธรรม ได้แก่ คุณงามความดีที่สะสมอยู่ในใจมนุษย์ ซึ่งศาสนาพุทธเรียกว่า บารมี (จำรัส ดวงธิสาร)
คุณธรรม คือความรู้สึกนึกคิดหรือสภาพของจิตที่เป็นกุศล เกิดขึ้นได้เพราะจิตรู้ความจริง ความดีและความงาม (วีระ บำรุงรักษ์)
เพลโต้ (Plato) กล่าวว่า คุณธรรมที่แท้จริง หมายถึง การกระทำอันถูกต้องซึ่งเกิดจากความเข้าใจคุณค่าอันแท้จริงด้วยปัญญา … คุณธรรมทางปรัชญา ต้องอาศัยปัญญาและความเข้าใจหลักแห่งคุณธรรมนั้น … คุณธรรมทางสังคม คือการกระทำอันถูกต้องที่มาจากพื้นฐานอย่างอื่น เช่น ขนบธรรมเนียม นิสัย ประเพณี ความรู้สึกในทางดี ความโอบอ้อมอารี ความดี ตามสัญชาตญาณ ทำถูกเพราะคนอื่นทำ ทำเพราะเป็นประเพณี (ปรีชา ช้างขวัญยืน, ๒๕๑๔)
จากการศึกษาหาความหมายของคำว่าคุณธรรม สรุปได้ว่า คุณธรรม คือธรรมฝ่ายดีงามในจิตใจ ซึ่งอาจติดตัวมาแต่กำเนิด หรือสั่งสมด้วยการประพฤติปฏิบัติ คุณธรรมเป็นคุณสมบัติ ซึ่งซ่อนอยู่ภายในใจยากที่ผู้อื่นจะรับรู้หรือมองเห็นได้ ส่วนจริยธรรมเป็นการแสดงพฤติกรรมปรากฏออกมาทางกายกับวาจาให้ผู้อื่นมองเห็นหรือรับรู้ได้ จริยธรรมจะแยกออกจากคุณธรรมไม่ได้ จริยธรรมมีตัวคุณธรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา
เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์มีจิตใจเป็นผู้สั่งการควบคุมดูแล หากจิตใจร่าเริง เบิกบาน อากัปกิริยาก็จะแสดงออกอย่างคึกคักกระฉับกระเฉง แต่ถ้าหากว่าจิตใจเศร้าหมอง อากัปกิริยาก็จะแสดงออกอย่างเซื่องซึม เศร้าสร้อย ปรากฏแก่ผู้ได้พบเห็น ดังนั้นบุคคลผู้มีจิตใจดีงาม ก็คือบุคคลที่มีคุณธรรมสั่งสมเอาไว้ในดวงจิต เมื่อแสดงออกมาก็จะปรากฏให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นผู้มีจริยธรรมสูงหรือจริยธรรมต่ำ
คำว่า คุณธรรม มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “กุศลธรรม” ในทางพระพุทธศาสนา คุณธรรมก็คือ กุศลธรรมนั่นเอง คำว่ากุศลธรรมมีความหมายโดยพยัญชนะว่า ธรรมฝ่ายกุศลธรรมที่ดี กุศลมีชื่อเรียกหลายอย่าง ได้แก่ บุญ ความดี ฉลาด สิ่งที่ดี คุณความดี ความชอบ ความถูกต้อง ตรงข้ามกับกุศลก็คืออกุศล ซึ่งได้แก่ ความชั่ว บาป ความผิด ความเลว ความไม่ดี ตัวอย่างต่อไปนี้ได้แก่ การปล้น การโกง การวางเพลิง โกหกตอแหล เล่นการพนัน เนรคุณ เอาเปรียบค้าของเถื่อน อิจฉาริษยา ประมาทเลินเล่อ ฯลฯ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เป็นบาป เป็นความเลว ความไม่ดีซึ่งเกิดขึ้นสังคมของเรามากมาย สาเหตุมาจากอกุศลนั่นเอง ตัวอกุศลเรียกว่า กิเลสหรือมลทินเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ส่วนกุศลเรียกว่า บุญหรือคุณธรรมนั่นเอง ในทางพระพุทธศาสนาจะใช้คำว่า “กิเลส” เช่น กิเลสหนา กิเลสบาง กิเลสกำเริบ สิ้นกิเลส ฯลฯ โดยสรุป กิเลสมีอยู่ ๓ พวก เรียกว่า อกุศลมูล ได้แก่
(๑) กิเลสสายโลภ เป็นกิเลสที่ทำให้จิตใจโลภ กระหายอยากได้ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เป็นความอยากในทางทุจริต
(๒) กิเลสสายโทสะ เป็นกิเลสชนิดที่ทำให้จิตร้อนรน กระวนกระวาย หงุดหงิด ขัดเคือง คิดประทุษร้าย ไม่พอใจ
(๓) กิเลสสายโมหะ เป็นกิเลสชนิดที่ทำให้จิตคิดลุ่มหลงวนเวียน งมงาย ไม่รู้จริง
ดังนั้น กุศลธรรมหรือธรรมอันเป็นความดีงามทั้งหลาย จะเกิดขึ้นและงอกงามขึ้นมาได้ ก็ต้องเกิดจากความไม่มี
มลทินที่เกิดจากกิเลส ๓ กอง นั่นเอง ในความเป็นจริงมนุษย์ปุถุชนล้วนแต่มีกิเลสอยู่ในใจทั้งสิ้น แต่จะมีมากหรือน้อยนั้นอีกเรื่องหนึ่ง คนไหนสิ้นกิเลสแล้วก็เป็นพระอรหันต์
หรือมองอีกอย่างหนึ่ง คุณธรรมหรือความดีงามทั้งหลายที่มนุษย์ประกอบขึ้น ย่อมมีรากฐานอันเป็นส่วนสำคัญที่รวมเรียกว่ากุศลมูล ๓ ประการ คือ
(๑) อโลภะ คือความไม่อยากได้ของผู้อื่น
(๒) อโทสะ คือความไม่คิดประทุษร้ายเบียดเบียนผู้อื่น
(๓) อโมหะ คือความรู้จริง ไม่ลุ่มหลงเข้าใจผิด
กุศลมูลทั้ง ๓ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งถ้ามีอยู่แล้วจึงทำให้กุศลหรือคุณธรรมอื่นที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้น
แล้วก็จะเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป และอกุศลหรือความชั่วหรือกิเลสทั้งหลายจะเกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนอกุศลมูลซึ่งเป็นเหตุของความชั่วร้าย ถ้าเกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมทำลายคุณความดีทั้งหลายให้หมดสิ้น ทำให้อกุศลอื่น ๆ เจริญงอกงามขึ้นได้ ดังนั้นท่านจึงสอนให้เราหมั่นพิจารณาตรวจตราอยู่เสมอ ๆ ถ้ารู้สึกว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นก็พยายามหยุดยั้งหรือกำจัดมันเสีย ดังตัวอย่างที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแก่พระราหุลซึ่งเป็นพระโอรสว่า
…ไม่ว่ากรรมอันใดที่เธอตั้งใจจะทำ ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดีเธอควรพิจารณากรรมอันนั้น… ถ้าในการพิจารณานั้น เธอตระหนักว่า : ‘กรรมอันเราตั้งใจจะทำนี้จะเป็นผลร้ายต่อตนเอง เป็นผลร้ายต่อผู้อื่นหรือเป็นผลร้ายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น กรรมอันนี้จะต้องเป็นการกระทำ อันไม่ชอบด้วยศีลธรรม เป็นการกระทำอันจะก่อให้เกิดทุกข์เป็นการกระทำอันจะมีผล เป็นความทุกข์ –แน่นอนทีเดียวที่เธอไม่ควรจะกระทำกรรมนั้นลงไป
“ขณะที่เธอกำลังทำกรรมอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน ทางกายก็ดีทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี เธอควรจะพิจารณากรรมนั้น… ถ้าในการพิจารณาเธอตระหนักว่า กรรมอันนี้ซึ่งเรากำลังกระทำอยู่เป็นผลร้ายต่อตนเอง เป็นผลร้ายต่อผู้อื่น หรือเป็นผลร้ายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น กรรมนี้เป็นการกระทำ อันมีผลเป็นความทุกข์เธอควรหยุดกระทำกรรมนั้นหลังจากที่เธอประกอบกรรมอันหนึ่งไปแล้วด้วยเหมือนกัน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี เธอควรจะพิจารณากรรมอันนั้น… ถ้าในการพิจารณาเธอตระหนักว่า กรรมนี้ซึ่งเราได้กระทำลงไปแล้วได้เป็นผลร้ายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น มันได้เป็นกรรม อันไม่ชอบด้วยศีลธรรมไปแล้ว เป็นกรรมอันมีผลเป็นความทุกข์ไปแล้วเธอควรหลีกเลี่ยงกระทำกรรมนั้นในอนาคต (มัชฌิมนิกาย ๖๑, อ้างถึงใน ญาณโปนิกมหาเถระ ๒๕๒๐ : ๖๔ – ๖๖)

