ปรัชญาชีวิตเรื่องชีวิต ความรู้ ความจริง ความดีและความงาม
ความนำ
ในการดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีรูปแบบที่ดีมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับธรรมชาติ เพราะคำสอนนั้นจะเน้นเรื่องของชีวิตที่เกี่ยวโยงกับความรู้ ความจริงซึ่งเป็นพื้นฐานของความดี และความดีนั้นเองจะเป็นลักษณะที่สะท้อนของความจริงเป็นเรื่องของคุณค่า และกลายเป็นผลของงามซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความดี ความจริง สิ่งเหล่านี้เป็นสาระสำคัญของการดำเนินชีวิตตามพุทธธรรมที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฏก ธรรมะนั้นตามหลักความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ความจริงที่เรียกว่า ธาตุ เป็นกฎธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว คือหลักไตรลักษณ์ ที่ว่าด้วยภาวะของสรรพสิ่งที่ถูกปรุงแต่งแล้วเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงนั้น จึงนำมาเปิดเผยด้วยการบอกกล่าว แสดง จำแนก ให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ทรงแสดงปัจจัยแห่งการเกิดทุกข์และการดับทุกข์ พร้อมทั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นปฏิปทาเครื่องดำเนินไปสู่ความดับทุกข์เป็นการประกาศพระธรรมด้วยทศพลญาณ คือกำลัง ๑๐ ประการที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงมั่นพระทัยยืนยันฐานะการบรรลุธรรมสูงสุด
ชีวิตในพุทธปรัชญา
ชีวิตคืออะไร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน [๑]ให้คำนิยามว่า ชีวิต คือความเป็นอยู่ตรงข้ามกับความตาย ในอรรถกถาพระวินัยอธิบายว่า