๓.๔ ค่านิยม
ค่านิยม (value) คืออะไร จอห์น ดิวอี้ ได้อธิบายว่า ค่านิยมก็คือการให้คุณค่า ให้ความสำคัญ ความชื่นชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (appreciate) (John Dewey, ๑๙๕๙) มีผู้รู้ได้พยายามศึกษาอย่างกว้างขวางพร้อมทั้งได้ให้คำอธิบายไว้มากมาย (คณะอนุกรรมการฝ่ายวิจัยและพัฒนาวัฒนธรรม ๒๕๒๕) เช่น
ดวงเดือน พันธุมนาวิน กล่าวว่า “ค่านิยมเป็นลักษณะของสังคมและมีไว้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ค่านิยมเป็นสภาพทางสังคมซึ่งอยู่ภายนอกตัวบุคคลและอาจจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลได้มาก “ค่านิยม” ในความหมายนี้คือ กฎหมายทางสังคม ระเบียบแบบแผน และประเพณีนิยมของแต่ละหมู่เหล่า บุคคลเกิดมาก็จะพบสิ่งเหล่านี้รออยู่ในสังคมของตน บุคคลมีความจำเป็นต้องเรียนรู้และยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านี้เพื่อที่จะอยู่ในสังคมนั้นต่อไป”
วีระ บำรุงรักษ์ กล่าวว่า “ประสบการณ์ใด ๆ ในชีวิตของบุคคลหรือสังคมที่เคยมีส่วนช่วยเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของมนุษย์หรือช่วยเชื่อมโยงวิถีทางและเป้าหมายแห่งชีวิต ย่อมเกี่ยวข้องกับค่านิยมทั้งสิ้น ค่านิยมเป็นสิ่งที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลยึดถือว่าเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่งาม สิ่งที่ถูกต้องอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง ๒ – ๓ อย่างรวมกันก็ได้ สิ่งเหล่านี้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลจะถือเป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการตัดสินใจเลือกในการดำรงชีวิต หรืออาจจะกล่าวง่าย ๆ ว่า เกณฑ์ใด ๆ ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลยอมรับเพื่อใช้ในการเพิ่มคุณภาพชีวิต หรือใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปลายทางเป็นเรื่องของค่านิยมทั้งสิ้น”
สุนทรี โคมิน และสนิท สมัครการ อธิบายว่า “ค่านิยมคือความเชื่อ (prescriptive belief) อย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะถาวรที่เชื่อมว่าวิธีปฏิบัติบางอย่างหรือเป้าหมายของชีวิต “บางอย่างนั้น” เป็นสิ่งที่ตัวหรือสังคมเห็นดีเห็นชอบ สมควรที่จะยึดถือปฏิบัติมากกว่า หน้าที่ของค่านิยมมีดังนี้คือ ๑) ทำหน้าที่เป็นเกณฑ์ (criteria) หรือมาตรฐาน ๒) เป็นพยานการระลึกรู้ (perceived general plan) และ ๓) เป็นตัวอย่างบ่งชี้ถึงความต้องการและแรงจูงใจของมนุษย์”
พนัส หันนาคินทร์ (๒๕๒๓) กล่าวว่า ค่านิยม หมายถึง ความโน้มเอียงหรือแนวทางที่คนจะประพฤติไปในแนวทางใดทางหนึ่งที่ตนเองได้พิจารณาไตร่ตรองแล้วว่า เป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนหรือสังคมยอมรับนับถือ และปฏิบัติตามแนวความคิดนั้นอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ยังและแมค (Yong and Mack) กล่าวว่า “ค่านิยมคือความคิด (ideas) ในเรื่อง ‘สิ่งที่ควรจะเป็น (what ought)’ เช่น การที่เราปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปนั้น ก็มักพิจารณาหาคำตอบให้กับตนเองว่า การกระทำดังกล่าวนั้นสมควรหรือไม่ และมีใครบ้างที่เขาปฏิบัติอย่างนั้น”
ไคลด์ คลัคฮอท์น (Clyde Kluckhorn) ให้ความหมายว่า “ค่านิยมคือความคิดปรารถนาจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งของบุคคลในสังคม ค่านิยมเป็นมาตรการในการตัดสินใจว่าบุคคลควรจะทำอะไรและต้องการอะไร ค่านิยมเป็นสิ่งที่ทำให้เราทราบถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่บุคคลในสังคมแสวงหา ทำให้เราทราบถึงระบบความเชื่อถือ ตลอดจนสิ่งอันเป็นความชื่นชอบของกลุ่มในสังคมนั้น”
สกอตส์ (Scott) กล่าวว่า “ค่านิยมเป็นความคิดรวบยอดของบุคคลซึ่งใช้ประเมินความดี ความชั่ว ความผิด ความถูก ความปรารถนา ความไม่ปรารถนา ที่เกิดจากการสังเกต ตริตรอง ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการเลือกปฏิบัติและมีผลต่อการกระทำของบุคคล”
มิลเลอร์ (Miller) กล่าวว่า “ค่านิยมเป็นทัศนติและความเชื่อที่ฝังลึกในชีวิตของบุคคลและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลทุก ๆ ด้าน จากพฤติกรรมง่าย ๆ และธรรมดาที่สุด เช่น การแต่งกาย จนถึงพฤติกรรมที่ยากและซับซ้อน เช่น การแสดงความคิดเห็น การเลือกคู่ครอง อุดมคติความคิดทางการเมือง”
วิลเลียม (Williams) กล่าวว่า “ค่านิยม หมายถึงความรู้สึกนิยมชมชอบของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ต่อขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม เป็นความรู้สึกพอใจที่จะทำ โดยทั่วไปค่านิยมเป็นเกณฑ์พื้นฐานแห่งพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งกำหนดไว้โดยสังคม มีผลต่อการประพฤติปฏิบัติ ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลเป็นส่วนรวม ค่านิยมของบุคคลแต่ละกลุ่มอาจจะแตกต่างกันตามวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา และค่านิยมดั้งเดิมก็เปลี่ยนแปลงไปได้ตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม”
หลุยส์ ราท (Louis Rath อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๒๙ : ๔๘) ได้ให้ความหมายค่านิยมว่า “ค่านิยมเป็นความเชื่อ เจตคติ หรืออารมณ์ความรู้สึก ที่ปัจเจกชนมีความภูมิใจ เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ และในบางครั้งเราก็มีค่านิยมสำหรับตัดสินสิ่งที่ไม่น่านิยมว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีคุณ ซึ่งในระหว่างค่านิยมที่ควรนิยม กับค่านิยมที่ไม่ควรนิยม เราอาจจะดึงเอาส่วนที่เป็นกลาง ๆ ไม่สุดโต่งข้างใดข้างหนึ่งมาประยุกต์ใช้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะบางครั้งเราก็ใช้นำมาเป็นกรอบในการอ้าง โดยไม่รู้ตัวว่าเกณฑ์มาตรฐานเหล่านั้นได้มีบทบาทอยู่ในการตัดสินใจของเรา”
จากการศึกษาความหมายของค่านิยมจากความเห็นต่าง ๆ พอสรุปได้ว่า ค่านิยม เป็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นนามธรรมที่บุคคลหรือสังคมเห็นว่าดี เห็นว่างาม เห็นว่าถูกต้อง น่าปรารถนา ค่านิยมเกิดจากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ของบุคคลหรือสังคม อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม
ค่านิยมของปัจเจกบุคคล ค่านิยมของคนแต่ละคนขึ้นอยู่กับว่า บุคคลนั้นให้ความสำคัญแก่อะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เช่น ชอบการทำงานเป็นคณะ ชอบความมีระเบียบ วินัย ชอบพูดมากกว่าทำ ชอบของแถม หรือไม่ชอบพึ่งคนอื่น ไม่ชอบการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ชอบระบบพรรคพวก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือค่านิยมดังกล่าวก็จะเป็นพื้นฐานสำหรับการกระทำ การเลือก การตัดสินใจ ตลอดจนการตัดสินคุณค่าของบุคคลนั้น ค่านิยมในชีวิตประจำวันของมนุษย์จึงอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ แบบ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๒๙ : ๔๘ – ๔๙)
(๑) สุนทรียะ (aesthetic) คือมาตรฐานที่เราใช้ตัดสินความงาม เช่น ความงามของศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ รูปลักษณ์ของมนุษย์ การแต่งกาย
(๒) เครื่องมือ (instrumental) คือ เครื่องตัดสินหรือวิธีการที่เราใช้ตัดสินประสิทธิภาพของสัมฤทธิผลบางอย่าง เช่น การบรรยาย การแข่งขัน คำพูด
(๓) จริยธรรม (moral) คือ หลักการที่เราใช้ตัดสินว่าการกระทำและเป้าหมายนั้นเหมาะสมหรือไม่
ค่านิยมของสังคม ค่านิยมของสังคมจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมหรือสมาชิกส่วนใหญ่นิยมอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ประเมินค่าสิ่งต่าง ๆ กันอย่างไร เช่น คนส่วนใหญ่เห็นว่า คุณธรรมต่าง ๆ เป็นสิ่งดี การเคร่งศาสนาเป็นสิ่งดี การใช้ระบบประชาธิปไตยให้ความเป็นธรรมเป็นสิ่งดี หรือไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่ชอบให้ใครมาข่มเหงทำลายน้ำใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นค่านิยมของสังคมนั้น และสุดท้ายก็จะกลายเป็นมาตรฐานหรือแบบฉบับสำหรับใช้ในการ
ตัดสินว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด ดังนั้นค่านิยมจึงมีทั้งค่านิยมที่ดีและค่านิยมที่ไม่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวโน้มของแต่ละบุคคลหรือสังคมนั้น ๆ ค่านิยมที่ดีเป็นสิ่งที่เราควรยึดถือ ควรปลูกฝังให้แก่ตนเองและสังคม เช่น การรักและเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความกตัญญูรู้จักตอบแทนคุณ ความขยันหมั่นเพียร เป็นต้น ส่วนค่านิยมที่เลวเป็นสิ่งที่ควรงดเว้น เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันยกเลิกไม่ประพฤติ เช่น การพนันขันต่อ ความสุรุ่ยสุร่าย ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ความมักง่ายเห็นแก่ได้ ฯลฯ
๓.๕ จริยศึกษา
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕) ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ จริยศึกษา คือการศึกษาเกี่ยวกับความเจริญงอกงามในทางความประพฤติและการปฏิบัติตนเพื่อให้อยู่ในแนวของศีลธรรมและวัฒนธรรม
ในเอกสารการสอนชุดวิชาจริยศึกษา (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๒๙) ได้อธิบายพอสรุปเป็นใจความว่าจริยศึกษา ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งให้เกิดการปฏิบัติตามแนวศีลธรรม จรรยา ที่กำหนดไว้ในศาสนา การปฏิบัติหน้าที่พลเมืองดีที่กำหนดไว้ในการปกครอง การมีค่านิยมที่พึงปรารถนาในสังคม และการพัฒนาจริยธรรมโดยตรงตามขั้นตอนของทฤษฎีพัฒนาการ การจัดจริยศึกษาในปัจจุบัน จึงต้องใช้รูปแบบหลาย ๆ อย่างผสมผสานกันโดยมีจุดเน้นของรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ว่าผู้จัดจริยศึกษาต้องการเน้นจุดใดเป็นสำคัญ
ดังที่ได้ศึกษามาแล้วว่า จริยธรรม ศีลธรรม คุณธรรม ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงามต่าง ๆ เป็นต้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างมากต่อมนุษย์โดยส่วนตัวและส่วนรวม ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าในบ้านเมืองของเราหรือที่เกิดขึ้นในโลก ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนเหล่านั้นขาดแคลนจริยธรรมหรือคุณธรรมทั้งสิ้น เช่น การโหดร้ายทารุณ ความรุนแรงต่าง ๆ การข่มขืน การฉ้อโกง อุปัทวเหตุ แม้แต่ภัยที่เกิดจากธรรมชาติ เป็นต้น ล้วนเป็นฝีมือของคนที่ไม่มีจริยธรรมหรือคุณธรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเป้าหมายของจริยศึกษาจึงมุ่งให้การศึกษาแก่บุคคลและสังคมให้บรรลุชีวิตที่ผาสุกงอกงามไพบูลย์ทั้งทางด้านกาย วาจา ใจ กระบวนการจัดการศึกษาอบรมให้บุคคลและสังคมบรรลุถึงจุดหมายดังกล่าวเรียกว่า จริยศึกษา (Moral education)
จริยศึกษาได้รวบรวมสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ (พระเมธีธรรมาภรณ์ ๒๕๓๑ : ๘๕)
(๑) ความรู้เรื่องศีล คือข้อห้ามหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
(๒) ความรู้เรื่องคุณธรรมที่ควรปลูกฝังในจิตใจ เช่น สัจจะ เมตตา เป็นต้น
(๓) ความรู้เรื่องจรรยามารยาท
(๔) ความรู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี
(๕) ความรู้เรื่องวัฒนธรรม
โดยสรุปไม่ว่าจริยศึกษาจะมีเนื้อหาอย่างไรก็ตาม แต่ก็พอสรุปได้ว่าเนื้อหาเหล่านั้นมุ่งให้ผู้เรียนเกิดความ
เจริญงอกงาม ๓ ด้าน คือ
(๑) ด้านความรู้ (knowledge) คือ รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นเพียงความรู้ความเข้าใจทางด้านปริยัติหรือด้านทฤษฎีเนื้อหาเท่านั้น ครูหรือผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะหรือบอกเท่านั้น ผู้เรียนก็เกิดการรับรู้ว่า นี่เป็นความดี นี่เป็นความชั่ว นี่ควรปฏิบัติ นี่ไม่ควรปฏิบัติ ฯลฯ ทำให้ผู้เรียนเกิด การรู้จำกับรู้จัก แต่ยังไม่ทำให้เกิดตัวคุณธรรม
(๒) ด้านภาวะจิตหรือเจตคติ (mental position) คือเกิดความเลื่อมใส เชื่อมั่น ประทับใจ นิยมยกย่องบูชาในอุดมคติ ความดีงามต่าง ๆ แบบอย่างอันดีงามของวีรบุรุษ เช่น พระพุทธเจ้าโสกราตีส ขงจื้อ มหาตมะคานธี พระเยซู พระมะหะหมัด ฯลฯ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อบุคคลเป็นอันมากหันมาเอาอย่างหรือลอกเลียนแบบ ภาวะจิตที่ใฝ่ดีนี้เอง คือตัวคุณธรรม เช่น บางครั้งตัวคุณธรรมอาจจะเกิดขึ้นจากศรัทธา หรือบางครั้งอาจเกิดเอง ด้วยการคิดเอง ไตร่ตรองด้วยเหตุผลหรือปัญญา เช่น โดยครูผู้สอนจัดประสบการณ์เหล่านี้ขึ้นมาจากการอภิปรายกันในห้องเรียน มีการสืบสอบสวนหรือค้นหาคำตอบ วิธีการเช่นนี้เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดคุณธรรมงอกงามขึ้นมา เช่น เมธีตะวันตกที่ชื่อค้านท์ (Kant) เชื่อว่า กฎจริยธรรมนั้นมีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ หากรู้จักค้นคิดพิจารณาคุณธรรมก็จะเกิดขึ้นมาได้ หรือวิภาษวิธี (Socratic method) ของโสกราตีส ซึ่งใกล้เคียงกับการขบปริศนาธรรมเพื่อเขย่าพุทธะหรือธาตุรู้ให้เกิดขึ้นมาในทำน องเดียวกัน
(๓) ด้านทักษะหรือลักษณะนิสัย (skill) คือความเคยชิน (habit) หรืออุปนิสัยสันดานอันดีงาม อันเกิดจากการฝึกฝนอบรมสั่งสมทีละเล็กละน้อยเป็นประจำ จนกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมประจำใจ
จริยธรรมที่แท้จะต้องเป็นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ ๓ ด้าน ดังกล่าว แต่การศึกษาที่จะกระทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จริงจังนั้นเป็นเรื่องต้องอาศัยการร่วมมือช่วยกันทำทุกหน่วยของสังคม เริ่มตั้งแต่สังคมครอบครัว ชุมชน โรงเรียน หน่วยงานทุกหน่วยต้องช่วยกันปฏิบัติจริงและต่อเนื่องไม่ขาดสาย
๓.๖ จริยศาสตร์ (Ethics)
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕) อธิบายคำว่า จริยศาสตร์คือ ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยความประพฤติและการครองชีวิตว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูกอะไรผิด หรืออะไรควร อะไรไม่ควร พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงบัญญัติศัพท์จริยศาสตร์ ใช้แทนคำว่า Ethics ในภาษาอังกฤษ ส่วนคำว่า Ethics เป็นศัพท์มีต้นเค้ามาจากภาษากรีกว่า “Ethos” และรากศัพท์ที่เป็นภาษาละตินว่า Mores ภายหลังใช้กันว่า morale หรือ morality ทั้งคำกรีกและละติน Ethos และ mores นี้แปลว่า custom เหมือนกัน ทั้งสองคำนี้ใช้เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกันเสมอ คำว่า custom แปลว่า character, manner, disposition เป็นภาษาไทย แปลว่า ขนบธรรมเนียม กริยาท่าทาง สมบัติผู้ดี จิตใจ อุปนิสัยใจคอ ในกาลต่อมาความนิยมส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนไป นักปรัชญาทั้งหลายมักใช้คำว่า moral ในความหมายว่า “คุณธรรม ศีลธรรม จรรยา”
ส่วนคำว่า Ethics จะหมายถึงศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาค้นคว้าหาความหมายเกี่ยวกับความประพฤติที่ถูกและผิด (Ethics refers to the systematic general science of right or wrong conduct) จริยศาสตร์ในความหมายนี้ จัดเป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ปรัชญาคือวิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง ความจริงที่จริยศาสตร์ศึกษาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์ มนุษย์จะต้องมีการดำรงชีวิตอยู่และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงมีปัญหาว่า มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตอยู่อย่างอย่างไร และควรประพฤติต่อผู้อื่นอย่างไร จริยศาสตร์ต้องการหาคุณค่าของมนุษย์ ตลอดจนจุดหมายปลายทางอันเป็นอุดมคติสูงสุด ฯลฯ
อาจสรุปกล่าวสั้น ๆ ได้ว่า จริยศาสตร์พยายามตอบคำถามว่า “อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร หรือไม่ อะไรผิด อะไรถูก” นั่นเอง
ในสารานุกรมปรัชญา (Encyclopedia of philosophy, ๑๙๖๗) ได้อธิบายความหมายของคำว่า Ethics สรุปได้ ๓ ประเด็น คือ จริยศาสตร์ หรือ Ethics สามารถใช้ได้ในความหมายต่อไปนี้
(๑) Ethics หมายถึง a way of life : ทางดำเนินชีวิต ทางดำเนินชีวิตนี้ หมายถึง วิธีที่คนเรานำชีวิตตนไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในความหมายทั่วไป อาจกล่าวได้ว่า ทางดำเนินชีวิตของคนเราโดยทั่วไปทุกชาติทุกภาษา คนแก่หรือคนหนุ่มล้วนต้องการความอยู่ดีกินดีด้วยปัจจัย ๔ ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากมาย แต่ในทางศาสนาจะมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป เช่น ในทางพระพุทธศาสนามุ่งดับทุกข์เป็นจุดหมายสูงสุด แต่ในศาสนาเทวนิยมทั้งหลายมุ่งชีวิตอมตะในสรวงสวรรค์กับพระเจ้า เป็นต้น สรุปจริยศาสตร์ในความหมายแรกนี้หมายถึง ทางดำเนินชีวิตรวมไปถึงระบบคำสอนในศาสนาต่าง ๆ
(๒) Ethics หมายถึง Moral code หรือ rules of conduct แปลว่า จรรยา จรรยาบรรณ หลักแห่งความประพฤติ ซึ่งได้แก่ ความถูกต้องดีงามที่บุคคลหรือสังคมประมวลไว้เป็นหลักสำหรับใช้ปฏิบัติ แบ่งออกเป็น ๒ ประการ คือ จริยศาสตร์ทั่วไป (general ethics) คือ หลักประพฤติโดยทั่ว ๆ ไป และจริยศาสตร์เฉพาะด้าน (specific ethics) ได้แก่ จรรยาเฉพาะวิชาชีพ เช่น จรรยาแพทย์ จรรยาครู จรรยาพยาบาล ฯลฯ
(๓) Ethics หมายถึง inquiry about ways of life and rules of conduct อันเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลตรวจสอบเกี่ยวกับทางดำเนินชีวิต และหลักความประพฤติของมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาปรัชญาประเภทหนึ่งที่จะพิจารณาตัดสินว่า หลักประพฤติอันใดดี ไม่มี สมควร ไม่สมควร ถูกหรือผิด การศึกษาเชิงปรัชญานี้จะต้องอาศัยศาสตร์เกี่ยวกับหลักความจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและชีวิตนำมาเป็นเหตุผลในการตัดสินพิจารณา แต่เดิมการศึกษาแบบนี้เรียกว่า อภิปรัชญาและญาณวิทยา แต่กาลเวลาต่อมาวิชาการเหล่านี้ได้พัฒนากว้างขวาง เป็นศาสตร์สาขาต่าง ๆ มากมาย เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา ชีววิทยา ฯลฯ จนในปัจจุบัน แมคแฟดเดิน (McFadden) ได้สรุปว่า “จริยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง” เนื่องจากการใช้ความจริงและความรู้ทางธรรมชาติมาเป็นเหตุผล นักปรัชญาบางกลุ่ม กล่าวว่า จริยศาสตร์เป็นวิชาในแขนงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural science)
๔. มาตรฐานจริยธรรม
เมื่อจริยธรรมกลายเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ จึงน่าจะมาทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรม
มาตรฐาน หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้วัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ
มาตรฐานทางจริยธรรมจึงหมายถึง เกณฑ์ที่ใช้วัดการกระทำของมนุษย์เพื่อให้รู้ว่า การกระทำอย่างไรถือว่า ถูก ผิด ควร ไม่ควร มาตรฐานจริยธรรมมีลักษณะสอดคล้องกับความดีคือ มีลักษณะอนุโลมตามความดีที่ถือว่าเป็นจุดหมายสูงสุดนั้น แต่ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดของหัวข้อนี้ควรทำความเข้าใจกับคำ ๒ คำเสียก่อน คือ จุดหมาย กับ วิถี
จุดหมาย (end) คือ เป้าหมายที่เราต้องการไปให้ถึง เป้าหมายที่เราต้องการบรรลุจุดที่เราต้องการไปให้ถึง สิ่งที่เราต้องให้ได้มา คนเรามีจุดหมายด้วยกันทุกคน จุดหมายนั้นอาจแตกต่างกันออกไป และมีอะไรเป็นขั้นตอน แต่จุดหมายในที่นี้ หมายถึงจุดหมายสูงสุดที่เมื่อเราเข้าถึงแล้วจะไม่ก้าวไปสู่จุดหมายอื่นอีกต่อไป เช่น นิพพาน พระเจ้า ความสุข
วิถี (means) หมายถึง วิธีการ การกระทำ แนวทางที่จะทำให้เราบรรลุถึงจุดหมาย เช่น ระเบียบ วินัย กฎเกณฑ์ ศีลธรรม จริยธรรม
คำสองคำนี้จะช่วยให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการตัดสินดี ชั่ว ได้ดีขึ้น ทีนี้เรามาหันกลับเข้าสู่เนื้อหาของหัวข้อนี้ต่อไป
การที่เราจะตัดสินว่าอะไรดี อะไรชั่วนั้น ก่อนอื่นเราต้องรู้จักสิ่งที่ดีที่เป็นจุดหมายของเราเสียก่อน เสร็จแล้วนำเอาสิ่งดีนั้นไปตีค่าให้แก่สิ่งที่เราต้องการจะตัดสิน ตัวอย่าง สมมุติว่า “การสอบเข้ามหาวิทยาได้” เป็นสิ่งดี นี่เป็นจุดหมายของเรา วันหนึ่งเรากับเพื่อน ๆ ไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเตรียมสอบ เข้าไปที่ร้านขายหนังสือแห่งหนึ่ง เพื่อนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาถามว่า หนังสือเล่มนี้ดีหรือไม่ เราก็เอาสิ่งดีเป็นจุดหมายของเราไปตีค่าให้แก่หนังสือเล่มนั้น ผลจะออกมาในลักษณะที่ว่า ถ้ามันมีส่วนช่วยให้เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เราก็ตัดสินว่าดี ถ้าไม่มีส่วนช่วยให้เราไปสู่จุดหมายของเราได้หรือไม่ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จึงเป็นเครื่องวัดคุณค่าของสิ่งอื่นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของหรือการกระทำ
สำหรับมาตรฐานวัดความดีสูงขึ้นไปกว่านี้ก็มีวิธีการทำนองเดียวกัน เราต้องไม่ลืมว่าการมองความดี เราควรมองในหลายแง่หลายมุม มองจากหลาย ๆ จุด ดังนั้นมาตรฐานวัดความดี ก็ต้องมีหลายแง่ ซึ่งเราจะได้ศึกษาต่อไป
ก. มาตรฐานในแง่ปรัชญา เราทราบตัวอย่างความดีทางปรัชญาแล้วว่า ได้แก่ ความสุข ปัญญา การทำตามหน้าที่ สิ่งเหล่านี้แหละเป็นตัวอย่างมาตรฐานการวัดความดีความชั่วในแง่ปรัชญา เช่น พวกที่ถือว่าความสุขเป็นสิ่งดี ก็ยึดความสุขเป็นจุดหมาย เอาความสุขไปตีค่าให้แก่สิ่งอื่น ทั้งในแง่ดีและไม่ดี สิ่งดีคือสิ่งที่ก่อให้เกิดสุข การกระทำที่ดี คือการกระทำที่ก่อให้เกิดความสุข แม้ในเรื่องของปัญญา และการกระทำตามหน้าที่ ก็พึงคิดเปรียบเทียบในลักษณะเดียวกัน ต่อไปนี้จะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำตามหน้าที่อีกสักเล็กน้อย เพราะเห็นว่าประโยชน์ต่อการตัดสินใจของเรา เราทราบดีว่าทุกคนล้วนมีหน้าที่ แต่การทำตามหน้าที่นั้นบางครั้งก็เกิดปัญหายุ่งยากแก่การตัดสินใจ เช่น ก เป็นตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย วันหนึ่งเขาได้รับคำสั่งให้ไปจับขโมยลักควายที่ป่าละเมาะแต่ลำพังผู้เดียว เขาจับขโมยได้ ๑ คน แต่เผอิญขโมยคนนั้นเป็นน้องชายของเขาเอง ในสถานการณ์เช่นนั้น ก จะปล่อยขโมยก็ได้เพราะ ไม่มีใครเห็น แต่ถ้ายึดหลักการกระทำตามหน้าที่เป็นจุดหมาย ก จะต้องจับน้องชายส่งฟ้องศาลในฐานขโมยความชาวบ้าน
อีกประการหนึ่ง ถ้าเราเจอปัญหาที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการตัดสินใจ ขอให้เรานึกถึงหลักการอย่างหนึ่ง นั่นคือ “จงทำตามหลักซึ่งท่านจงใจได้ ที่จะให้เป็นกฎสากล”
อีกทรรศนะหนึ่ง คือ พวกประโยชน์นิยม พวกนี้เอาประโยชน์สุขของคนหมู่มากเป็นเครื่องตัดสินดี ชั่ว คือ การกระทำใดก่อให้เกิดความสุขมากที่สุด แก่จำนวนคนมากที่สุด การกระทำนั้นถือว่าดี ส่วนสิ่งที่บ่อนทำลายความสุขของคนหมู่มาก ถือว่าชั่ว หลักการของพวกนี้ชื่อว่า หลัก “มหสุข” หลักความสุขของคนหมู่มาก
ข. มาตรฐานในแง่ศาสนา เราทราบแล้วว่า สิ่งดีสูงสุดในทางศาสนา ได้แก่ พระเจ้านิพพานหรือการดับทุกข์ พระเจ้าและนิพพานเป็นเครื่องวัดความดีในลักษณะที่ว่า สิ่งใดที่ทำให้บุคคลเข้าถึงพระเจ้า เข้าถึงนิพพาน สิ่งนั้นดี สิ่งใดทำให้บุคคลห่างไกลจากพระเจ้า ห่างไกลจากนิพพานสิ่งนั้นไม่ดี การกระทำที่ดี คือการกระทำที่ทำให้ถึงนิพพาน ให้ถึง พระเจ้า พระเจ้าและนิพพานเป็นจุดหมายสูงสุด เพื่อให้ศาสนิกบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวโดยปลอดภัยและรวดเร็ว ศาสดาของศาสนาจึงได้วางหลักศีลธรรมจริยธรรมเอาไว้ให้ประพฤติตาม หลักศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่ดี คือดีในแง่ที่เป็นวิธีเพื่อให้เข้าถึงจุดหมาย ถ้าเปรียบชีวิต ก็เหมือนการเดินทาง ชีวิตที่ประกอบด้วยศีลธรรมเป็นการเดินทางที่สะดวกปลอดภัย ชีวิตที่ไร้ศีลธรรมเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามและไร้หลักประกันที่จะให้ถึงจุดหมาย ดังนั้นในแง่ศาสนา เรากล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การกระทำชั่ว คือการกระทำที่ผิดหลักศีลธรรม เพราะทำให้คนห่า งจากพระเจ้า ไกลจากนิพพาน การกระทำที่ดี คือการกระทำตามหลักศีลธรรม เพราะเป็นวิถีให้คนใกล้พระเจ้า ใกล้นิพพาน พระเจ้าและนิพพานเป็นสิ่งดี คือดีในแง่ที่เป็นจุดหมาย (end) ส่วนศีลธรรมเป็นสิ่งดี คือดีในแง่ที่เป็นวิถี (means) ในทางศาสนา จุดหมายกับวิถีมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นสิ่งที่ใช้วัดความดีอีกระดับหนึ่งในทางศาสนาคือ ศีลธรรม
มาตรฐานวัดดีชั่วตามแนวศาสนา
ก
ข
ดี ถูก ควร
ชั่ว ผิด ไม่ควร
ถูกหลักศีลธรรม
มีประโยชน์ มีคุณคา
ทำให้เกิดสุข
ทำลาย โลภ โกรธ หลง
ตนและคนอื่นไม่เดือนร้อน
บัณฑิตสรรเสริญ
ทนต่อการพิสูจน์
เป็นไปเพื่อความสงบสุข
ขัดหลักศีลธรรม
ทำลายประโยชน์ ทำลายคุณค่า
นำทุกข์มาให้
ส่งเสริม โลภ โกรธ หลง
เบียดเบียนตน คนอื่น
บัณฑิตไม่สรรเสริญ
ไม่ทนต่อการพิสูจน์
ก่อความวุ่นวาย
จากตารางเราจะเห็นว่า มาตรฐานตัดสินดีชั่วตามแนวของศาสนานี้เนื้อหาครอบคลุมไปถึงมาตรฐานในด้านอื่น ๆ กล่าวได้อย่างมั่นใจว่าผู้หญิงปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรมโดยเคร่งครัด ไม่มีวันจะทำผิดกฎหมายของบ้านเมืองได้เลย
ค. มาตรฐานในแง่เศรษฐกิจ เศรษฐกิจ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า “งานอันเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ของชุมชน” ความหมายนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ถ้าจะแยกกล่าวเป็นประเด็นก็มีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑) ผลิตกรรม หมายถึง การผลิตทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
๒) ปฏิวัติกรรม หมายถึง การนำผลิตกรรมออกมาจำหน่ายจ่ายแจกเฉลี่ยแบ่งปันไปยังบุคคลและ สังคม
๓) ปริโภคกรรม หมายถึง การอุปโภคบริโภคผลิตกรรม และก่อให้เกิดการสึกหรอสิ้นเปลืองหมดไปแก่ผลิตกรรมนั้น
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจตามที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไปนั้น หมายถึงทรัพย์หรือรายได้ เพื่อการยังชีพตามสมควรแก่ฐานะของบุคคลและสังคม มีทรัพย์มีรายได้ถือว่าดี ทรัพย์และรายได้จึงเป็นมาตรฐานตัดสินดีชั่วในแง่เศรษฐกิจ การที่เราจะตัดสินว่าอะไรดี อะไรชั่ว ให้เราเอาทรัพย์และรายได้หรือไม่ ถ้าเป็นถือว่าดี ถ้าไม่เป็นถือว่าไม่ดี เช่น การสงวนทรัพยากร การค้นหาทรัพยากร การประหยัด ความมัธยัสถ์ การเอาเงินฝากธนาคาร การเย็บ ปะ ชุน เสื้อผ้าที่ชำรุด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดีในแง่เศรษฐกิจ เพราะเป็นวิถีนำเราไปสู่ทรัพย์และรายได้ ส่วนการทำลายทรัพย์และรายได้ ส่วนการทำลายทรัพยากร การฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย การกักตุนสินค้า กินทิ้งกินขว้าง การเก็งกำไร เหล่านี้ถือเป็นความชั่วในแง่เศรษฐกิจเพราะเป็นอันตรายต่อทรัพย์และรายได้
ง. มาตรฐานในแง่สังคม สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของคนในสังคมคือ ความสงบสุข ในแง่ของสังคมความสงบสุขของสังคมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ความสงบสุขหมายถึงลักษณะความเป็นอยู่ ๒ ประการ คือ
๑) การเป็นอยู่อย่างสงบ หมายถึง สภาพการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันโดยปราศจากภาวะวิกฤตเชิงจริยธรรม นั่นคือ สังคมที่ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีการแสดงพลังขัดแย้งชิงดีชิงเด่นกัน บ้านเมืองมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
๒) การเป็นอยู่อย่างมีความสุข ความสุขคือความสบายกายสบายใจ ความสบายกายเกิดจากที่บุคคลมีปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เพียงพอแก่อัตภาพและฐานะของตนไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก การอยู่ การไปสะดวกสบายปลอดภัย เกิดจากความรู้สึกอบอุ่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความไว้วางใจกันได้ ความปรารถนาดี การเป็นอยู่อย่างมีความสุขจึงได้แก่ การเป็นอยู่อย่างสบายกายสบายใจ
ความสงบกับความสุขรวมกันเข้าเป็นความสงบสุขดังกล่าว เป็นมาตรฐานตัดสินความดี ความชั่วในแง่สังคม กล่าวคือ สิ่งใดก่อให้เกิดความสงบแก่สังคม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดี เช่น ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความอยู่ดีกินดี ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ดีเพราะเป็นวิถีนำเราไปสู่ความสงบสุขของสังคม สิ่งใดก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่สังคมบ่อนทำลายความสงบสุขของสังคม สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งชั่ว เช่น อาชญากรรม โจรผู้ร้าย การจลาจล สงคราม การแข่งขันกันสร้างอาวุธ ความยากจนของประชาชน ความสกปรกรกรุงรังของบ้านเมือง การขาดระเบียบวินัยของคนในชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งชั่วเพราะเป็นวิถีที่ทำลายความสงบสุขของสังคม
๕. สรุป
ในบทที่ว่าด้วยจริยธรรมนี้ เป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจความหมายของจริยธรรมกับศัพท์เกี่ยวข้องในหลายมุมมอง เพื่อให้ทราบถึงต้นเค้าของศัพท์และทรรศนะมุมมองของผู้รู้ต่าง ๆ ที่พยายามศึกษาความหมายของจริยธรรมในด้านที่แตกต่างกัน ทำให้เรามองเห็นลักษณะความเป็นสากลของจริยธรรม ในการพิจารณาหาความหมายทำให้มองเห็นความลดหลั่น ความหมายในแนวลึกและแนวตื้น เช่น การศึกษาเกี่ยวกับศีล พบว่าที่ใช้กันทั่วไป มักหมายถึงเรื่องของกายกับวาจา แต่จากการศึกษาลึกลงไปพบว่า “ศีลแท้ ๆ” เป็นต้น เป็นเรื่องของจิตใจ ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เรามองเห็นว่าการศึกษาจริยธรรมแม้ในส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับประเด็นของความหมายก็สามารถทำให้เขาใจลักษณะความเป็นสากลของจริยธรรม
นอกจากนี้ในการศึกษาทำให้เรามองเห็นสาระและอรรถของจริยธรรม เป็นต้นว่า มองเห็นพื้นฐานความเป็นมา เห็นกระบวนการต่อเนื่องว่า ศัพท์จริยธรรมมิได้เกิดขึ้นลอย ๆ ถ้าหากขาดความพิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำอาจเเป็นเหตุให้เรามองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของจริยธรรมก็ได้
จากการศึกษาเกี่ยวกับความหมายและขอบข่ายของจริยธรรม รวมทั้งศัพท์ที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้
จริยธรรม คือ วิถีชีวิต หรือครรลองอันถูกต้องดีงามทุกประการของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงสถาพชีวิตอันทรงคุณค่า อันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
จริยธรรมเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นจากภูมิปัญญาและประสบการณ์ เพื่อเข้าถึงอุดมคติของความดีงามและความเป็นมนุษย์ สิ่งนี้เองที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน
ดังนั้น จริยธรรมกลายเป็นมาตรฐานหรือบันทัดฐานที่สังคมยอมรับ ถ้าหากใครประพฤติปฏิบัติก็ถือว่าเป็นคนดี ถ้าหากใครละเมิดก็คือเป็นคนเลว
ศีลธรรม คือแนวประพฤติปฏิบัติที่ทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้อย่างมีระเบียบและเป็นปกติสุข
คุณธรรม คือคุณสมบัติดีงามที่สถิตอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ศัพท์ที่สามารถใช้ในความหมายเดียวกับคุณธรรม ได้แก่ คำว่า กุศลธรรม
ค่านิยม คือระบบคุณค่าที่บุคคล หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง ให้ความนิยมยกย่องว่าดีว่างาม ค่านิยมมีทั้งดีและไม่ดี ส่วนค่านิยมที่ดีจะต้องไม่ขัดกับจริยธรรมหรือศีลธรรม
จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นศัพท์ศาสตร์หนึ่งในสาขาวิชาปรัชญา ที่ศึกษาเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับระบบคุณค่าทั้งหมดเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ โดยอาศัยเหตุผลเป็นเครื่องมือ แต่ในทางปฏิบัติ Ethics คำนี้มีความหมายกว้างขวาง ยังหมายถึง way of life, moral code หรือ rule of conduct อีกด้วย
จริยศึกษา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับแนวประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามต่าง ๆ ได้แก่ หลักศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม กฎหมาย พร้อมทั้งพยายามปลูกฝังอบรมขยายผลให้ความรู้เหล่านี้สัมฤทธิ์ผลเป็นความเจริญงอกงามในเชิงปฎิบัติ
สำหรับมาตรฐานที่จะวัดความดีงามของมนุษย์ เราสามารถมองได้หลาย ๆ แง่ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ในแง่ปรัชญา ในแง่ศาสนา ในแง่เศรษฐกิจ และในแง่สังคม
ที่มาบทความ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีนวล รัฐไชย .จริยธรรมกับชีวิต. คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา, 2542.

ประมวลการสอนจริยธรรมสำหรับนักบริหารท้องถิ่น (Ethics for Local Admimistraror)

ประมวลการสอน
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
สาขาวิชา การปกครองท้องถิ่น ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑
รหัสวิชา ๒๒๐๙๔๐๓ หน่วยกิต ๓ (๓-๐-๖)
ชื่อวิชา จริยธรรมสำหรับนักบริหารท้องถิ่น (Ethics for Local Admimistraror)
สถานภาพของวิชา R บังคับ £ เลือก
วิชาในหลักสูตร R ปริญญาตรี £ ป.บัณฑิต £ ปริญญาโท
จำนวนชั่วโมง / ๑ สัปดาห์
บรรยาย ๓ ชั่วโมง ปฏิบัติ - ชั่วโมง ค้นคว้า ๖ ชั่วโมง
ผู้สอน อ.ภูมิกิติ จารุธนนนท์ (โทร. ๐๘๑-๔๓๓-๔๘๕๒ ) E - mail : pans_2009@hotmail.com.
ห้องพัก ๒/๒๐๑ บล็อกของอาจารย์ http://kit-meaninoflife.blogspot.com
_____________________________________________________________________________________
คำอธิบายรายวิชา :
ความรู้พื้นฐาน แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับจริยศาสตร์ จรรยาบรรณทางการบริหารและคุณธรรมพื้นฐานสำหรับนักบริหาร ธรรมาภิบาลกับการบริหารท้องถิ่น จริยธรรมกับการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรท้องถิ่น วัฒนธรรมพื้นบ้านกับการบริหารท้องถิ่น การประยุกต์ใช้หลักศาสนธรรมในการบริหารท้องถิ่น กรณีศึกษาปัญหาทางการบริหารการปกครองท้องถิ่น
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ :
เมื่อเรียนจบวิชานี้ นักศึกษาสามารถ
๑. อธิบายแนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับจริยศาสตร์ได้
๒. อธิบายจรรรยาบรรณทางการบริหารและคุณธรรมพื้นฐานสำหรับนักบริหารได้
๓. มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมาภิบาลและนำไปใช้กับการบริหารท้องถิ่นได้
๔. มีความรู้ความเข้าใจและนำหลักจริยธรรมไปเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรท้องถิ่นได้
๕. มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่นและนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น
๖.มีความรู้ความและเข้าใจหลักศาสนธรรมในการบริหารท้องถิ่นและสามารถนำหลักศาสนาไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาท้องถิ่นได้
เอโส หิ อุตฺตริตโร ภาราวโห ธุรนฺธโร โย ปเรสาธิปนฺนานํ สยํ สนฺธาตุมรหติ
ผู้ใด เมื่อคนเหล่าอื่นขัดแย้งกันอยู่ ตนเองเป็นผู้ประสานให้พวกเขาคืนดีกัน ผู้นั้นเป็นคนรับภาระและจัดการธุระที่ยอดเยี่ยม (ขุ. ชา ๒๗/๑๓๓)







เนื้อหารายวิชาและกิจกรรมรายสัปดาห์

สัปดาห์ที่
หัวเรื่อง
กิจกรรม
สื่อการสอน
การวัดผล
๑-๓

-แจกประมวลการสอน แนะนำรายวิชาและชี้แจงแนวการเรียนรู้ มอบหมายงาน ทบทวนความรู้เดิมในเรื่องความรู้ทั่วไปกับการบริหาร
-หลักจริยธรรม
-การบริหาร
-ความหมาย
-หลักธรรมทางศาสนาสำหรับนักบริหาร
หลักธรรมาภิบาล
-ความหมาย
-องค์ประกอบ
-กลไกในการสร้างธรรมาภิบาลในองค์การบริหารส่วนตำบล
-ข้อจำกัดของการสร้างธรรมาภิบาล
๑. อธิบายประมวลการสอน
๒. ให้ทดลองเขียนอธิบายความหมายของคำว่า จริยธรรมและการบริหารเป็นรายบุคคลแล้วสุ่มอ่าน
๓. อธิบายความหมายของคำต่าง ๆ และซักถามเป็นรายบุคคล
๔. ให้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
- power point
- ประมวลการสอน
- เอกสาร
ประกอบการเรียนการสอน
-ใบความรู้

- สังเกตจากการ
ตอบคำถาม
- พิจารณาและ
ตรวจสอบ
การคำถาม
๔-๖

คุณธรรมสำหรับผู้บริหาร
- กรอบความคิดคุณธรรมสำหรับผู้บริหาร
- คุณธรรมสำหรับผู้บริหาร
- หน้าที่ของนักบริหาร
- คุณลักษณะของนักบริหาร
- วิธีการบริหาร
- ธรรมะเพื่อการบริหาร
การประยุกต์พุทธธรรมมาใช้กับการบริหาร
-บทบาทของปัญญา
-วิธีพัฒนาปัญญา
-จริตของคน ๖ อย่าง
-ทำไมทำดีไม่ได้ดี
-หลักในการอบรมจริยธรรม
-ทางเลือกในการพัฒนาคุณธรรม
-พหูสูต ๕ ระดับ
-ทฤษฏีของความรู้
-สรุปวิธีคิด ๑๐ ตามหลักพุทธธรรม
๑. อธิบายประกอบการซักถาม
๒. อภิปรายสรุป
- power point
- ใบความรู้
- เอกสารประกอบการสอน
- สังเกตการร่วม
กิจกรรม
- ตรวจใบความรู้
๗-๘

หลักการและคำสอนทางศาสนากับการปกครองท้องถิ่น
- ศาสนพุทธ
- ศาสนาอิสลาม
-ศาสนาคริสต์
จิตจริยธรรม
- สิ่งที่สนับสนุนการเกิดผลงานที่ดี
- การสนับสนุนในแนวดิ่ง
- การสนับสนุนในแนวราบ
- การเพาะความคิดเป็นระยะ ๆ
- สิ่งที่คุกคามการอบรมทางจริยธรรม
- การศึกษาเป็นศูนย์กลางของผลงานที่ดี


๑. อธิบายประกอบการซักถาม
๒. อภิปรายกลุ่ม
๓. อาจารย์สรุป
- power point
- แบบทดสอบ
- เอกสารประกอบ
การเรียนการสอน
- สังเกตจากความสนใจในการร่วม กิจกรรม
- ประเมินจาก
การทำแบบทดสอบ

๙
.
จริยศาสตร์
-การตัดสินใจทางจริยธรรม
-ปัญหาทางจริยธรรม
-จริยธรรมเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง
-ระดับกระบวนการคิดทางจริยธรรม

๑. อธิบาย อภิปราย ซักถาม
๒. นักศึกษาร่วมอภิปรายร่วมกัน
๓. อาจารย์สรุป
- power point
- ใบความรู้
- เอกสารประกอบ
การเรียนการสอน

- สังเกตและ
ตรวจสอบใบ
ความรู้




สัปดาห์ที่
หัวเรื่อง
กิจกรรม
สื่อการสอน
การวัดผล
๑๐
(๓.ม.ค.)
ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
การบริหารรัฐกิจในสังคมสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่
-ปัญหาของความเป็นสมัยใหม่ในโลกหลังสมัยใหม่
-ผลกระทบต่อการบริหารรัฐกิจ
-ทฤษฎีทางการเมืองและจริยธรรมในการบริหาร


๑. นักศึกษาค้นคว้าจากเอกสารประกอบการเรียนการสอน
- ใบความรู้
- เอกสารประกอบการเรียนการสอน


- ประเมินจาก
งานที่ทำส่ง
-ตรวจใบความรู้
๑๑-๑๓






๑๔
(๓๑.ม.ค.)
ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง


ความรับผิดชอบของผู้บริหาร
-ความรับผิดชอบในหน้าที่
-ความรับผิดชอบตามจิตสำนึก
ความรับผิดชอบที่ขัดแย้งกัน
- ความขัดแย้งของอำนาจหน้าที่
-ความขัดแย้งของบทบาท
-ความขัดแย้งขอผลประโยชน์

จริยธรรมแห่งวิชาชีพและจริยศาสตร์
๑. อธิบาย ยกตัวอย่างประกอบ
๒. นักศึกษาร่วมกันอภิปราย
๓. อาจารย์สรุป





๑. นักศึกษาค้นคว้าจากเอกสารประกอบการเรียนการสอนและสื่ออื่น ๆ

- power point
- เอกสารประกอบการเรียนการสอน




- ใบความรู้
- เอกสารประกอบการเรียนการสอน

- สังเกตความสนใจและตอบคำถาม






- ประเมินจาก
งานที่ทำส่ง
-ตรวจใบความรู้

วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ :
ประเมินจากความเจริญก้าวหน้าของความคิด สติปัญญา และพฤติกรรม โดยประเมินจาก
๑. วิธีการในการศึกษา
๒. คุณภาพของผลงาน การศึกษา การวิเคราะห์ การนำเสนอ (ทั้งการพูดและการเขียน) การอภิปราย การเสนอความคิด การตอบคำถาม เป็นต้น) ที่ต้องได้มาตรฐานอยู่ในเกณฑ์ “ดี” และ “ดีเยี่ยม” เท่านั้น
คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน จำแนกเป็น ๖๐/๔๐
๑. การทดสอบย่อย /ตอบคำถามในระหว่างการเรียน ๒๐ คะแนน
๒. รายงาน ๒๐ คะแนน
๓. คะแนนจริยธรรม (พฤติกรรมการเรียน) ๑๐ คะแนน
๔. สอบกลางภาค ๒๐ คะแนน
๕. การสอบปลายภาค ๓๐ คะแนน
เกณฑ์การตัดเกรดดังนี้
A = ๘๐ – ๑๐๐ B+ = ๗๕ – ๗๙ B = ๗๐ – ๗๔ C+ = ๖๕ – ๖๙
C = ๖๐ – ๖๔ D+ = ๕๕ – ๕๙ D = ๕๐ – ๕๔ E = ๐ – ๔๙
I = ส่งงานไม่ครบ X = ขาดสอบปลายภาค

รายชื่อตำรา เอกสาร วารสาร
๑. บังคับ
๑.๑ กองบรรณาธิการ บริษัทเอ็กซเปอร์เน๊ทจำกัด. (๒๕๕๑). จริยธรรมสำหรับผู้บริหาร. กรุงเทพฯ เอ็กซเปอร์เน็ท.

๒. เอกสารแนะนำ : (เพื่อเสริมการเรียนรู้)
๒.๑ เจริญ ศรประดิษฐ์. (๒๕๔๑). จริยธรรมกับชีวิต. สุราษฎร์ธานี : สถาบันราชภัฏสุราษฎร์ธานี.
๒.๒ จำเริญ เจือจันทร์. (๒๕๔๘). จริยศาสตร์ : ทฤษฎีจริยธรรมสำหรับนักบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โอเดียนสโตร์.
๒.๓ เชิดชัย เลิศจิตรเลขา. (๒๕๔๙). คริสตจริยศาสตร์พื้นฐาน.กรุงเทพฯ : คณะนักบวชคาบิลเลียนประเทศไทย.
๒.๔ ธานินท์ กรัยวิเชียร. (๒๕๔๘). คุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหาร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
๒.๕ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (๒๕๔๑). คุณธรรมสำหรับนักบริหาร. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม.
๒.๖ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต).(๒๕๓๔). พัฒนาชีวิตด้วยแนวคิดเชิงคุณธรรม. กรุงเทพฯ:ส่องสยาม.
๒.๗ ภูมิกิติ จารุธนนนท์.(๒๕๔๕).”พุทธวิธีในการบริหาร”, มนุษย์กับสังคม.ลพบุรี: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏเทพสตรี.
๒.๘ สกล เที่ยงแท้. (๒๕๔๒). การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม.ราชบุรีฯ : สถาบันราชภัฏจอมบึง.
๒.๙ สมพร เทพสิทธา. (๒๕๔๔). คุณธรรมและจริยธรรมของผูนักบริหาร.กรุงเทพฯ: สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปภัมภ์.
๒.๑๐ อมรา เล็กเริงสินธ์. (๒๕๔๒). คุณธรรมจริยธรรมสำหรับผู้บริหาร. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.

óóóóóó

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การตีความตามกระบวนท้ศน์ ๕

การตีความยัญญสูตรด้วยกระบวนทัศน์ ๕
ความนำ
ในการศึกษาศาสนาทุก ๆ ศาสนานั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องอาศัยเครื่องมือในการศึกษาการศึกษาในศาสนาเหล่านั้นอาจจะศึกษาในองค์ประกอบของศาสนาทั้ง ๕ อย่าง คือ ศาสดา ศาสนธรรม ศาสนทายาท ศาสนพิธี และศาสนสถาน ที่เรียกว่า ๕ ศ หรืออาจศึกษาจำเพาะเจาะจงองค์ประกอบใดประกอบหนึ่งก็ได้ เครื่องมือที่จำเป็นเบื้องต้นคือ การใช้ศรัทธา ความเชื่อที่มีต่อสิ่งเหล่านั้น แต่ถ้ามีแต่ความเชื่ออย่างเดียวอาจนำไปสู่ปัญหาก็ได้ถ้าเป็นความเชื่อที่ผิด ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดด้วย
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ศึกษาจะต้องมีเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งในการคอยกำกับความเชื่อนั้นก็คือ ปรัชญาหรือปัญญา การตั้งคำถามการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้ผู้ศึกษามีความรู้ความเข้าใจในศาสนาเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและมีเหตุมีผลไม่เป็นความเชื่อที่งมงาย ไร้เหตุผล และจะทำให้ศาสนามีคุณค่าต่อผู้ศึกษาและผู้ปฏิบัติมากยิ่งขึ้น การศึกษาศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนธรรมคือหลักคำสอนทางศาสนานั้นจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนทัศน์
กระบวนทัศน์ (Paradigm) คืออะไร กีรติ บุญเจือ[๑] อธิบายว่า คือ ความเชื่อพื้นฐานที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์หรือ กระแสความคิดของคนในยุค ๆ หนึ่ง ณ ภัทรดิศ สุริยกมลจินดา[๒] อธิบายว่า คือ ความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ วัย สิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรม และการตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้แต่ละคนชอบอะไรและไม่ชอบอะไร พอใจแค่ไหน และอย่างไร สรุปได้ว่า กระบวนทัศน์ คือ ความคิดความเชื่อของคนแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ต่อโลกและชีวิต ดังนั้น ถ้าผู้ศึกษาเข้าใจในความคิดความเชื่อของคนแต่ละยุคแต่ละสมัยแล้วก็จะช่วยให้การศึกษาหลักคำสอนเหล่านั้นมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทำให้รู้และสามารถอ่านใจคนได้ ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของสาขาวิชาต่าง ๆ อาจจะโยงกับหลักคำสอนได้ ช่วยให้เห็นวิวัฒนาการความคิดของมนุษย์อย่างสืบเนื่องตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงยุคปัจจุบัน และที่สำคัญก็คือสามารถนำมาสู่การตีความหลักคำสอนได้อย่างมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น การตีความหลักคำสอนนั้นจำเป็นต้องพยายามล้วงลึกเจตนารมณ์ของผู้แสดง ผู้แต่ง หรือผู้เขียน ข้อความนั้น ๆ ไว้ โดยแยกแยะประเด็นออกมาอธิบายขยายความให้เห็นประจักษ์ชัด แล้วกำหนดความหมายอันแท้จริงของข้อความนั้นตามความเข้าใจของผู้ตีความ ซึ่งข้าพเจ้าในฐานะเป็นผู้ศึกษาในวิชาศาสตร์แห่งการตีความแนวพุทธศาสน์นี้จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการตีความพระสูตรคือ ยัญญสูตร ต่อไป
กระบวนทัศน์ทั้ง ๕
๑. กระบวนทัศน์ดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm ) แนวคิดแบบนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ทันทีที่มนุษย์เกิดขึ้นในโลกนี้ จึงสันนิษฐานได้ว่า แนวคิดแบบดึกดำบรรพ์นี้มีมาประมาณ ๒ ล้านปีแล้ว[๓] ความคิดความเชื่อของคนยุคนี้เชื่อว่าโลกไม่มีกฎเกณฑ์ ความคิดทางปรัชญาเกิดจากสติปัญญาของมนุษย์ เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นคนยุคนี้เชื่อว่าเป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจลึกลับในธรรมชาติ อุดมการณ์สูงสุดในระยะนี้ก็คือทำตามประเพณี ผิดอะไรผิดได้ แต่อย่าผิดประเพณี ประเพณีเป็นมาตรฐานการตัดสินการกระทำทุกอย่าง รูปแบบการดำเนินชีวิตเน้น ปลอดภัยไว้ก่อน
๒. กระบวนทัศน์โบราณ(Ancient Paradigm) แนวคิดของคิดของคนยุคนี้เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว ที่ไม่มีกรณียกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น โลกมีกฎเกณฑ์และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อใช้แสวงหาความสุขบนโลกนี้ อุดมการณ์สูงสุดของคนยุคนี้คือ ทำตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจกำหนดขึ้น ผิดอะไรผิดได้ แต่อย่าผิดกฎหมาย รูปแบบการดำเนินชีวิตเน้น แสวงหากฎเกณฑ์
๓. กระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) แนวคิดของคนยุคกลางเชื่อว่า โลกมีกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ไม่อาจให้ความสุขแท้แก่มนุษย์ได้ ความสุขที่แท้จริงหรือสุขถาวรมีอยู่ในโลกหน้า เพราะเห็นความอนิจจังของโลกนี้ว่า แม้จะรู้กฎเกณฑ์ของโลกและปฏิบัติตามอย่างไม่บกพร่อง ก็ไม่อาจพบความสุขแท้ได้ จึงต้องใช้ชีวิตอันจำกัดและสั้นในโลกนี้เพื่อแสวงหาความสุขถาวรในโลกหน้า อุดมการณ์สูงสุดของคนยุคนี้คือ มโนธรรมที่ได้รับจากศาสนา ผิดอะไรก็ผิดได้ แต่อย่าผิดหลักธรรมของศาสนา รูปแบบการดำเนินชีวิตเน้น ความสุขโลกหน้า
๔. กระบวนทัศน์ยุคใหม่ (Modern Paradigm) ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.๑,๕๐๐ เป็นต้นมาวิทยาศาสตร์เจริญขึ้น มนุษย์หวังกันว่า วิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ แนวคิดความเชื่อของคนยุคนี้เชื่อว่า โลกมีกฎเกณฑ์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นทางพบกฎของโลก มนุษย์จะมีความสุขสมบูรณ์แบบในโลกนี้ได้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ อุดมการณ์ของคนยุคนี้ คือ เหตุผลจะทำอะไรก็อ้างว่ามีเหตุผล ตัดสินใจอะไรก็ด้วยเหตุผล รูปแบบการดำเนินชีวิตเน้น ความสงบสุขในสังคม
๕. กระบวนทัศน์หลังยุคใหม่หรือ หลังนวยุค (Post Modern Paradigm) แนวคิดของคนยุคนี้เป็นกระบวนทัศน์ที่ข้ามพ้นกระบวนทัศน์ทั้ง ๔ นั้นซึ่งล้วนแต่มีประเด็นเอื้อให้เกิดสงครามต่อกันคือ เกิดความยึดมั่น (Attachment) ซึ่งนำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวก การแข่งขัน ความไม่ไว้วางใจกัน การทำลายกัน สุดท้ายเกิดสงคราม สุวิญ รักสัตย์[๔] กล่าวว่า กระบวนทัศน์ที่ ๕ นี้ มีลักษณะเป็นองค์รวม (Holistic Paradigm) หรือการคิดเชิงบูรณาการคือ การนำหลาย ๆ สิ่งมาใช้ประโยชน์ในบางสิ่ง และใช้ประโยชน์จากบางสิ่งกับหลาย ๆ สิ่ง ( To apply everything for something and to apply something for everything) หรือมีลักษณะ “ไม่ทิ้งอะไร แต่ทบทวนใหม่หมด” (Reject non Reread all) เป็นกระแนวคิดอนุรักษ์และแนวคิดการเปลี่ยนแปลง คิดใหม่ทำใหม่ เปลี่ยนจากการต่อต้านเป็นการต่อเติม เปลี่ยนจากคู่แข่ง (Competition) มาเป็นคู่คิด (Cooperation) เปลี่ยนจากการแตกแยก (Diversion) มาเป็นความแตกต่าง (Differrentiation) แนวคิดเหล่านี้สามารถแก้จุดบกพร่องของกระบวนทัศน์ในอดีตได้โดยต้องแก้ไขประเด็นที่เอื้อสงคราม และสนับสนุนประเด็นที่ส่งเสริมสันติภาพแทนด้วยลัทธิรื้อสร้างใหม่ (Reconstructionism) ที่เน้นการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพและความร่วมมือ รูปแบบการดำเนินชีวิตเน้น คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ๆ
เมื่อเข้าใจในกระบวนทัศน์ทั้ง ๕ แล้ว ต่อไปจะได้นำแนวคิดทั้ง ๕ เหล่านี้ไปวิเคราะห์ในหลักคำสอนที่เลือกไว้คือ ยัญญสูตร[๕]ดังข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎกดังนี้
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ ตัว และแกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ชนบางคนของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น เป็นทาส คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่ แม้ชนเหล่านั้นก็ถูกอาชญา ถูกภัยคุกคาม มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง กระทำบริกรรมไปพลาง ครั้งนั้นแล พวกภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลาเช้าถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญวันนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญ โคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว และแกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ชนบางคนของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น เป็นทาสคนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่ ชนแม้เหล่านั้นก็ถูกอาชญา ถูกภัยคุกคาม มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง กระทำบริกรรมไปพลาง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
มหายัญที่มีการตระเตรียมมาก มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ชนิดต่าง ๆ คือ อัศวเมธ ปุริสเมธ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ นิรัคคฬะ มหายัญเหล่านั้นเป็นยัญไม่มีผลมาก (เพราะ) พระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ ย่อมไม่แนะนำยัญนั้น.
ส่วนยัญใด มีการตระเตรียมน้อยไม่มีการฆ่า แพะ แกะ โค และสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งบุคคลบูชาสืบตระกูลคุณอันพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ ย่อมแนะนำยัญนั้น.ผู้มีปัญญาควรบูชายัญนั้น ยัญนั้นเป็นยัญมีผลมาก เมื่อบุคคลบูชายัญนั้นนั่นแหละ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วช้าเลวทราม ยัญก็เป็นยัญอย่างไพบูลย์และเทวดาย่อมเลื่อมใส.

ก่อนที่จะนำพระสูตรนี้ไปวิเคราะห์ในกระบวนทัศน์ทั้ง ๕ ขออธิบายคำว่า “ ยัญ” ยัญคืออะไร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า[๖] การเซ่น, การบูชา, การเซ่นสรวงโดยมีการฆ่าสัตว์หรือฆ่าคนเป็นเครื่องบูชาเรียกว่า บูชายัญ เป็นยัญกรรม คือ การเซ่นสรวงบูชาของพราหมณ์

จากข้อความในยัญญสูตรนี้ จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิรูปและทรงปฏิวัติคำสอนเดิมซึ่งเกี่ยวกับการบูชายัญในศาสนาพราหมณ์เสียใหม่โดยใช้การตีความจากความหมายเดิมเป็นแนวคิดหรือกระบวนทัศน์ใหม่ พระองค์ทรงปฏิรูปคำสอนเรื่องการฆ่าสัตว์ หรือฆ่ามนุษย์บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้คำหรือศัพท์เดิมของศาสนาพราหมณ์นั่นแหละ แต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการใหม่ หรืออธิบายใหม่ นี้เป็นการปฏิรูปคำสอน หรือตีความคำสอนเสียใหม่โดยไม่มีการฆ่าทำร้ายใครเลย

วิเคราะห์โดยการตีความตามกระบวนทัศน์ทั้ง ๕
กระบวนทัศน์ทั้ง ๕ นั้นได้อธิบายไว้แล้วข้างต้น ต่อไปจะได้วิเคราะห์ในยัญญสูตรตามกระบวนทัศน์ทั้ง ๕
๑. กระบวนทัศน์ดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm ) ในพระสูตรนี้จะเห็นว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลจะทำการบูชายัญ ๕ อย่าง เหตุผลที่กล่าวไว้ในอรรถกถา เพราะว่าทรงฝันร้ายตื่นบรรทมขึ้นมาก็ตกพระทัยกลัวจึงให้ปุโรหิตเข้ามาทำนายทายทัก ปุโรหิตก็ทำนายว่าจะมีภัย จะต้องมีการบูชายัญเพื่อความสุขสวัสดีแด่พระราชา จะเห็นได้ว่าแนวคิดแบบนี้เป็นกระบวนทัศน์ที่ ๑ คือ ความเชื่อที่ว่า โลกไม่มีกฎเกณฑ์ มีอำนาจสิ่งลึกลับที่คอยให้คุณหรือให้โทษ จึงต้องมีการบูชายัญเพื่อเอาใจอำนาจหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ ปุโรหิตและคนในสมัยเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา จะเห็นว่าเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับกับกระบวนทัศน์ที่ ๑ ที่ว่า ทำตามประเพณี ผิดอะไรผิดได้ แต่อย่าผิดประเพณี การตีความก็เป็นการตีความตามตัวอักษร ตีความอย่างไร คำว่า การบูชามหายัญ ๕ อย่างคือ อัศวเมธ ปุริสเมธ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ นิรัคคฬะ ทั้ง ๕ วิธีนี้ตีความตามศัพท์ตามตัวอักษร (Literal Interpretation) คือ

๑.อัศวเมธะ ได้แก่การฆ่าม้าบูชายัญ แต่ชื่อนี้หมายความกว้างกว่านั้น คือ หมายถึงยัญที่บูชาด้วยสมบัติทุกอย่าง เว้นที่ดินแลคน ซึ่งเขาตั้งเสายัญ ๒๑ เสา สำหรับผูกปศุสัตว์ที่จะต้องฆ่าประมาณ ๕๙๗ ชนิด เพื่อบูชายัญ แล้วทำการบูชาอยู่หลายวันกว่าจะเสร็จพิธี
๒.ปุรสเมธะ ได้แก่การฆ่าคนบูชายัญ แต่ความจริงหมายเฉพาะยัญที่บูชาด้วยสมบัติต่าง ๆ อย่างอัศวเมธนั้น แต่รวมที่ดินเข้าด้วย
๓. สัมมาปาสะ ได้แก่การผูกสัตว์บูชายัญ โดยเขาทำพิธีเหวี่ยงท่อนไม้สำหรับต้อนสัตว์เข้าไปที่หลักบูชาเพลิงทั้งคู่ แล้วร่ายเวทตรงที่ท่อนไม้นั้นตก ทำการบูชาตามพิธีผู้บูชาต้องเป็นคนได้เดินทางย้อนไปตามแม่น้ำสวัสดีแล้วด้วย จึงจะเข้าพิธี
๔. วาชเปยยะ ได้แก่ยัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งเขาผูกปศุสัตว์ ๗ ชนิดบูชา
๕. นิรัคคฬะ ได้แก่ยัญที่ไม่ต้องมีหลัก ยัญสำหรับบูชา หมายถึง พิธีชนิดเดียวกับอัศวเมธ แต่บูชาด้วยสมบัติทุกอย่าง ไม่มียกเว้นอะไร ฉะนั้น จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สรรพเมธ คือ ฆ่าทุกอย่าง

นี่คือการตีความตามกระบวนทัศน์ที่ ๑ หากว่าเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งให้เตรียมการเพื่อทรงทำการบูชายัญพร้อมแล้ว ถ้าทรงสั่งให้กระทำจริง ๆ ผลก็คือ การฆ่า การทำร้ายทั้งคนและสัตว์มากมายเหลือเกิน
๒.กระบวนทัศน์โบราณ(Ancient Paradigm) แนวคิดเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์การแก้ปัญหาหรือขจัดทุกข์ก็มีกฎมีเกณฑ์จะเห็นในพระสูตรนี้ ตอนที่พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับสั่งให้ตระเตรียมการบูชายัญพร้อมแล้ว แต่ภิกษุได้ยินได้ฟังเสียงทั้งคนและสัตว์ที่ร้องห่มร้องให้เพราะความกลัวตาย จึงไปกราลทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ได้เสด็จไปเพื่อทรงสั่งสอนพระเจ้าปเสนทิโกศลและช่วยเหลือคนและสัตว์ที่เตรียมไว้สำหรับการบูชายัญให้พ้นจากความตายได้ โดยทรงชี้ให้เห็นว่าโลกนี้มีกฎเกณฑ์ และการแก้ปัญหานั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือการฆ่า จะเห็นได้จากพระพุทธดำรัสที่ว่า
“ ยัญใด มีการตระเตรียมน้อยไม่มีการฆ่า แพะ แกะ โค และสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งบุคคลบูชาสืบตระกูลคุณอันพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ ย่อมแนะนำยัญนั้น.ผู้มีปัญญาควรบูชายัญนั้น ยัญนั้นเป็นยัญมีผลมาก เมื่อบุคคลบูชายัญนั้นนั่นแหละ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วช้าเลวทราม ยัญก็เป็นยัญอย่างไพบูลย์และเทวดาย่อมเลื่อมใส”

คำว่า “ปฏิปทา” ในพระคาถานี้เป็นการชี้แนวทางคือกฎเกณฑ์นั่นเอง จนทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสและรับสั่งให้ปล่อยคนและสัตว์เหล่านั้นในที่สุด ถึงแม้ว่าพระองค์สามารถทำการบูชายัญได้ เพราะความถูกความผิดที่เรียกว่า กฎหมายนั้น พระองค์สามารถใช้ได้อย่างเต็มที่เพราะเป็นการปกครองแบบราชาธิปไตยหรือแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระองค์ไม่ทรงกระทำ เพราะเชื่อในกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอน และได้ทรงค้นพบกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดด้วย การตีความก็ตรงข้ามกับกระบวนทัศน์ที่ ๑ ที่ตีตามตัวอักษร แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงตีความใหม่ (Reinterpretation) ในเชิงสัญลักษณ์เน้นการบูชายัญที่ไม่มีการฆ่าการทำร้ายคนและสัตว์ทุกประเภท และทรงสรรเสริญว่าเป็นการบูชาที่มีผลมาก มีแต่ความดีอย่างเดียว การบูชายัญด้วยวิธีการทั้ง ๕ นั้นพระพุทธศาสนาได้อธิบายใหม่ดังที่ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ[๗]อธิบายไว้ว่า

๑. อัสสเมธะ หรือ สัสสเมธะ ประเพณีของศาสนาพราหมณ์คือการบูชายัญโดยวิธีฆ่าม้าเป็นเรื่องการบูชาเทวดา ๓ องค์คือ พระอินทร์ พระยม พระวรุณ และในทางการเมืองถือว่าเป็นการแผ่อาณาเขตโดยถือเอาพิธีทางศาสนาเป็นข้ออ้าง ส่วนในทางศาสนาเชื่อว่าเมื่อบูชาครบ ๑๐๐ ครั้ง จะได้ไปเป็นพระอินทร์ผู้มีอำนาจอยู่ในสวรรค์ ในข้อว่า “อัศวเมธะ” ทางพระพุทธศาสนาดัดแปลงใหม่ ใช้คำว่า สัสสเมธะ แปลว่า ฉลาดในการบำรุงข้าวกล้า พูดง่าย ๆ ก็คือแทนที่จะฆ่าม้ามาสนใจในเกษตรกรรมเร่งให้เกิดผลิตผลดีกว่า คำว่า “เมธะ” ที่แปลว่า ฆ่า นั้น แปลว่า ฉลาด ก็ได้ คำว่า อัสสะ หรือ อัศวะ ที่แปลว่าม้าทางพระพุทธศาสนาเปลี่ยนคำเป็น สัสสะ แปลว่า ข้าวกล้า เป็นการดัดแปลงความหมายให้ถูกต้องด้วยเหตุผลและหลักธรรมยิ่งขึ้น

๒. ปุริสเมธะ วิธีดั้งเดิมเรียก นรเมธะ แปลว่า การบูชายัญโดยการฆ่าคน พระพุทธศาสนาแปลคำว่า เมธะ ใหม่ว่า ฉลาด จึงแปล ปุริสเมธะ ว่าฉลาดในการบำรุงคน คือการสร้างบุคลากรและการสงเคราะห์คน


๓. สัมมาปาสะ วิธีดั้งเดิมต้องโยนไม้ให้ลอดบ่วง ไม้ตกตรงไหนก็สร้างเวทีขึ้นตรงนั้น แล้วตั้งเครื่องบูชาบนเวทีนั้น โดยทำให้เป็นเวทีเคลื่อนที่ได้ หรือเป็นแพ ผู้บูชาดำน้ำลงไปในแม่น้ำสรัสสดีโผล่ขึ้นมาตรงไหนให้ทำพิธีบูชาทวนกระแสน้ำขึ้นไปจากตรงนั้น พระพุทธศาสนาเห็นว่าจะยุ่งด้วยเรื่องโยนไม้เข้าบ่วงไม่มีประโยชน์ จึงแปลใหม่ว่าวิธีการสงเคราะห์คนยากจน หรือประชาชนพลเมืองชนิดที่คล้ายบ่วงคล้องใจคน คือดูแลความทุกข์สุขของคนยากจนหรือคนส่วนรวม เป็นการทำให้จิตใจของประชาชนเลื่อมใสในรัฐบาลหรือผู้ปกครอง ไม่จำเป็นต้องไปโยนไม้เข้าบ่วงอาบน้ำดำหัวอย่างแบบพราหมณ์
๔. วาชเปยยะ ตามแบบพราหมณ์ต้องฆ่าสัตว์ ๑๗ ชนิด ตั้งเสาไม้มะตูมเป็นหลักสำหรับผูกสัตว์ ๑๗ ชนิดนั้นแล้วฆ่าบูชาเทพเจ้า มีการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีนั้นด้วย ทางพระพุทธศาสนาดัดแปลงใหม่โดยแปล วาชเปยยะ ซึ่งแปลว่า ดื่มน้ำ มาเป็น ดื่มน้ำคำ คือให้รู้จักพูดจาไพเราะต่อกัน ซึ่งเป็นที่ดื่มด่ำในอัธยาศัยไมตรีและในรสแห่งไมตรีจิตนั้น ไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ถึง ๑๗ ชนิดดังกล่าวเลย

๕. นิรัคคฬะ เป็นการบูชายัญที่ฆ่าหมดทั้งสัตว์และคน ถ้าจะแปลตามศัพท์ก็ว่า เป็นการบูชายัญชนิดนี้จะทำลายอุปสรรคทุกชนิด กล่าวคือ ในการแก้ไข หรือฝ่าฟันอุปสรรคนั้น ผู้บูชาต้องฆ่าทั้งมนุษย์และสัตว์สังเวยเทพเจ้า เพื่อให้เห็นอกเห็นใจจะได้ช่วยให้พ้นอุปสรรคนั้น ๆ เมื่อจะกล่าวโดยวิธีก็นับว่าใหญ่ยิ่งกว่ายัญแบบอัศวเมธ เพราะยัญแบบนี้มีคำเรียกรวมว่า สรรพเมธ คือ ฆ่าหมดทุกชนิด ทางพระพุทธศาสนาแปลความหมายใหม่อีกตามเคย คือ คำนี้อาจแยกเป็น นิร (ไม่มี) อัคคฬะ (ลิ่มหรือกลอน) จึงแปลความว่า ได้แก่การปกครองแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโจรผู้ร้าย บ้านเรือนไม่ต้องลงลิ่มลงกลอนเปิดประตูทิ้งไว้ก็ไม่มีขโมย
พระเทพเวที(ป.อ.ปยุตฺโต)[๘] อธิบายว่า ยัญข้อที่ ๕ นี้เป็นผลของราชสังคหะ ๔ ข้อแรก หมายความว่าบ้านเมืองจะสงบสุขปราศจากโจรผู้ร้าย ไม่ต้องระแวงภัย บ้านเรือนไม่ต้องลงกลอน การแปลความหมายอย่างนี้ เมื่อแปลไปแล้วแทนที่จะถือว่าเป็นเกียรติที่ได้แปลใหม่ ทางพระพุทธศาสนากลับถือว่า ความหมายดั้งเดิมในโบราณกาลไม่ได้หมายให้เบียดเบียนกัน แต่พราหมณ์ชั้นหลังแปลความหมายผิดไปเอง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธศาสนายกเกียรตินี้ให้แก่คนโบราณ[๙]
จะเห็นได้ว่าการบูชามหายัญทั้ง ๕ นั้นทางพระพุทธศาสนาก็ได้ใช้การตีความเรียกว่าการตีความโดยอรรถ (Idiomatic Interpretation) ไม่ตีความตามตัวอักษรหรือตามพยัญชนะตามศาสนาพราหมณ์เดิมที่ใช้กันอยู่ และได้ใช้การบูชายัญเดิมของศาสนาพราหมณ์ทั้ง ๕ วิธีนั้นมาเป็นหลักการสังคมสงเคราะห์ของทางราชการซึ่งผู้เป็นผู้ปกครองหรือเป็นผู้นำหมู่คณะจะพึงถือปฏิบัติเพื่อสงเคราะห์ผู้คนให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เรียกว่าหลักราชสังหคหะ ๔ [๑๐]ประการคือ
๑. สัสสเมธัง บำรุงรักษาพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรม ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
๒. ปุริสเมธัง สงเคราะห์ผู้คนให้อยู่ดีมีสุข รู้จักสร้างคน รู้จักส่งเสริมสนับสนุนคน รู้จักใช้คนที่มีความรู้สามารถให้มาช่วยการงาน โดยถือคติ “ข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง”
๓. สัมมาปาสัง ผูกน้ำใจคนทั้งหลายไว้ด้วยไมตรี ด้วยการสงเคราะห์อนุเคราะห์ ด้วยการส่งเสริมอาชีพ
๔. วาจาเปยยัง พูดจาไพเราะ มีวาจาน่าประใจและน่าเชื่อถือ พูดแต่คำสมานสามัคคี เว้นคำที่จะเป็นชนวนให้เกิดความบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน หรือคำที่ทำให้แตกสามัคคีกัน
๓. กระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) แนวคิดของคนในยุคนี้เชื่อว่า โลกมีกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ไม่อาจให้ความสุขแท้แก่มนุษย์ได้ ความสุขที่แท้จริงหรือสุขถาวรมีอยู่ในโลกหน้า ในพระสูตรนี้จะพบว่า เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับการสั่งสอนหรือเรียกว่าการโปรดจากพระพุทธเจ้าแล้วก็ทำให้พระองค์เปลี่ยนพระดำริเดิมที่ทรงเชื่อโหราจารย์เรื่องการบูชามหายัญ ๕ แต่เชื่อในเรื่องกฎเกณฑ์คือกฎแห่งกรรมแทน และทรงเชื่อความสุขในโลกหน้าด้วย จะเห็นได้จากพระพุทธดำรัสที่ตรัสตอนท้ายว่า
“ ส่วนยัญใด มีการตระเตรียมน้อยไม่มีการฆ่า แพะ แกะ โค และสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งบุคคลบูชาสืบตระกูลคุณอันพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ ย่อมแนะนำยัญนั้น.ผู้มีปัญญาควรบูชายัญนั้น ยัญนั้นเป็นยัญมีผลมาก เมื่อบุคคลบูชายัญนั้นนั่นแหละ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วช้าเลวทราม ยัญก็เป็นยัญอย่างไพบูลย์และเทวดาย่อมเลื่อมใส.

ความเชื่อเรื่องความดีความชั่วตามหลักพระพุทธศาสนาเรียกว่า กัมมสัทธา คือ เชื่อกรรม กฎแห่งกรรม กัมมวิบากสัทธา คือ เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เห็นว่าการบูชายัญที่ดีถูกต้องนั้นต้องไม่มีการฆ่าการทำร้ายใครเลย นี้คือกฎเกณฑ์ใหม่ที่พระทรงแนะนำพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนทัศน์ยุคกลาง และพระองค์ทรงสั่งสอนว่า การบูชายัญแบบนี้ เทวดา ก็เลื่อมใสยินดีด้วย คำว่า “เทวดา” ในพระคาถานี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าความสุขที่สูงกว่าโลกนี้ยังมีอยู่อีก คือการไปเกิดเป็นเทวดาซึ่งเป็นสุคติภูมิตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นความสุขที่ดีกว่าสูงกว่าการเป็นมนุษย์ เป็นการสะท้อนถึงเป้าหมายคือความสุขโลกหน้า

๔. กระบวนทัศน์ยุคใหม่ (Modern Paradigm) แนวคิดของคนยุคนี้เชื่อกฎเกณฑ์ และเหตุผล ในพระสูตรนี้ก็จะเห็นว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลเมื่อยอมรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบูชายัญแบบเดิม เพราะพระองค์มีเหตุผล ทรงเชื่อในเหตุผล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า “ผู้มีปัญญา” ก็คือ คนที่มีเหตุผลนั้นเอง การบูชายัญเดิมเป็นการทำโดยไม่มีเหตุผลแต่เกิดจากความเชื่อความงมงาย ไม่ได้เกิดจากปัญญาจึงก่อให้เกิดปัญหาต่อคนและสัตว์จำนวนมาก แต่เมื่อพระองค์ทรงมีปัญญามีเหตุผลการกระทำ การตัดสินพระทัยในการกระทำก็มีเหตุผล ผลของการกระทำก่อให้เกิดความสงบสุขต่อพระองค์เองและต่อสังคมส่วนรวม

๕. กระบวนทัศน์หลังยุคใหม่หรือ หลังนวยุค (Post Modern Paradigm) แนวคิดของคนยุคนี้เป็นกระบวนทัศน์ที่ข้ามพ้นกระบวนทัศน์ทั้ง ๔ ดังกล่าวแล้ว ในพระสูตรนี้เป็นเหตุการณ์ถึงแม้ว่าผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วก็พบว่าสอดคล้องกับนวยุคนี้ เพราะอะไร เพราะว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงละทิ้งความเชื่อเดิมไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปแบบที่ถือปฏิบัติกันมาช้านานคือการบูชายัญที่นำไปสู่ความแตกแยก การฆ่าการทำลาย การฆ่ากันเพื่อสนองความสุขส่วนพระองค์เอง แต่รับรูปแบบการบูชายัญแบบใหม่เป็นการรื้อถอนที่ไม่ทิ้งของเดิม(ใช้ศัพท์หรือคำเดิม) แต่เปลี่ยนรูปแบบวิธีการใหม่ตามที่พระพุทธศาสนาได้สอนไว้ถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้บริหารผู้ปกครองกับประชาชนและสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายด้วย พัฒนารูปแบบการปกครองและรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิม
สรุป การตีความ “ยัญญสูตร” ด้วยกระบวนทัศน์ทั้ง ๕ ดังที่อธิบายมาข้างต้นนั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการศึกษาหลักคำสอนด้วยการตีความ คือ ความพยายามล้วงลึกไปถึงเจตนารมณ์ของผู้แสดงข้อความนั้นๆ ไว้(พระพุทธองค์) โดยแยกแยะประเด็นออกมาอธิบาย ขยายความให้เห็นประจักษ์ชัด แล้วกำหนดความหมายอันแท้จริงของข้อความนั้นตามความเข้าใจของข้าพเจ้าโดยอาศัยการศึกษาค้นหาจากท่านผู้อื่นด้วย เป้าหมายสำคัญคือ มุ่งให้เกิดปัญญาและแก้ข้อกังขาเป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาคำสอนไว้ด้วย ส่วนผลอาจจะเกิดตามมาคือความศรัทธาที่เรียกว่า ตถาคตโพธิสัทธา คือ ความศรัทธาเลื่อมใสในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าตรงกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาวิชา ศาสตร์แห่งการตีความตามแนวพุทธศาสน์


[๑] ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ, “บทบาทของกระบวนทัศน์ในการสอนปรัชญา”ราชบัณฑิตยสถาน,ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑. (มกราคม-มีนาคม,๒๕๔๘), หน้า ๒๕๘.
[๒]ณ ภัทรดิศ สุริยกมลจินดา,“บทบาทของกระบวนทัศน์ในการสอนปรัชญา”ราชบัณฑิตยสถาน,ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑. (มกราคม-มีนาคม,๒๕๔๘), หน้า ๒๕๘.

[๓] ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ , พื้นฐานจริยศาสตร์วิชาชีพ (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, ๒๕๓๘), หน้า๑๑.
[๔] ดร.สุวิญ รักสัตย์, “สาส์นจากบก.” บัณฑิตศาส์น มมร,ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๙(พฤษภาคม-ตุลาคม,๒๕๔๘), หน้า ๖.
[๕] ยัญญสูตร .สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๓๔๙-๓๕๑/๙๕-๙๗.
[๖] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. (กรุงเทพฯ:นานมีบ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า๘๙๗.
[๗] สุชีพ ปุญญานุภาพ,คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา (กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๓), หน้า ๗๘-๗๙.
[๘] พระเทพเวที(ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ ๗.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หน้า๑๖๙.
[๙] รายละเอียดเนื้อหาทั้งหมดผู้สนใจอ่านได้จาก สุชีพ ปุญญานุภาพ,คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓), หน้า ๖๘-๘๑.
[๑๐] พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช,ป.ธ.๙,ราชบัณฑิต). จริยธรรมสำหรับผู้บริหาร(หลักการและคำสอนทางพระพุทธศาสนากับการปกครองท้องถิ่น) . (กรุงเทพฯ: เอ๊กซเปอร์เน็ท, ๒๕๕๑), หน้า ๑๖๖.

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551

ปรัชญาชีวิตตามพระสุตตันตปิฎก

ปรัชญาชีวิตเรื่องชีวิต ความรู้ ความจริง ความดีและความงาม
ความนำ
ในการดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีรูปแบบที่ดีมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับธรรมชาติ เพราะคำสอนนั้นจะเน้นเรื่องของชีวิตที่เกี่ยวโยงกับความรู้ ความจริงซึ่งเป็นพื้นฐานของความดี และความดีนั้นเองจะเป็นลักษณะที่สะท้อนของความจริงเป็นเรื่องของคุณค่า และกลายเป็นผลของงามซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความดี ความจริง สิ่งเหล่านี้เป็นสาระสำคัญของการดำเนินชีวิตตามพุทธธรรมที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฏก ธรรมะนั้นตามหลักความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ความจริงที่เรียกว่า ธาตุ เป็นกฎธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว คือหลักไตรลักษณ์ ที่ว่าด้วยภาวะของสรรพสิ่งที่ถูกปรุงแต่งแล้วเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงนั้น จึงนำมาเปิดเผยด้วยการบอกกล่าว แสดง จำแนก ให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ทรงแสดงปัจจัยแห่งการเกิดทุกข์และการดับทุกข์ พร้อมทั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นปฏิปทาเครื่องดำเนินไปสู่ความดับทุกข์เป็นการประกาศพระธรรมด้วยทศพลญาณ คือกำลัง ๑๐ ประการที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงมั่นพระทัยยืนยันฐานะการบรรลุธรรมสูงสุด
ชีวิตในพุทธปรัชญา
ชีวิตคืออะไร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน [๑]ให้คำนิยามว่า ชีวิต คือความเป็นอยู่ตรงข้ามกับความตาย ในอรรถกถาพระวินัยอธิบายว่า ภวนติ อาหุวนฺติ จาติ ภูตา . ชายนฺติ วฑฺฒนฺติ ชาตา วฑฺฒิตา วาติ อตฺโถ[๒] มีใจความว่าเพราะเกิด และเจริญเติบโตจึงชื่อว่าเป็นคือชีวิตจึงกล่าวได้ว่าชีวิตคือสิ่งที่มีการเกิด การเจริญเติบโต
ในคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งชีวิตเป็น ๒ ระดับคือ สิ่งมีชีวิตที่มีจิต อันได้แก่สัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่พรหม เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก และสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีจิต อันได้แก่พวกภูตคามหรือพีชคามทั้งหลาย ในที่นี้จะพูดถึงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น กรณีชีวิตมนุษย์นั้นในธาตุวิภังคสูตรแสดงไว้ว่า ชีวิตประกอบไปด้วยธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ[๓] กล่าวโดยสรุปคือ รูปที่เรียก สสาร และนามที่เรียกว่า อสสาร ชีวิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยองค์ประกอบ ๓ คือ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และมีสัตว์คือวิญญาณหรือจิตมาปฏิสนธิจึงก่อให้เกิดเป็นชีวิตขึ้นมาได้ จะเห็นได้ว่าชีวิตในทางพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้เกิดจากการสร้างของพระเจ้าหรือเทพเจ้าอย่างที่ศาสนาที่เป็นเทวนิยมทั้งหลายสอนไว้ แต่เกิดจากกระบวนการของธรรมชาติ หรือเหตุปัจจัยนั่นเอง ชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วจะมีความต้องการพื้นฐานเหมือนกันดังในเวฬุทวารสูตร [๔] คือ อยากมีชีวิตอยู่ (ชีวิตุกามะ) อยากไม่ตายหรือไม่อยากตาย (อมริตุกามะ) อยากมีความสุขหรือต้องการสุข ( สุขกามะ) และ รังเกียจความสุขหรือไม่ต้องการทุกข์ อาจกล่าวได้ว่าทุกชีวิตไม่ว่าคน สัตว์ พืช ล้วนรักสุขเกลียดทุกข์ อยากอยู่ไม่อยากตาย
ความรู้
เมื่อมีชีวิตอยู่แล้วอยู่ไปเพื่ออะไร อาจจะตอบได้ว่าเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาความรู้ เพื่อการทำความดี หรือเพื่อค้นหาความจริง แต่ทางพระพุทธศาสนาสรุปว่า ชีวิตที่ดีที่ประเสริฐนั้นต้องอยู่ด้วยปัญญา [๕] ก็จะเกี่ยวโยงกับความรู้ที่มาของความรู้หรือเรียกว่าญาณวิทยาหรือญาณปรัชญา มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องของความรู้ ปัญญา เพื่อการพัฒนาชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ เครื่องมือในการแสวงหาความรู้สำหรับมนุษย์ก็คือสิ่งที่อยู่ภายในตนที่เรียกว่าประสาทสัมผัสทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำหน้าที่ในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบ การทำหน้าที่ใน ๕ ส่วนนี้ก็จะส่งไปยังประสาทสัมผัสที่ ๖ คือ ใจจะทำหน้าที่รู้สึก(แยกแยะ) รู้จำ(จัดเก็บ) รู้คิด(ผสมผสาน)และรู้แจ้ง รู้ชัด ( ใช้งาน) ความรู้ที่ได้จากการรับรู้ทางอายตนะเหล่านี้ยังไม่เป็นความรู้อย่างแท้จริง แต่เรียกว่าเป็นการรับรู้เท่านั้น เพราะว่าการรับรู้เหล่านั้นเป็นความรู้ที่กระจัดกระจาย ยังไม่จัดให้เป็นระบบ ส่วนความรู้ที่แท้จริงหรือความรู้ที่เป็นระบบนั้นพระพุทธศาสนาได้แสดงว่าเกิดขึ้นจาก ๓ แหล่งหรือ ๓ วิธีด้วยกันคือ[๖]
๑. สุตะ คือการฟัง หมายถึงกระบวนการศึกษาหรือการเรียนรู้ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ก็อาศัยกระบวนการรับรู้ของอายตนะนั่นเองในการเรียนรู้ หรือศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ แต่มิใช่เป็นเพียงการรับรู้ แต่มีการเรียนรู้สิ่งที่รับรู้นั้นอย่างเป็นระบบดังที่ท่านแสดงไว้ว่า “พหุสฺสุโต สุตธโร สุตสนฺนิจโย” [๗] ความว่า “ฟังมาก ทรงจำสิ่งที่ฟังได้ สั่งสมสิ่งที่ได้ฟังนั้นไว้” ซึ่งหมายความว่าต้องมีการเรียนรู้แล้วจดจำไว้และจดจำไว้อย่างเป็นระบบนั่นเอง ฉะนั้น ความรู้ในระดับนี้จึงมีลักษณะเป็นการรู้จำ หรือรู้แล้วจำไว้ (สัญญา) เรียกว่า สุตมยปัญญา
๒. จินตา คือการคิด หมายถึงกระบวนการของการคิดหรือการใช้เหตุผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจากสุตะนั่นเอง ซึ่งหมายความว่าการเรียนรู้ในระดับนี้ไม่หยุดอยู่แค่จำสิ่งที่เรียนรู้ไว้เท่านั้น แต่นำเอาสิ่งที่จำไว้นั้นเข้ามากระบวนการคิดหรือการใช้เหตุผลอีกทีหนึ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือรู้ความหมายของสิ่งนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า “ พหุสฺสุตา ธตา วจสา มนสานุปฺขิตา ทิฎฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา” [๘] ความว่า “ ฟังมาก จำได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยทิฏฐิ (คือเข้าใจทะลุปรุโปร่ง)” ความรู้ในระดับนี้จึงมิใช่เพียงจำได้เท่านั้น แต่มีความเข้าใจในสิ่งที่จำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ความรู้ในระดับนี้เป็นความรู้ที่ละเอียดอ่อนหรือประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งและความรู้ลักษณะนี้จะประมวลไว้ในจิตในแบบที่เรียกว่าทิฏฐิ (ความเข้าใจ, ความเห็น, ความเชื่อ) เรียกว่า จินตามยปัญญา
๓. ภาวนา คือการให้มีขึ้น หรือการพัฒนา หมายถึง กระบวนการของการพัฒนาจิตหรืออบรมจิตเพื่อทำจิตให้สงบนิ่ง พร้อมทั้งกำจัดหรือขับไล่สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมองคือ กิเลสออกไปจากจิต จิตก็สงบใสบริสุทธิ์ ปัญญาญาณหรือความสามารถในการหยั่งรู้ก็เกิดขึ้น ความรู้ที่ได้จากญาณนี้ พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือตรงตามความเป็นจริง เพราะการรู้ด้วยญาณนั้น พระพุทธศาสนาถือว่าเป็น การรู้สิ่งนั้น ๆ ตามที่เป็นจริง ดังพุทธพจน์ว่า สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ[๙] ความว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความจริงย่อมปรากฏ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ แปลว่า เห็นด้วยญาณตามเป็นจริง ความรู้ในระดับนี้เป็นความรู้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับตัวกลางหรือสื่อใด ๆ แต่เป็นการรู้ตรงของจิต มีลักษณะเป็นการหยั่งรู้(ญาณ) หรือเป็นความรู้ระดับเหนือประสบการณ์และเหนือเหตุผล เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ในความรู้ทั้ง ๓ คือ ความรู้ระดับสุตะ และจินตาเป็นความรู้ขั้นสามัญ ส่วนความรู้จากภาวนา เป็นความรู้ขั้นวิสามัญ หรือเหนือธรรมดา ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อภิญญา ความรู้ทั้งสองนี้จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อนำความรู้ไปเพื่อช่วยเหลือตนเองหรือป้องกันตนเองได้ที่เรียกว่านิปกปัญญา หรือ เนปักกปัญญา คือ ปัญญารักษาตนหรือรักษาตัวรอด[๑๐] ความรู้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตคือรู้ว่าอะไรดี รู้ว่าอะไรชั่ว และรู้วิธีที่จะช่วยให้ทำดีเว้นชั่วได้อย่างสมบูรณ์ แต่ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็ยังถือว่าไม่ใช่สุดยอดแห่งความรู้ทางพระพุทธศาสนา เพราะสุดยอดของความรู้ก็คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นทุกข์ดังพุทธพจน์ที่ว่า “พรหมจรรย์นี้...มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์.....มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์... (แต่) มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบเป็นประโยชน์เป็นสาระเป็นผลสุดท้าย”[๑๑] และอีกพระสูตรหนึ่งกล่าวไว้ตรง ๆ ว่า “ ปรมา อริยา ปญฺญา ยทิทํ สพฺพทุกฺขขเย ญาณํ”[๑๒] แปลว่า สุดยอดของปัญญาคือ ความรู้ในความสิ้นทุกข์
เพราะฉะนั้น ในการใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นจะต้องเป็นความรู้ที่แท้จริงคือความรู้ที่ถูกต้อง แท้จริงถูกต้องอย่างไร คือเมื่อความรู้เกิดขึ้นความชั่วต้องลดลงหรือรู้มากเท่าไรความชั่วยิ่งลดลงเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ต้องรู้ถึงขั้นขจัดทุกข์ที่เป็นต้นตอของปัญหาได้คือ การเกิด แก่ และตาย นั้นคือสุดยอดของความรู้ที่มนุษย์ควรแสวงหาในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ความจริง
เมื่อชีวิตมีความรู้ที่ดี ถูกต้องแล้วก็ต้องรู้มากขึ้น รู้อะไร รู้ความจริง ความจริงในทางพระพุทธศาสนานั้นเราเรียกว่าอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ สามารถทำให้ผู้รู้เป็นผู้ประเสริฐที่เรียกว่าเป็นพระอริยบุคคลนั่นเอง ความจริงในอริยสัจ ๔ นั้นกล่าวโดยสรุปแล้วคือการรู้ความจริง ๒ ประการคือความจริงเกี่ยวกับทุกข์ และความจริงเกี่ยวกับการดับทุกข์ หรือถ้าให้สั้นกว่านั้นคือการรู้ความจริงเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ที่เป็นนามรูป ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์และ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา[๑๓] การรู้ความจริงในพุทธปรัชญาจะเน้นเรื่องการรู้ภายในคือเรื่องของขันธ์ ๕ และจะไม่ให้ความสำคัญกับความรู้ภายนอก เช่นเรื่องโลก จักรวาล เป็นต้น เพราะไม่ใช่เป้าหมายของความรู้คือ ความรู้เหล่านั้นไม่อาจนำมนุษย์พ้นทุกข์ได้
ความดี
การรู้ความจริงนั้นเป็นพื้นฐานของความดี ความดีคืออะไร ในพระพุทธศาสนามีคำที่ใช้เรียกหรือใช้แทนที่หมายถึงความดีหลายคำ คือ บุญ กุศล ธัมมจริยา สมจริยา สุจริต กรณียะ[๑๔] คำเหล่านี้ในความหมายรวมหมายถึงความดี ความดีอาจแบ่งได้ ๒ ลักษณะ[๑๕]คือ ความดีในเชิงเหตุได้แก่คุณธรรมและการกระทำที่ดีทั้งหลายซึ่งเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งผลดีหรือผลที่ดี ความดีส่วนนี้อาจเรียกว่า เป็นความดีเชิงอุปกรณ์ และความดีเชิงผล ได้แก่วิบาก หรือผลดีที่เกิดจากการประพฤติธรรมหรือการทำดีในลักษณะต่าง ๆ การทำความดีอาจแบ่งเป็น ๓ ระดับคือ ความดีขั้นต้น ความดีขั้นกลาง และความดีขั้นสูง

ความงาม
ความดีทั้งสามขั้นนี้จะเกี่ยวโยงกับความงามในทางพระพุทธศาสนาด้วย เพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงประทานวิธีการประกาศพระศาสนาที่เรียกว่า พรหมจรรย์ แก่พระอรหันต์ ๖๐ องค์ ก็เน้นเรื่องความดีและความงาม งามอย่างไร ในพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่าจงประกาศพรหมจรรย์ซึ่งงามในเบื้องต้น (อาทิกลฺยาณํ) งามในท่ามกลาง (มชฺเฌฺกลฺยาณํ) และงามในที่สุด (ปริโยสานกลฺยาณํ) ความดีหรือความงามในเบื้องต้นได้แก่ความดีระดับวัตถุด้วยการมีทรัพย์สมบัติ และมีเบญจศีลซึ่งถือว่าเป็นคนดีคนงาม ที่เรียกว่า ดีแบบปุถุชน ความดีหรือความงามในท่ามกลางได้แก่การมีศีลมีธรรม มีสมาธิที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้ในระดับหนึ่งคนดีระดับนี้อาจเรียกว่า กัลยาณชน ความดีหรือความงามในที่สุด ได้แก่ความดีความงามที่เกิดจากการพัฒนาชีวิตมีศีล สมาธิ ปัญญา ดำเนินตามทางสายกลางที่เป็นส่วนเหตุทำให้ผู้นั้นสามารถทำลายกิเลสตามระดับต่าง ๆ (สังโยชน์ ๑๐)[๑๖] จนทำให้ผู้นั้นกลายเป็นคนดีคนงามที่เรียกว่า อารยชน หรือ อริยบุคคล ความงามที่แสดงออกผ่านคนดีแสดงให้เห็นว่า ความงามเป็นการปรากฏของความดีนั่นเอง




สรุป
แนวคิดในการดำเนินชีวิตตามคำสอนทางพระพุทธศาสนาต้องพัฒนาความรู้ที่สามารถลดละหรือกำจัดกิเลสความชั่ว หรือที่เรียกว่า รู้เพื่อทำดีและรู้เพื่อละชั่ว ความรู้ที่ต้องค้นหาศึกษาคือเรื่องของความจริงที่เกี่ยวกับตนเอง ศึกษาเรื่องภายในตนเป็นความจริงที่นำไปสู่ความดีที่เป็นส่วนเหตุคือกุศลกรรม การทำความดี และจะได้รับผลที่ เรียกว่า กุศลวิบาก เมื่อทำความดีและได้รับผลของความดีจะทำให้เกิดความงามที่เป็นปรากฏการณ์ของการทำความดี งามทั้งภายใน ที่เรียกว่าคุณงามความดี งามทั้งภายนอก ที่เรียกว่างามด้วยกิริยาท่าทาง จะเห็นได้ว่าเรื่องของชีวิต ความรู้ ความจริง ความดี และความงามเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในฐานะเป็นปรัชญาชีวิตซึ่งจะก่อให้เกิดความดีความงามแก่ชีวิตตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติต่อไป
[๑] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับบิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๓๖๖.
[๒] สมนฺต. ทุติย. ๓๕๔.
[๓] ๑๔/ ๖๗๙ /๔๓๖.
[๔] สํ. มหา. ๑๙/ ๑๔๕๙/ ๔๔๓.
[๕] สํ. สคา. ๑๕/ ๒๐๓ /๕๘.
[๖] สุเชาวน์ พลอยชุม, พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๑), หน้า ๑๐๗-๑๑๐.
[๗] อํ. ปญฺจก. ๒๒/ ๘๗ /๑๒๙.
[๘] อํ. ปญฺจก. ๒๒/ ๘๗ /๑๒๙.
[๙] สํ. ส ฬา . ๑๘ /๑๔๔/ ๙๘.
[๑๐] ขุ.มหา.๒๙/๙๒๑/๕๘๗; อภิ.วิ. ๓๕/๕๙๙/๓๒๘;๓๕/๑๑๐๗/๕๗๒.
[๑๑] ม.มู ๑๒/๓๕๒/๓๗๓.
[๑๒] ม.อุ.๑๔/๖๙๒/๔๔๕.
[๑๓] อํ ติก. ๒๐/๓๖๘/๕๗๖.
[๑๔] อํ. ทุก. ๒๐/๒๖๒-๒๖๕/๗๑.
[๑๕] สุเชาวน์ พลอยชุม, พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๑) , หน้า ๑๖๗.

[๑๖] สังโยชน์ ๑๐ คือกิเลสอันผูกใจสัตว์,ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์หรือผูกกรรมไว้กรรมผล ได้แก่ สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน วิจิกิจฉา ความสงสัยความลังเลไม่แน่ใจ สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรตโดยสักว่าทำตาม ๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยเพียงศีลและวัตร กามราคะ ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ, ความงดหงิดขัดเคือง รูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌานหรือในรูปธรรมอันประณีต , ความปรารถนาในรูปภพ อรูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌานหรือในอรูปธรรม,ความปรารถนาในอรูปภพ มานะ ความสำคัญตนคือถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน และ อวิชชา ความไม่รู้จริง,ความหลง (พระเทพเวที(ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม ( พิมพ์ครั้งที่ ๗ , กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๕) หน้า๒๘๙-๒๙๐.

ศาสตร์การตีความแนวพุทธศาสน์

อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ ทุสฺสีโล ลภเต นโร วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ สทา ลภติ สีลวา[๑]
คนผู้ทุศีลย่อมได้รับความติเตียน และความเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลย่อมได้รับชื่อเสียง
และความยกย่องสรรเสริญทุกเมื่อ.
สุภาษิตข้างต้นนี้เป็นการแสดงให้เห็นโทษของการไม่มีศีล คือการได้รับการติเตียนและการเสียชื่อเสียง และได้แสดงคุณของการมีศีล คือการมีชื่อเสียงและการยกย่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายตามแนวเทศนาหาระตามลำดับไป

ศีลคืออะไร
คำว่า “ศีล” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน [๒] อธิบายว่า ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดการปฏิบัติกายและวาจา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ , การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช,ป.ธ. ๙,ราชบัณฑิต)[๓] ได้อธิบายไว้ว่า สีล หรือ ศีล แปลว่าปกติ,สภาวะเดิม ,ธรรมชาติ โดยวิเคราะห์ศัพท์ในนัยต่าง ๆ คือ

จิตฺตํ สีลติ สมาทหติ เอเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเหตุสงบแห่งจิต (สีลในความหมายว่าสงบ)
สิโนติ จิตฺตํ เมเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเครื่องผูกจิตไว้
สีเลนฺติ กุสลธมฺเม อุปธาเรนฺติ เอเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเหตุให้ดำรงกุศลธรรมไว้ได้ (สีล ธาตุ ในความหมาย ว่าทรงไว้)
สีเลติ อุปธาเรติ ตํสมงฺคีปุคฺคลํ อปาเยสุ อุปฺปตฺตินิวารณวเสน ภูโส ธาเรตีติ สีลํ ธรรมที่ดำรงบุคคลผู้มีพร้อมไว้มิให้เกิดในอบาย(สีล ธาตุ ในความหมายว่าทรงไว้)

จะเห็นได้ว่าคำว่า สีล มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับการอธิบายและการนำไปใช้ แต่สรุปได้ว่า คำว่า สีล
ตรงกับภาษาบาลีว่า “ สีล” แต่ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ศีล” ตามศัพท์แปลว่า ปกติ ,ประเสริฐ ,เกษม ,สงบหมายความว่า คนที่มีจิตเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ และชักไปทำชั่วทำผิด จิตเป็นปกติ เมื่อจะทำอะไรทางกายด้วยจิตที่เป็นปกติ ก็ไม่ทำกายทุจริต เมื่อจะพูดอะไรทางวาจา ก็ไม่พูดวจีทุจริตเมื่อคิดเรื่องราวอะไรทางใจ หรือทางมนะ ก็ไม่คิดเป็นมโนทุจริต เพราะฉะนั้น ใจจึงเป็นศีล ทำทางกาย กายก็เป็นศีล ทำทางวาจา วาจาก็เป็นศีล,คิดทางมนะ มนะก็เป็นศีล แต่ถ้า โลภะโทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นครอบงำจิต ก็ทำให้คิดอยากได้ ให้คิดล้างผลาญ ให้หลงงมงาย ทีนี้เสียปกติจิตก็วิปริต เสียศีลภายในทางใจ เมื่อศีลทางใจเสียไปแล้ว ทำอะไรทางกายด้วยอำนาจ พูดทางวาจาก็เป็นวจีทุจริตคิดทางมนะก็เป็นมโนทุจริต โดยตรงเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อมุ่งเอาอาการที่ปรากฏก็คือทางกาย ทางวาจา เพราะทางใจคนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ รู้ได้แต่ตัวเอง คนที่เว้นจากทำชั่วทางกายก็เป็นศีลทางกาย เว้นชั่วทางวาจา ก็เป็นศีลทางวาจา คนที่รักษาศีลนั้นสามารถรักษาศีลเพียงทางกายและวาจาเท่านั้น แต่ศีลไม่สามารถควบคุมถึงจิตใจได้ ถึงแม้ว่าใจจะไม่เป็นปกติเป็นศีลแท้ แต่กายก็ไม่ทำทุจริต วาจาไม่พูดทุจริต ยังดีกว่าทำกายทุจริต พูดวจีทุจริต เมื่อรักษาศีลทางกาย ทางวาจา ไปจนเตือนใจ สะกิดใจ ให้ใจสงบจาก โลภะ โทสะ โมหะ ได้ แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ นี่เป็นศีลทางใจ เป็นศีลแท้

อีกนัยหนึ่ง[๔] เจตนาที่รักษากายกรรม วจีกรรม ให้ตั้งเป็นปกติดี เว้นจากประพฤติชั่วทุจริต ชื่อว่า ศีล ศีลในทางปกครอง คือการประพฤติตามกฎหมายจารีตประเพณีอันดีงาม ศีลนั้นอาจ แบ่งออกได้เป็น ๒ คือ เป็น อาการอย่างหนึ่ง เป็นตัวศีลอย่างหนึ่ง อาการคือ เมื่อตั้งใจรักษา ระวังไม่ให้ประพฤติล่วง นี่เรียกว่ารักษาอาการของศีล ตั้งใจรักษาอาการของศีลจนไม่คิดประพฤติล่วง จิตสงบเป็นปกติ หรือเห็นโทษของการล่วงศีล แล้วจิตสงบเป็นปกติไม่คิดล่วง นี่ได้ชื่อว่าตัวศีล เพราะฉะนั้น การตั้งใจรักษาอาการไม่ให้ประพฤติชั่ว เป็นอาการของศีล ตั้งใจรักษาไปจนจิตเป็นปกติไม่คิดล่วงเป็นตัวศีล

ส่วนที่แปลว่า ประเสริฐนั้น หมายถึงผู้ที่มีศีลเป็นผู้ประเสริฐ เพราะเขาไม่ละเมิดสิทธิชีวิตของสัตว์อื่น ไม่ละเมิดสิทธิทรัพย์สินผู้อื่น ไม่ละเมิดสิทธิคู่ครองของคนอื่น ไม่ละเมิดสิทธิการสื่อสารของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดเป็นผู้ประเสริฐ เพราะมีสติสัมปชัญญะไม่เมามัวเพราะการเสพดื่มสิ่งเสพติดทุกประเภท หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ การมีศีล ๕ นั้นเอง ผู้ที่รักษาศีล ๕ เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเป็นผู้มีจิตใจสูงที่เรียกว่า เป็นมนุษย์ เพราะมีมนุษยธรรม ธรรมะที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ ได้แก่ศีล ๕ ข้อ คนที่มีศีล ๕ เป็นผู้ประเสริฐโดยแท้

โทษของการไม่มีศีล
ในสุภาษิตนี้ได้แสดงโทษ(อาทีนวะ) ของผู้ทุศีลก่อนแล้วจึงแสดงคุณ (อัสสาทะ) ทีหลัง ผู้ทุศีล คือผู้ที่ไม่มีเจตนาจะงดเว้นจากการรักษาศีล ๕ ข้อข้างต้นชื่อว่าผู้ทุศีล ย่อมได้รับโทษคือ การติเตียน และการเสียชื่อเสียง ติเตียนอย่างไร ติเตียนว่าผู้นั้นเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบพูดโกหกหลอกลวง พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นคนติดเหล้าติดยาเป็นคนเมา เป็นต้น และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เสียชื่อเสียงอย่างไร เสียชื่อว่าคนนี้เป็นคนใจร้ายไม่มีเมตตากรุณาชอบฆ่าคนฆ่าสัตว์ ชอบลักปล้นจี้ขโมยของคนอื่นเป็นคนส่ำส่อนชอบผิดลูกเมียคนอื่น เป็นคนเชื่อถือไม่ได้ชอบโกหกหลอกลวงพูดจาไม่สุภาพ และเป็นขี้เมาขี้เหล้า ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย พระพุทธเจ้าได้ตรัสโทษของการทุศีลไว้ในสีสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตถึง ๕ ประการคือ

๑. ทำให้เสื่อมโภคทรัพย์
๒. ทำให้ไม่กล้าหาญเมื่อเข้าสู่ที่ประชุม
๓. ทำให้วิญญูชนติเตียน
๔. ใกล้ตายก็หลง
๕. เมื่อตายแล้วไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต[๕]
นอกจากโทษทั้ง ๕ อย่างแล้วผู้ทุศีลนั้นไม่เป็นที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ตักเตือนไม่ได้ เป็นผู้ถึงความทุกข์เพราะถูกติเตียน จะเห็นได้ว่าการไม่มีศีลมีแต่โทษมีทุกข์มากมายเกินบรรยาย

ประโยชน์หรือคุณค่าของการมีศีล
ผู้มีศีลนั้นท่านกล่าวว่ามีความไม่เดือดร้อนเป็นผล ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ชื่อเสียงย่อมฟุ้งขจรไปตามนัยสุภาษิตข้างต้นนั้น นอกจากนั้นอานิสงส์ของการมีศีลนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสีสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตตรงข้ามกับการทุศีลมี ๕ ประการคือ
๑. ทำให้ได้รับโภคทรัพย์สมบัติมาก
๒. เกียรติศัพท์อันดีย่อมฟุ้งขจรไป
๓. เป็นผู้องอาจกล้าหาญในการเข้าสู่ที่ประชุม
๔. เมื่อใกล้ตายก็ไม่หลงตาย
๕. เมื่อตายไปแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์[๖]

ศีลนี้เองเป็นเหตุทำให้ผู้รักษาปฏิบัติตามย่อมก้าวสู่ทางแห่งพระนิพพานหรือการทำลายกิเลสทั้งหลายได้เป็นเหตุก่อให้เกิดสมาธิและปัญญาและทำให้พ้นจากกิเลสทั้งหลายได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร[๗]ว่า
“สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส
สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา
ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ”

แปลว่า สมาธิที่ศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตที่ปัญญาอบรมแล้วย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลายโดยชอบทีเดียว จากพระพุทธดำรัสนี้แสดงให้เห็นว่าการมีศีลหรือผู้มีศีลนั้นสามารถเข้าสู่ความพ้นทุกข์ได้เป็นทางออกแห่งทุกข์ได้

อานิสงส์ของการมีศีล
ผู้มีศีลได้รับประโยชน์มากหลายประการดังกล่าวแล้วข้างต้น ประโยชน์ระดับพื้นฐานคือความสุขความเจริญ มีทรัพย์สมบัติ ได้รับการยกย่อง มีชื่อเสียง ในระดับกลาง คือความสุขในอนาคตเช่นการมีสุคติคือไปสู่สถานที่ดี หรือแม้ชีวิตหลังความตามก็ได้สุคติโลกสวรรค์เป็นผลของการมีศีลนั่นเอง ส่วนประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพานก็จะได้รับเพราะการมีศีลเป็นเหตุ นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้นได้รับผลอานิสงส์ทั้ง ๓ ระดับดังกล่าวแล้ว กล่าวโดยสรุปผลหรืออานิสงส์ของศีลท่านจะสรุปไว้ในตอนท้ายศีล ๓ ประการคือ

๑. สีเลน สุคตึ ยนฺติ ศีลทำให้คนไปสุคติ คำว่า “สุคติ” อาจอธิบายได้ ๒ นัย คือ นัยที่ ๑ แปลว่าไปดี คือคนที่มีศีลนั้นจะไปที่ไหนก็ไปดี เกินทางไปที่ไหนก็ดีปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะว่าไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น เป็นอันตรายต่อสังคม ได้ชื่อว่าไปดี เพราะไปสู่ที่ดีได้ ที่ประเสริฐได้ คนที่มีศีลเขาก็ยกย่องให้มีฐานะ มีตำแหน่ง มีที่อยู่ มีอะไรที่ดี ๆ เพราะศีลนี้ส่งไปสู่สุคติ คือส่งให้ไปสู่ที่ดี นัยที่ ๒ สุคติหมายถึงภูมิที่ไปเกิดในที่ดี สุคติหรือภูมิที่ไปเกิดในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านแยกเป็น ๒ คือ สวรรค์ และมนุษย์ มนุษย์นี้จัดเป็นสุคติภูมิอย่างหนึ่ง อย่างคนที่ตาย ญาติมิตรเห็นเข้าเห็นเข้าก็พูดว่า ขอให้ไปที่ชอบ ๆ เถอะ คำว่าที่ชอบนั้นคือสุคตินั้นเอง ดังนั้น คำว่าสุคติจึงหมายถึงทั้งมนุษย์และสวรรค์ คนที่ไปสู่สุคติอาจจะเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะการเกิดในโลกมนุษย์ถือว่าเป็นสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็เป็นสุคติภูมิชั้นสูง ฉะนั้น เราควรมั่นใจควรพอใจว่าแม้เพียงศีลอย่างเดียวเราก็ไปสวรรค์ได้ ถ้าไม่ถึงสวรรค์ก็เป็นมนุษย์ ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่จะไปในที่ใดก็ไปดี ไปประเสริฐ ดังนั้น การมีศีลจึงถือว่าเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติภูมิ

๒. สีเลน โภคสมฺปทา ศีลทำให้คนได้รับทรัพย์สมบัติ ข้อนี้ถ้าพิจารณาไม่ชัดอาจจะทำให้เข้าใจผิด คำว่า ศีลทำให้ได้รับทรัพย์สมบัตินั้น คือว่า คนที่มีศีลจะทำมาหากินอะไรก็ได้ยั่งยืน เพราะไม่โกงเขา ไม่ฆ่าเขา ไม่หลอกลวงเขา คนก็เชื่อถือ จะทำมาค้าขายติดต่อก็ทำงานได้ผลดี ถ้าทำราชการก็ยั่งยืน แต่ถ้าไปโกงไปกินไปคอรัปชั่นก็ถูกไล่ออก ถูกติดคุก หรือบางทีก็ถูกทำร้ายถูกฆ่าตาย ทรัพย์สมบัติจะเกิดก็เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น พ่อค้าส่งของไปต่างประเทศ แต่ปลอมปนสินค้าเข้าไป ในที่สุดต่างประเทศเขาก็จับได้ก็งดสั่งสินค้า ทางรัฐบาลก็ไม่ให้บุคคลนั้นหรือบริษัทนั้นเป็นตัวแทนในการส่งออกต่อไป ทรัพย์สมบัติจะเกิดก็เกิดไม่ได้ ส่วนคนมีศีล เช่น พระสงฆ์ท่านจะมีคนถวายข้าวของมากมาย เพราะท่านมีศีลตรงกันข้ามพระรูปไหนไม่มีศีลก็จะไม่ได้รับการกราบการไหว้ไม่มีข้าวของจะฉัน เพราะฉะนั้น จึงถือว่าศีลทำให้บุคคลให้ได้รับทรัพย์สมบัติ ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่ไม่ดื่มเหล้าก็สามารถทำให้เก็บทรัพย์สมบัติได้มากไม่ต้องเสียเงินเพราะเหล้า เพราะถ้าดื่มเหล้าเมามายแล้วจะทำให้ทรัพย์สมบัติฉิบหายไปทั้งของตนและของคนอื่นด้วย

๓. สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ศีลทำให้คนดับทุกข์ความเดือดร้อนเข้าสู่นิพพานได้ คำว่า นิพฺพุตึ[๘] แปลว่าดับ คือดับความทุกข์ความเดือดร้อนได้ อย่างสูงคือดับเข้าสู่นิพพานได้ คนมีศีลนั้นจะดับทุกข์ความเดือดร้อนได้ เดือดร้อนเพราะขาดศีล แต่มีความสุขเพราะการมีศีล ในปัจจุบันนี้เห็นชัดเจนว่าคนมีศีลดับทุกข์ความเดือดร้อนได้มากประสพความสุขได้มาก เมื่อจิตขึ้นสู่สมาธิแล้วก็เกิดความสงบเกิดความเยือกเย็นเพราะมีศีลเป็นพื้นฐาน คนที่ไม่มีศีลแล้วมาทำสมาธิ สมาธิก็ไม่ดีหรือทำไม่ได้ แต่ถ้ามีศีลเป็นพื้นฐานแล้วยกจิตสู่สมาธิ ศีลก็ยังยกขึ้นสู่ปัญญาในที่สุดได้ด้วย เพราะฉะนั้น ศีลก็หมายถึงการทำให้เกิดความสงบขึ้น เพราะศีลทำบุคคลให้ดับทุกข์ความเดือดร้อนได้และเพราะศีลทำให้บุคคลให้ดับทุกข์ความเดือดร้อนถึงขั้นพระนิพพาน บุคคลจะได้พระนิพพานนั้นต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน แม้พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุพระนิพพานก็ต้องมีศีล เพราะศีลนี้เป็นบารมีข้อหนึ่งเรียกว่า ศีลบารมี

อุบายวิธีรักษาศีล
ในการรักษาศีลนั้นมีวิธีการ คือต้องมีวิรัติเจตนา คือเจตนาในการงดเว้นจากการทำความผิดที่เป็นข้อห้าม เช่น ศีล ๕ เป็นต้น อาจแบ่งย่อยเป็น ๓ ประเภทคือ
๑. สมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยการสมาทาน คือสมาทานหรือรับเอาด้วยตนเองก็ได้ ด้วยการรับจากผู้อื่นก็ได้ เช่น การสมาทานหรือรับศีล ๕ จากพระภิกษุ เป็นต้น
๒. สัมปัตตวิรัติ งดเว้นด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้แก่ การรักษาศีลของผู้ไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะรักษาศีล แต่มาประสบเหตุการณ์ที่จะทำให้ตนประพฤติล่วงศีล ก็ตั้งใจงดเว้นขึ้นในทันทีทันใดนั้นก็เป็นศีลเช่นกัน
๓. สมุทเฉทวิรัติ งดเว้นได้เด็ดขาด คือการรักษาศีลของพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านงดเว้นจากการประพฤติผิดศีล ๕ อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องสมาทาน เพราะจิตของท่านเห็นโทษของการขาดศีลอย่างแท้จริง ไม่ยอมประพฤติล่วงศีล แม้จะสิ้นชีวิตก็ไม่ยอมผิดศีล เหมือนคนกลัวตายไม่ยอมดื่มยาพิษ

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการรักษาศีลนั้นไม่ยุ่งยาก สำคัญคือต้องมีเจตนาในการงดเว้นนั่นเอง การรักษาศีลนี้แม้จะเป็นเพียงเบื้องต้นของการปฏิบัติแต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนำตนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตนเพื่อไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด คือพระนิพพานในอนาคต

ดังนั้น เมื่อเราทราบว่าผู้ที่ไม่มีศีลหรือผู้ทุศีลนั้นจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งในปัจจุบัน เช่น การติเตียนและการเสียชื่อเสียง ดังที่กล่าวไว้ในสุภาษิตข้างต้นนั้น และในอนาคตก็จะมีทุคติคือไปไม่ดีสู่สถานที่ไม่ดี เช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นต้น ส่วนผู้รักษาศีลผู้มีศีลนั้นได้รับผลตรงข้ามกันคือการยกย่องสรรเสริญและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน ในอนาคตก็จะได้รับสุคติ คือการไปสู่สถานที่ดี เช่น การเป็นเทวดาและมนุษย์ เป็นต้น และสามารถทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดเมื่อรู้โทษของการไม่มีศีลและรู้คุณของการมีศีลแล้วก็ควรจะรักษาศีลกันเถิด



[๑] พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฏฐ สุตฺต.ขุ. ๒๖/๓๗๘/๓๕๗.
[๒] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ( กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๐๓.
[๓] พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช,ป,ธ,๙,ราชบัณฑิต), ศัพท์วิเคราะห์. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๕๐), หน้า ๗๑๐.
[๔] สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, พระโอวาทธรรมบรรยายเล่ม ๑. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๖-๑๔๗.

[๕] พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ, ๑๔/๒๑๓/๒๒๖-๒๒๗ .
[๖] พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ, ๑๔/๒๑๓/๒๒๖-๒๒๗ .
[๗] พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฏฐ, สุตฺต.ที.มหา. ๑๐/๑๑๑/๑๔๓ .

[๘] พระราชวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ), การสั่งสมบุญด้วยการรักษาศีล.( กรุงเทพฯ: สุทธิสารการพิมพ์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๘-๒๙.

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

พุทธวิธีในการบริหาร

พุทธวิธีในการบริหาร
(Buddhist Style in Management)
โดย นายภูมิกิติ จารุธนนนท์
บทนำ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระคุณสมบัติยอดเยี่ยมหลายประการเช่นที่มีในพระไตรปิฎกกล่าวไว ๙ ประการ ที่เรียกว่า พุทธคุณ ๙ [๑] เช่น อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระองค์เป็นพระอรหันต์เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพระคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะพุทธวิธีในการบริหารและการปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระคุณสมบัติของนักบริหารและนักปกครองชั้นยอดของพระองค์ เพราะพระคุณสมบัติในด้านนี้ของพระองค์นั่นเอง จึงทำให้พระองค์สามารถประกาศพระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็วและเป็นปึกแผ่นคงสืบทอดมาถึงเราทั้งหลายถึงทุกวันนี้
ความหมายของคำว่า บริหาร
คำว่า บริหาร ตรงกับภาษาบาลีว่า “ปริหร” เป็นคำแสดงความหมายถึง ลักษณะของการปกครองว่าเป็นการนำสังคมหรือหมู่คณะให้ดำเนินไปโดยสมบูรณ์ นำหมู่คณะให้พัฒนาไปพร้อมกัน “ปริหร"อาจบ่งถึงความหมายที่ว่า การแบ่งงาน การกระจายอำนาจ หรือการที่สมาชิกในสังคมมีส่วนร่วมในการปกครองหมู่คณะก็ได้ ในพระไตรปิฎกมักจะใช้คำว่า “ปริหร" กับกลุ่มสังคม เช่น “อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามิ” เราจักปกครองภิกษุสงฆ์ [๒] เป็นต้น กิติ ตยัคคานนท์ กล่าวว่า “การบริหาร คืองานของผู้นำหรือของผู้บริหารที่กระทำเพื่อให้กลุ่มคนที่มาอยู่รวมกันทำงานให้สำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ"หน้าที่ของนักบริหารปรากฏอยู่ในคำจำกัดความที่พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวไว้ว่า “ การบริหาร หมายถึง ศิลปะแห่งการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น” จากการให้ความหมายของคำว่า บริหารจะเห็นได้ว่า การบริหาร (Administration) เป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงหรือเหมือนกับคำว่า การจัดการ (Management) นอกจากสองศัพท์นี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกันแล้ว ยังมีศัพท์อื่น ๆ อีกมากที่นำมาใช้ผสมปนเปกันไป เช่น การบริหารรัฐกิจ สาธารณบริหาร หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของรัฐศาสตร์ กล่าวโดยสรุป การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะการบริหารสามารถเรียนรู้และฝึกฝนเพิ่มเติมได้ แต่ในขณะเดียวกันการบริหารงานก็ต้องใช้ความรู้อันเป็นระบบที่เชื่อถือได้ร่วมกับการใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อให้งานบรรลุผลโดยได้ทั้งงานและได้ทั้งน้ำใจจากผู้ร่วมงานหลักการบริหารที่เราทั้งหลายมักจะนำมาใช้ในการบริหารงานนั้นมักจะนำแนวคิดหรือทฤษฎีของต่างประเทศมาใช้เป็นส่วนใหญ่ ดังที่กุลิคและเออร์วิค (Gulick and Urwick) จาก Management Theory and Practice ของเดล (Dale) ได้กล่าวถึงการบริหารงานให้ประสบผลสำเร็จผู้บริหารควรใช้กระบวนการบริหารงาน(Process of Management) ๗ ประการ (POSDCRB) คือ
๑. การวางแผน (Planning) เป็นการกำหนดลำดับกิจกรรมที่จะต้องกระทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการขององค์การ หรือหน่วยงาน หรือการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความยุ่งยากหรืออุปสรรคที่พึงจะมี หรือการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้การกำหนดให้มีแผนงานเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ปัญญาของมนุษย์และใช้ความเพียรพยายามที่จะนำทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์การวางแผนที่ดีย่อมทำให้ประสบผลสำเร็จถึงครึ่งหนึ่งแล้วดังคัมภีร์ยุทธศาสตร์ของซุ่นวูที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"เป็นการกล่าวให้เห็นถึงความสำคัญในการวางแผนที่ดีของแม่ทัพหรือผู้บริหาร ย่อมทำให้รบชนะศัตรู อย่างไรก็ตาม การวางแผนงานที่ดีต้องอาศัยข้อเท็จจริง สถิติ ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งอดีต และปัจจุบันนำมาร่วมพิจารณาประกอบการวางแผนด้วย ซึ่งการวางแผนเปรียบเสมือนการทำนายอนาคต จึงเป็นไปตามหลักจักขุมาของพระพุทธองค์
๒. การจัดองค์การ (Organizing) คือ การกำหนดตำแหน่งสายการบังคับบัญชาในองค์การ มีตำแหน่งอะไรบ้าง แต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ใครสั่งการใคร ซึ่งเป็นไปตามสายงาน
๓. การจัดอัตรากำลัง (Staffing) หมายถึง การสรรหาบุคคลเข้าทำงานในองค์การตามตำแหน่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยใช้หลักการใช้คนให้เหมาะกับงาน (Put the right man on the right job) เพื่อให้ทุกคนทำงานตามความสามารถและเกิดประโยชน์ต่อองค์การ ซึ่งคล้ายคลึงกับสัปปุริสธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนมีหลายประเภทมีจริตแตกต่างกัน ต้องใช้คนให้เหมาะกับจริตของแต่ละคน (จริตก็คือนิสัย)
๔. การอำนวยการ (Directing) หมายถึง การกำกับ สั่งการและมอบหมายงานให้แต่ละฝ่ายหรือแต่ละงานนำไปปฏิบัติตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้
๕. การประสานงาน (Coordinating) เป็นการติดตามฝ่ายหรืองานต่าง ๆ ว่าได้ดำเนินการถึงไหน มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นที่ใดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร่วมงานละทิ้งงานหรือทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็นไปตามหลักอปริหานิธรรมโดยผู้บริหารต้องหมั่นประชุมผู้ร่วมงาน
๖. การรายงาน (Reporting) เป็นการรายงานผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วว่าประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการควบคุมการทำงานอย่างมีหลักฐาน (การรายงาน) เพื่อการปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักอปริหานิยธรรม[๓]เช่นกัน
๗. การงบประมาณ (Budgeting) เป็นการจัดทำรายงานการใช้เงินในการดำเนินงานต่าง ๆ และรายงานเงินที่คงเหลือ เพื่อการวางแผนทางการเงิน (Fiscal Planning) และการควบคุมการใช้เงิน ซึ่งเป็นไปตามหลักจักขุมาและหลักวิธูโร

คุณลักษณะของนักบริหาร
นักบริหารจะทำหน้าที่ทั้ง ๗ ประการดังกล่าวได้สำเร็จ นักบริหารจะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทุติยปาปณิกสูตร[๔]ดังนี้
๑. จกฺขุมา หมายถึง ต้องมีปัญญามองการณ์ไกล ต้องเป็นผู้ฉลาดสามารถในการวางแผนและฉลาดในการใช้คนคุณลักษณะข้อนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Conceptual Skill
๒. วิธูโร หมายถึง ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการจัดการธุระต่าง ๆ หรือกิจการทั้งปวงได้ดีมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อนี้ตรงกับคำว่า Technical Skill
๓. นิสฺสยสมฺปนฺโน หมายถึง เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับเพื่อนร่วมงาน และบุคคลอื่น ซึ่งเป็นทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ข้อนี้ตรงกับคำว่า Human Relation Skillคุณลักษณะทั้ง ๓ ประการนี้มีความสำคัญมากน้อยต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแตกต่างของนักบริหารถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงต้องรับผิดชอบในการวางแผนแลควบคุมคนเป็นจำนวนมาก คุณลักษณะข้อที่ ๑ (จกฺขุมา) และข้อที่ ๓ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) สำคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒ (วิธูโร) มีความสำคัญน้อยลงมา เพราะผู้บริหารระดับสูงสามารถมอบหมายงานด้านเทคนิค หรือวิชาการให้ผู้ร่วมงานไปดำเนินการแทนได้ตามความสามารถและความเหมาะสมของผู้นั้นสำหรับผู้บริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้ง ๓ ข้อ (จกฺขุมา วิธูโรและนิสฺสยสมฺปนฺโน) มีความสำคัญเท่า ๆ กัน กล่าวคือ ผู้บริหารระดับกลางจะต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ร่วมงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีปัญญาที่จะมองการณ์ไกลหรือการวางแผนงานในอนาคตและวางแผนตัวเองเพื่อที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปสำหรับผู้บริหารระดับต้น จะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะข้อ ๒ (วิธูโร)และข้อ ๓ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) เพราะต้องลงมือปฏิบัติงานร่วมกับผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับต้นจำเป็นต้องพัฒนาคุณลักษณะข้อ ๑ (จกฺขุมา) ไปด้วย ก็คือ การพัฒนาปัญญาเพื่อเตรียมพร้อมเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางต่อไปจากคุณลักษณะและทักษะของผู้บริหารระดับต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวถึงนั้น
หลักธรรมสำหรับการบริหาร
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสำหรับนักบริหารหรือนักปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะ บริหารกิจการของหมู่คณะหรือประเทศชาติไว้อย่างมากมาย เพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้บริหารนั้นได้ใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าทรงเน้นถึงความสำคัญของผู้ปกครองหรือผู้บริหารเป็นอย่างมากว่าจะต้องประพฤติให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ฉะนั้นหลักในการบริหารตามแนวพุทธศาสนาสามารถสรุปลงได้ ๓ ประการ คือ
๑. การบริหารตน เป็นหลักการที่ว่าผู้บริหารที่ดี ต้องสามารถบริหารควบคุมตนเองให้ดีเสียก่อน จึงจะสามารถบริหารคนอื่นได้ดี
๒. บริหารคน เมื่อผู้บริหารสามารถบริหารตนได้ดีแล้ว ก็จะพัฒนาไปสู่การบริหารบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
๓. บริหารงาน คนกับงานเป็นสิ่งที่คู่กัน ถ้านักบริหารสามารถจัดการกับตนเอง คนได้ดีก็จะนำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารงานอย่างแน่นอนหลักธรรมสำคัญที่ผู้บริหารหรือผู้ที่เตรียมตัว เพื่อเป็นผู้บริหารควรจะพัฒนาทั้ง ๓ ด้าน คือ พัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนางาน เพราะการพัฒนาทั้ง ๓ ด้านนั้น จะสร้างความสุขให้แก่ตนเองและสังคม ทำอย่างไรจะพัฒนาได้ทั้ง ๓ ด้าน พระพิพิธธรรมสุนทร วัดสุทัศน์เทพวรารามได้นำเสนอหลักธรรมในการบริหาร ซึ่งจะทำให้การบริหารตน บริหารคนและบริหารงาน บรรลุความสำเร็จสมความประสงค์ไว้ ๑๑ ประการ คือ
๑. ส่งเสริมความรู้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนบริษัทของพระองค์ให้ทุกคนมีความรู้ การสอนคนนั้นต้องจัดทำเป็นบัว ๔เหล่า[๕] คือให้ความรู้ตามลักษณะภูมิปัญญา ดังนี้
๑.๑ บัวพ้นน้ำ (อุคฆติตัญญู) เป็นคนมีปัญญาเพียงยกหัวข้อธรรมะขึ้นแสดงก็บรรลุแล้ว หรือเพียงแต่ยกหัวข้อเรื่องก็เข้าใจแล้วไม่ต้องอธิบายมาก
๑.๒ บัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) เมื่ออธิบายความหัวข้อนั้นก็บรรลุแล้ว
๑.๓ บัวใต้น้ำ (เนยยะ) ต้องอธิบายเนื้อหาให้ละเอียดก็เข้าใจ สามารถแนะนำให้เป็นคนดีได 
๑.๔ บัวใต้น้ำ (ปทปรมะ) อธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจก็ต้องปล่อยเขาไป ให้เลิกสั่งสอนผู้บริหารคนใดที่พัฒนาแต่ความรู้ของตนเอง โดยไม่พัฒนาความรู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้อยู่ในความปกครอง ย่อมไปไม่รอด เหมือนมีแต่สมอง แต่อวัยวะทุกส่วนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต การทำงานย่อมสำเร็จได้ยาก
๒. อยู่อย่างเสียสละ ผู้บริหารต้องรู้สึกเสียสละให้กับลูกน้อง เช่นต้องมีสังคหวัตถุ ๔[๖] คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา
๒.๑ ทาน โดยการเอื้อเฟื้อเจือจานแก่ลูกน้องด้วยวัตถุมากน้อยตามแต่สถานการณ์
๒.๒ ปิยวาจา โดยการพูดจากับลูกน้องให้ถูกใจ ผูกจิตผูกใจรัดรึงดึงใจไว้ถูกสถานการณ์และถูกกับอารมณ์ของคน (ปิยวาจานี้ไม่จำเป็นต้องพูดครับพูดขาเสมอไป มึงกูก็ได้ แต่ต้องตรงกับคนและสถานการณ์ และ
ที่สำคัญต้องมีเจตนาที่ดี)
๒.๓ อัตถจริยา โดยการลงไปบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับผู้น้อยโดยไม่เกี่ยงงอน เช่น ประธานงานศพ งานสวด งานบวช งานแต่งงานไปเยี่ยมยามป่วย ถามข่าว ให้ชื่อ สกุลของเราไปร่วมในงานของลูกน้อง
๒.๔ สมานัตตตา โดยการวางตนสม่ำเสมอการเสียสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ กำลังความคิด และกำลังทรัพย์เรียกว่าร่วมด้วยช่วยกันในฐานะผู้บริหารและผู้ร่วมงานควรจะมีการเสียสละทั้งสองฝ่ายจึงจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
๓. กระจายตำแหน่งงาน อำนาจของงานนั้นไม่ใช่อยู่ที่รวมอำนาจผู้บริหารหลายคนประสบความล้มเหลว เพราะไม่ยอมแบ่งอำนาจลงไปการกระจายอำนาจภารกิจ เป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารนโยบายแบบTQC ก็เน้นการกระจายนโยบาย (Policy Deployment) โดยการกระจายงาน กระจายอำนาจ และกระจายภารกิจ การไม่กระจายงานทำให้งานไม่ทัน เพราะมีงานมาก ต้องใช้หลาย ๆ คนช่วยกันและทำงานเป็นทีมลองมาพิจารณาต้นไม้ ต้นไม้ มีลำต้น มีราก มีกิ่งก้านสาขา และมีหน้าที่ต่างกัน และสร้างความสมดุลด้วย มิเช่นนั้นต้นจะเอียงจะล้มในที่สุดสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงกระจายตำแหน่งงานมี ๘๐ พระอรหันต์เอก เรียกว่า เอตทัคคะ หรือ อสีติมหาสาวก ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ เช่น พระโมคคัลลานะ ทรงยกย่องว่ามีฤทธิ์เสมอด้วยพระองค์พระสารีบุตร ทรงยกย่องว่ามีปัญญาเสมอด้วยพระองค์ จำไว้เสมอว่า “งานกระจุก ผู้บริหารตาย งานกระจาย ผู้บริหารรอด"
๔. ประสานสามัคคี งานทุกอย่างทุกชนิดมีปัญหาด้านการทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งชิงดี และมีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนผู้บริหารที่ดีต้องประสานสามัคคีให้ได้ การประสานสามัคคีนั้นผู้บริหารที่ใหญ่ที่สุด ต้องประชุมโต๊ะกลม ต้องมีใจกล้า เผชิญหน้ากล้าเรียกประชุมก่อนการประชุมต้องหาข้อมูลจากแต่ละคนก่อน เพื่อหาเหตุที่ถูกต้องไม่ฟังความข้างเดียว แล้วนำมาตัดสิน ไม่ควรไล่โทษกัน หรือไล่บี้กัน จะสร้างความขัดแย้งบางท่านอาจเคยอ่านหนังสือ “การบริหารความขัดแย้ง” ก็พอจะเข้าใจปัญหาได้ดี การบริหารแบบไทย ๆ ที่ผิดพลาดคือ จับผิดและลงโทษทำให้ขาดการประสานสามัคคี ไม่ค่อยปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันแต่ชอบปรับทุกข์กัน ปรับโทษกัน การบริหารอย่างมีแต่ล้มเหลวในที่สุด เพราะจะเกิดอาการ “คนแตกความสามัคคี" เพราะฉะนั้นควรระลึกไว้ว่าความพร้อมเพรียงของหมู่คณะในหน่วยงานนั้น ๆ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ดังใจปรารถนา
๕. ไม่เอาดีแต่เพียงตัว คือ ไม่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น เหยียบย่ำผู้อื่น แล้วเอาความดีมาใส่ตัวคนเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ การบริหารที่ประสบความสำเร็จนั้นจะเกิดจากทีมงาน ดังนั้นการบริหารงานจะต้องช่วยกันต้องมีการยกย่องให้กำลังใจ มีการมอบของขวัญรางวัลให้เกียรติกัน ยกย่องเชิดชูแม้ผู้บริหารไม่มีอะไรจะให้ก็หัดพูดคำว่า “ขอบคุณ”ให้มันติดปากลูกน้องก็จะดีใจ ผู้บริหารยกย่องลูกน้อง ลูกน้องก็มีส่วนเกื้อกูลผู้บริหาร ศรัทธาผู้บริหาร ทำให้ผู้บริหารดูดีขึ้นไม่ได้ตกต่ำแต่อย่างใด ในการกล่าวคำว่า “ขอบคุณ" กับลูกน้อง
๖. ไม่เมาเรื่องเงิน “เขาให้เงินก็อย่า งง อย่าไปหลงจนสุดขีด เงินก็เหมือนพวงมาลัย อาจจะกลายเป็นพวงหรีด”เราจะต้องพิจารณาว่าเงินเป็นเพียงปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดปัจจัย ๔ คือ ข้าว ผ้า ยา บ้าน เงินเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสะดวก การบริหารงานถ้าผู้บริหารเห็นแก่เงินก็จะใช้พนักงานอย่างทาส เอาเปรียบลูกน้อง หรือกินใช้จ่ายจนเพลิดเพลินเจริญใจ คนระดับล่าง ระดับปฏิบัติการก็อย่าโลภเงินจนถึงกับโกงเงินบริษัท พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบถุงใส่เงิน ยังตรัสกับพระอานนท์ว่า นั้นเป็นงูเห่า เป็นอสรพิษที่จะกัดคนเสมอ การจะทำอะไรก็ตามต้องระวังเรื่องเงิน
๗. ไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาคือ นายจ้างของเราเราคือลูกน้องของท่าน บางคนชอบแอบอ้างนายไปหากินทางทุจริตหรือไปอ้างกับคนอื่น เพื่อจะได้อะไรบางอย่าง เลขาบางคนซึ่งใกล้ชิดผู้บังคับบัญชา มักทำตัวใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา พระอานนท์เถระใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามากที่สุด พระอานนท์ขอพรจากพระพุทธเจ้า คือ ขออย่าให้รับเข้านิมนต์ ขออย่าส่งไปในที่นิมนต์ ขออย่าให้อะไรกับท่านเป็นพิเศษ เป็นต้นท่านปฏิบัติงานไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
๘. ตั้งเมตตาไว้เป็นนิจ ผู้บริหารต้องมีเมตตาต่อผู้ใต้ปกครอง ผู้ใต้ปกครองต้องมีเมตตาต่อผู้บังคับบัญชา คำว่า “เมตตา" นี้ อาจตีความหมายถึง ความรัก ความเคารพ ความนับถือ การบูชา การเทิดทูน จนถึงความจงรักภักดี เทิดทูนเหนือเศียรเกล้า ผู้บริหารควรมีหลัก ๓ ประการในเรื่องความเมตตา คือ มือเอื้อม ปากอ้า และหน้ายิ้ม
มือเอื้อม คือ เอื้อมไปแตะไปจับผู้ใต้ปกครองเป็นลักษณะอาการทางกายที่สร้างความเป็นกันเองเป็นห่วงเป็นใย แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการกระทำอนาจารต่อลูกน้อง
ปากอ้า คือ เป่า ปลอบ ปลุก เป็นลักษณะทางวาจาในการให้กำลังใจลูกน้องทางวาจา
หน้ายิ้ม คือการให้กำลังใจเป็นเรื่องของใจที่แสดงออกทางใบหน้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงปฏิบัติอย่างนี้ต่อพระสงฆ์ต่อพุทธบริษัทของพระองค์เช่นเดียวกัน ส่วนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็ต้องไปเยี่ยมเยือนถามข่าว หมอบราบกราบไหว้ต่อผู้บังคับบัญชาบ้าง เราทุกคนจะอยู่ได้อย่างมีความสุข
๙. ใครทำผิดต้องเด็ดขาด ผู้บริหารงานต้องใจเพชรเด็ดขาด ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงจะยอมรับกฎเกณฑ์ ผู้บริหารต้องเดินทางสายกลาง คือ ใช้ทั้งพระเดชพระคุณใครทำดีต้องให้รางวัล ใครทำชั่วต้องลงโทษ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ กำราบคนที่ควรกำราบ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง[๗]
๑๐. ไม่ประมาทมัวเมา สิ่งที่ไม่ควรประมาทมีการทำงาน ร่างกายที่แข็งแรงของเรา ความรู้ของเราที่มีอยู่ในขณะนี้ บริษัทจะยั่งยืนตลอดไปโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ เงินทองที่มีอยู่ในขณะนี้ คู่แข่งทางการค้า ความไม่ประมาทในการบริหารงานนั้นจะต้องแข่งขันกับเวลา แข่งขันกับบุคคลและแข่งขันกับพื้นฐานของการพัฒนาและสามัคคี
๑๑. ประมาณตัวทุกเวลา คือ การรู้จักประมาณตน ประมาณการและประมาณสถานการณ์นั่นเอง การประมาณในธุรกิจ เช่น บริษัทเรามีคนครบหรือไม่ แต่ละคนมีความรู้ครบไหม เงินทุนครบไหม คู่แข่งเป็นอย่างไรเป็นต้น และที่สำคัญผู้บริหารต้องประมาณเหตุการณ์ประมาณสถานการณ์ด้วย ดังนั้น จำเป็นต้องมีการประชุมกัน “เอาความคิดมารวมกัน”ดูตัวเอง บริษัทที่เราทำธุรกิจอยู่ หน้าที่การงานที่ทำอยู่ ต้องประชุมวิเคราะห์สถานการณ์เสมอ ๆ เมื่อวิเคราะห์แล้วฟังเหตุฟังผลหาเหตุรากเหง้า แล้วตัดสินใจแก้ไขปัญหาและหาทางปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปพุทธวิธีในการบริหารที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารตน บริหารคน และบริหารงาน แต่ก็ถือว่าเป็นทฤษฎีที่ท้าท้ายต่อนักบริหาร และผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นนักบริหาร
ดังนั้น ถ้าท่านคิดว่าทฤษฎีที่นำเสนอมาทั้งหมด จะทำให้การบริหารนั้นประสบความสำเร็จแล้วไซร้ ท่านจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยเพราะหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้วนั้น รอการพิสูจน์จากท่านทั้งหลาย เมื่อใดที่ท่านลงมือปฏิบัติได้แล้ว เมื่อนั้น ท่านจะเป็นผู้บริหารที่ดีที่สุด เพราะจะได้หัวใจของผู้ตาม เพราะผู้มีธรรมอยู่ในหัวใจย่อมเป็นศูนย์รวมใจของคนร่วมงานและสามารถจัดการให้งานในหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

FAME is a vapour
POPULARITY an accident
RICHES take wings
Those who cheer to-day
Will curse to-morrow
One thing endures
CHARACTER
ชื่อเสียงนั้นอันตรธานได้เหมือนไอน้ำ
สูงแล้วต่ำร่ำกันไปในสรรเสริญ
คนนิยมชมเปาะเพราะบังเอิญ
สมบัติเหินสิ้นไปได้เหมือนบิน
บางคนชมเราไว้ในวันนี้
รุ่งอีกทีสบประมาทสาดเสียสิ้น
จะชั่วดีมีไว้ให้อาจิณ
คือ ถวิล คุณธรรมประจำใจ

บรรณานุกรม
กรมการศาสนา, กระทรวงศึกษาธิการ.พระไตรปิฎกฉบับหลวง.เล่มที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๒๑,๒๒,๒๗,๓๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.๒๕๒๕.
กิติ ตยัคคานนท์. นักบริหารทันสมัย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บัตเตอรฟ์ลาย.๒๕๓๘.
ชนุตรา อิทธิธรรมวินิจ.การบริหารงานด้วยหลักธรรม.เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง วิสัยทัศน์การศึกษาศาสนาในศตวรรษหน้า จัดโดยบัณฑิตศึกษา สาขาศาสนาเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยมหิดล.๒๕๔๐.
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต).คุณธรรมสำหรับนักบริหาร.พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม.๒๕๔๑.
สร้อยตระกูล (ติวยานนท์) อรรถมานะ.สาธารณบริหารศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.๒๕๔๐.
โอสถ โกศิน. ๒๕๓๖. ธรรมนูญแห่งชีวิต. กรุงเทพฯ : หอรัตนชัยการพิมพ์.
Dale, Earnest. Management : Theory and Practice.New York : McGraw-Hill Book Company. ๑๙๖๕.
http://budmgt.topcities.com/budman/bm๐๑/principle.html
[๑] ม.ม. ๑๒ / ๙๕ /๔๙
[๒] ที.ม. ๑๐/ ๙๓ /๘๖
[๓] อปริหานิยธรรม คือธรรมอันเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม ๗ ประการ รายละเอียดศึกษาได้ที่ องฺ สตฺตก. ๒๓/ ๑๕
[๔] องฺ ติก. ๒๐/ ๔๕๘/ ๑๓๓-๑๓๔
[๕] องฺ.จตุกฺ ๒๑/ ๑๘๓/ ๑๓๓
[๖] องฺ.จตุกฺ ๒๑/ ๔๒/ ๓๒
[๗] เตสกุณชาดก. ๓๔/ ๒๔๒๒/ ๓๔๗

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

พระพุทธสิหิงค์ ตำนานและรูปแบบ

ความนำ
พระพุทธรูปนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งบูชาสักการะของพุทธศาสนิกชนอย่างสูงสุด เพราะถือว่า พระพุทธรูปนั้นเป็นเสมือนพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนบูชาและเคารพสูงสุด พระพุทธรูปถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมอันเกี่ยวกับประดิษฐกรรมตามกระบวนช่างปั้น,แกะสลักและหล่อซึ่งทำให้เกิดรูปที่มีมิติที่สมบูรณ์ตามอุดมคติของศิลปินผู้ซาบซึ้งในหลักธรรมของพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้วจึงเนรมิตพระรูปให้ตรงกับมโนภาพของตน และให้เป็นสื่อแทนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
อนึ่ง พระพุทธรูปนั้นตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วจัดเป็นเจดีย์ประเภทหนึ่งใน เจดีย์ ๔ ประเภท คือ
๑. ธาตุเจดีย์ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
ภาพที่ ๑ พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม
๒. บริโภคเจดีย์ เจดีย์คือสิ่งหรือสถานที่พระพุทธเจ้าเคยทรงใช้หรือประทับอยู่ หมายถึงต้น, สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง ตลอดถึงสิ่งที่พระพุทธองค์เคยทรงบริโภค เช่น บาตรจีวรและบริขารอื่น ๆ เป็นต้น

ภาพที่ ๒ สังเวชนียสถาน ๔
๓. ธรรมเจดีย์ เจดีย์ที่บรรจุพระธรรม เช่น บรรจุใบลานจารึกพุทธพจน์แสดงหลักธรรมประกอบด้วยปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น

ภาพที่ ๓ หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี
๔. อุทเทสิกเจดีย์ เจดีย์ที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระพุทธรูปนั้นเอง[๑]
ภาพที่ ๔ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ. เชียงใหม่
ดังนั้น การศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธรูปก็จัดได้ว่ามีความสำคัญในฐานะที่เป็นอุทเทสิกเจดีย์และก่อให้เกิดปัญญา ก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และมีความรู้ความเข้าใจในศิลปะด้านนี้มากยิ่งขึ้นทำให้เห็นคุณค่าทางภูมิปัญญาของผู้สร้างและปรัชญาที่มีอยู่ในพระพุทธรูปเหล่านั้นด้วย

สำหรับพระพุทธรูปที่สำคัญ ๆ ในประเทศไทยมีมากมายหลายองค์ด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าเลือกศึกษาเฉพาะ พระพุทธสิหิงค์เท่านั้น พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหล่อหุ้มทองคำซึ่งก็นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของประเทศไทยองค์หนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพบูชา ในเทศกาลวันสงกรานต์ทางราชการจะจัดปะรำขึ้นแล้วอาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานเพื่อให้ประชาชนได้นมัสการและทรงน้ำโดยทั่วกันทุก ๆ ปี[๒] ในการศึกษาพระพุทธสิหิงค์นี้จะเน้นเพียง ๒ ประเด็นคือ
๑. ตำนานประวัติความเป็นมา
๒. รูปแบบของพระพุทธสิหิงค์

๑. ประวัติความเป็นมา

เรื่องตำนานหรือประวัติของพระพุทธสิหิงค์ ได้มีท่านผู้เรียบเรียงไว้แล้วหลายท่าน เช่น พระโพธิรังสี ปราชญ์แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้เขียนเป็นภาษามคธ ราว พ.ศ.๑๙๖๐ และบรรยายเรื่องราว จนมาถึง พ.ศ.๒๔๕๔ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ต่อจากพระโพธิรังสี มาจนถึงสมัย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ได้เรียบเรียงใหม่เป็นตำนานย่อ และกล่าวข้อวิจารณ์ในทางโบราณคดี ส่วนที่ผู้เขียนได้นำกล่าวมานี้ได้อ้างถึงตำนานพระพุทธสิหิงค์ ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เขียนขึ้นเนื่องด้วยได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริง ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเหล่านั้นได้ค้นคว้าแล้วมาเรียบเรียงไว้ให้เป็นตำนานที่อ่านง่าย เพื่อความสะดวกและเข้าใจแก่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่กษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ได้อัญเชิญเข้ามาสู่ประเทศสยาม ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ฉะนั้น จึงต้องนับว่า พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศสยามอย่างแท้จริง[๓] แต่ในเมืองไทย พระพุทธรูปที่ทรงพระนามว่าพระพุทธสิหิงค์นั้นมีอยู่ ๓ องค์ ๓ แห่งคือ




(ภาพที่ ๕ พระพุทธสิหิงค์ทั้ง ๓ องค์)

องค์ที่ ๑ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

(ภาพที่ ๖)

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๑ (ภาพที่ ๖) นี้เป็นพระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิสูง ๙๖ ซม. หน้าตักกว้าง ๖๖ ซม. หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทองคำเปลว พระสรีระได้สัดส่วนและงดงามที่สุดจะหา พระพุทธโบราณในเมืองไทยที่งดงาม และได้สัดส่วนเทียมพระพุทธสิหิงค์องค์นี้มิได้เลย ตามตำนานกล่าวว่าองค์นี้ศิลปะสุโขทัยประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพมหานคร


องค์ที่ ๒ ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
(ภาพที่ ๗)

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์ในกรุงเทพฯ และเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก องค์นี้ศิลปะเชียงแสน พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทองคำเปลว หนักตักกว้าง ๔๐ นิ้ว ศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่




องค์ที่ ๓ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลาง จ.นครศรีธรรมราช
(ภาพที่ ๘)

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์เมืองเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร แบบขนมต้ม มีพระพักตร์กลม อมยิ้ม พระอุระอวบอ้วน หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทอง หน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว สูง ๑๖.๘ นิ้ว นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ประดิษฐานอยู่ในบุษบกไม้ ณ หอพระ ระหว่างศาลกับศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์นี้ศิลปะศรีวิชัย

ประวัติหรือตำนานของพระพุทธสิหิงค์นี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ ไว้ว่า[๔] เดิมพระเจ้ากรุงลังกาองค์ ๑ ทรงสร้างขึ้นไว้ พระเจ้านครศรีธรรมราชไปขอมาถวายสมเด็จพระร่วง(รามราช) พระเจ้ากรุงสุโขทัย ๆ ทรงปฏิบัติบูชามาหลายรัชกาล จนถึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ กรุงศรีอยุธยาได้เมืองสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาไว้ในกรุงศรีอยุธยา อยู่ได้หน่อยหนึ่ง พระมเหสีคิดอุบายทูลขอให้พระยาญาณดิศผู้เป็นบุตรไปไว้ ณ เมืองกำแพงเพชร อยู่นั้นไม่ช้า พระยามหาพรหมเจ้าเมืองเชียงรายยกกองทัพมาตีเมืองกำแพงเพชร พระยาญาณดิศสู้ไม่ได้ยอมเป็นไมตรี พระยามหาพรหมจึงของพระพุทธสิหิงค์ไปไว้เมืองเชียงราย ต่อมาพระยามหาพรหมเกิดวิวาทกับพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นหลาน พระเจ้าแสนเมืองมายกกองทัพไปตีได้เมืองเชียงรายจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากับพระแก้วมรกตด้วยกัน พระพุทธสิหิงค์อยู่ในเมืองเชียงใหม่จนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ได้ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๒๐๕ จึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงศรีอยุธยาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพชญ

พระพุทธสิหิงค์อยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อมาตลอด ๑๐๕ ปี จนเสียพระนครแก่พม่าข้าศึก สมัยนั้นชาวเชียงใหม่ยังเป็นพวกพม่าจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปไว้เมืองเชียงใหม่ ครั้งรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ไทยมณฑลภาคพายัพกลับมาเป็นของไทย แต่ในสมัยผู้คนร่อยหรอไม่พอจะตั้งรักษาเมืองเชียงใหม่ไว้ต่อสู้พม่าได้ ต้องทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้าง คงรักษาแต่เมืองนครลำปางเป็นที่มั่นอยู่คราวหนึ่ง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงพระดำริว่า พระพุทธสิหิงค์เคยเป็นพระพุทธรูปสำคัญในกรุงศรีอยุธยาโดยมีตำนานดังแสดงมาจึงได้โปรดให้เชิญลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๓๘[๕]

สำหรับประวัติพระพุทธสิหิงค์ที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่นั้นมีตำนานกล่าวว่า[๖] เมื่อพุทธศักราช ๑๙๕๐ ขณะเมื่อพระพุทธสิหิงค์ยังประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเชียงราย เชียงรายกับเชียงใหม่เกิดการรบพุ่งกันซึ่งเชียงใหม่เป็นฝ่ายชนะ พระเจ้าแสนเมืองมาแห่งนครเชียงใหม่จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มายังเชียงใหม่โดยล่องเรือมาตามลำน้ำปิง เรือที่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาเทียบท่าขึ้นฝั่งยังนครเชียงใหม่ที่ท่าวังสิงห์ ขณะเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกปรากฏรัศมีจากองค์พระเรืองรองเป็นลำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไหลถึง ๒,๐๐๐ วา ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดขึ้น ณ ที่นั้นได้ชื่อตามเหตุอัศจรรย์ในครั้งนั้นว่า วัดฟ้าฮ่าม ซึ่งหมายถึงฟ้าอร่ามนั่นเอง แต่แรกนั้นพระเจ้าแสนเมืองมาตั้งพระทัยจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานยังวัดสวนดอกซึ่งตั้งอยู่นอกเวียงออกไปทางทิศตะวันตก แต่เมื่อชักลากบุษบกไปถึงวัดลีเชียงพระก็มีอันติดขัดไม่อาจลากต่อไปได้ พระเจ้าแสนเมืองมาถือเป็นศุภนิมิตโปรดให้สร้างมณฑปขึ้น ณ วัดลีเชียงพระและประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ ณ วัดนั้น เมื่อพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ ณ วัดลีเชียงพระ ความศรัทธาเลื่อมใสของชาวเมืองที่มีต่อพระพุทธรูปองค์นี้ทำให้ชาวเมืองเชียงใหม่พากันเรียกชื่อวัดตามนามพระ แต่เนื่องจากชาวเมืองเรียกนามพระพุทธสิหิงค์กร่อนเป็นพระสิงห์ วัดพระพุทธสิหิงค์กลายเป็นวัดพระสิงห์ดังเช่นทุกวันนี้

ส่วนพระพุทธสิหิงค์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประวัติที่ปรากฏเรื่องราวตาม สิหิงคนิทาน หรือตำนานของพระพุทธสิหิงค์ที่กล่าวว่าพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยได้ทรงทราบกิตติศัพท์เกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์จึงโปรดให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาสน์ไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์จากกษัตริย์ลังกา ซึ่งพระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายให้สมพระราชประสงค์จึงได้มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้ามายังดินแดนไทยโดยผ่านทางนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองที่มีการติดต่อสัมพันธ์อยู่กับลังกาอย่างใกล้ชิด ตามตำนานนั้นว่าพ่อขุนรามคำแหงไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงยังนครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง พระพุทธสิหิงค์เป็นที่เลื่อมใสเคารพบูชาในหมู่ชาวภาคใต้โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราชเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่าผู้ทุจริตคิดมิชอบทั้งหลายจะไม่กล้าสาบานต่อหน้าองค์พระเลย หลังจากที่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดแล้วคดีความที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมักมีการเอ่ยอ้างนามพระพุทธสิหิงค์ในการสาบานตัว ทำให้ไม่มีใครกล้าเบิกความเท็จ[๗]

กล่าวโดยสรุปประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์พบว่าน่าจะเกิดขึ้นในลังกาและได้อัญเชิญมายังเมืองต่าง ๆ ตามลำดับ คือ นครศรีธรรมราช ละโว้ สุโขทัย อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ล้านนา

๒.รูปแบบพุทธลักษณะของพระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการสร้างสกุลช่างเชียงแสน(พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๑)เป็นสกุลช่างทางภาคเหนือมีเมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญในสมัยนั้นของอาณาจักรล้านนาไทยอาจจะมีคำถามว่าทำไม่จึงเรียกว่าสิงห์ หรือสิงห์ ๑ สิงห์ ๒ และสิงห์๓ คำตอบคือพระพุทธรูปมีความงดงามน่าเกรงขามท่าทางสง่าดุจพญาสิงหราชจึงได้นามว่าสิงห์หนึ่ง สิงห์สองและสิงห์สาม[๘]พระพุทธสิหิงค์องค์แรก (ภาพที่ ๖) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ บางท่านกล่าวว่าเป็นศิลปะลังกา แต่ก็มีบางท่านเช่น ศักดิ์ชัย สายสิงห์ [๙] ให้ความเห็นว่าลักษณะทางศิลปกรรมน่าจะเป็นแบบสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรืออาจจะสรุปได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์นั้นอาจจะเป็นพระพุทธรูปล้านนาที่มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เรียกว่าพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์สอง อาจจะประมาณเกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ก็ได้

ส่วนพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) นั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เป็นศิลปะล้านนาแบบที่เรียกว่า “สิงห์หนึ่ง” อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ พระพุทธรูปเชียงแสนยุคแรก (สิงห์หนึ่ง) มีพุทธลักษณะแบบศิลปะปาละของอินเดีย ได้รับอิทธิพลเผยแพร่ผ่านมาทางพม่า มีพระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปมนูน ชายสังฆาฏิเป็นรูปทรงเขี้ยวตะขาบอยู่เหนือพระถัน นิยมสร้างปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ฐานบัวหงาย หล่อด้วยโลหะสำริด ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ [๑๐]พระพุทธสิหิงค์แบบสิงห์หนึ่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อมีการรับตำนานหรือคติการสร้างพระพุทธสิหิงค์เกิดขึ้น ชาวล้านนาจึงถือเอารูปแบบของพระพุทธรูปแบบสิงห์หนึ่งซึ่งได้รับความนิยมในขณะนั้นเป็นต้นแบบของพระพุทธสิหิงค์และเรียกว่าพระสิงห์ในเวลาต่อมา อีกอย่างหนึ่งพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรแบบล้านนานี้เองน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญทำให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปแบบนี้อย่างแพร่หลายไปยังแหล่งอื่น ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงในตำนานของล้านนาที่ว่าพระพุทธสิหิงค์ได้ผ่านมาตามเมืองต่าง ๆ เช่น นครศรีธรรมราช อยุธยา ชัยนาท สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น

พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เช่นเดียวกับองค์ที่ ๒ แต่อวบอ้วนมากกว่านิยมเรียกว่าแบบ ขนมต้ม หรือศิลปะแบบขนมต้ม จัดอยู่ในสกุลช่างนครศรีธรรมราช ในสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒

สรุป
ประวัติตำนานและรูปแบบพระพุทธสิหิงค์จากการศึกษาสรุปได้ว่า ตามประวัติพระพุทธสิหิงค์มาจากลังกาแล้วผ่านนครศรีธรรมราช ละโว้ สุโขทัย อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ล้านนา แต่จากการศึกษาค้นคว้าของ ศักดิ์ชัย สายสิงห์[๑๑] พบได้ข้อสรุปว่า ตำนานและรูปแบบของพระพุทธสิหิงค์นั้นน่าจะมาจากล้านนา เพราะพระพุทธรูปคือพระพุทธสิหิงค์ในกลุ่มขัดสมาธิเพชรตามตำนานเกิดขึ้นในล้านนาและน่าจะแพร่หลายลงมายังสุโขทัย อยุธยา และกำแพงเพชร โดยพบหลักฐานคือการค้นพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในพระอุระของพระมงคลบพิตรและในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะการผสมผสานทางด้านรูปแบบระหว่างการแสดงลักษณะขัดสมาธิเพชรแบบล้านนาที่ไม่ใช่สายวิวัฒนาการของอยุธยาที่มีพื้นฐานมาจากขอม และจากการค้นพบพระพุทธรูปในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะแสดงให้เห็นว่าอยุธยาได้รู้จักพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร “พระพุทธสิหิงค์” แล้ว อย่างน้อยประมาณต้นหรือกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือการค้นพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในนามพระพุทธสิหิงค์คือพระพุทธรูปที่พบที่วัดโกขาม จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรแบบอยุธยาที่เรียกว่าแบบขนมต้ม มีจารึกที่ฐานที่กล่าวว่าพระพุทธรูปองค์นี้คือ พระพุทธสิหิงค์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๒๓๒

เพราะฉะนั้น จึงอาจได้ข้อสรุปอีกอย่างหนึ่งว่า รูปแบบการสร้างพระพุทธสิหิงค์นั้นน่าจะเกิดที่ล้านนาก่อนแล้วจึงแผ่ขยายลงมาสุโขทัย อยุธยา จนถึงนครศรีธรรมราช ไม่ใช่มาจากลังกามาถึงภาคใต้แล้วขึ้นไปทางเหนือตามตำนานที่กล่าวไว้ พระพุทธสิหิงค์องค์แรก(ภาพที่ ๖) น่าจะเป็นพระพุทธรูปล้านนาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รูปแบบน่าจะเป็นสกุลช่างสุโขทัย ส่วนองค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) เป็นศิลปะแบบล้านนาอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนองค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) เป็นศิลปะแบบขนมต้นสกุลช่างนครศรีธรรมราชที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของอยุธยา



[๑] ขุ.อ. ๒๔๗, ชา.อ. ๖/๑๘๕, วินย. ฎีกา ๑/๒๖๓.
[๒] กรมการศาสนา, ประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๔), หน้า๑๐๐.
[๓] http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/03/28/02.php

[๔] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๘) , หน้า๕๑.
[๕] ประวัติตำนานพระพุทธสิหิงค์ รายละเอียดอ่านได้จาก ประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญ. อ้างแล้ว หน้า ๑๐๐-๑๑๒.
[๖] วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทิพากร, ๒๕๔๖), หน้า ๒๔.
[๗] วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทิพากร, ๒๕๔๖), หน้า ๒๖.

[๘] ขวัญทอง สอนศิริ, พุทธนาคบริรักษ์ ๔๘ พรรษา สยามบรมราชกุมารี ( จัดพิมพ์ขึ้นเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเจริญพระชนมายุ ๔๘ พรรษา พ.ศ. ๒๕๔๖, นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๔๓.
[๙] รศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะสุโขทัย:บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑) ,หน้า ๑๒๑,
[๑๐] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๒.
[๑๑] รศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะสุโขทัย:บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑) ,หน้า ๑๒๒-๑๒๓,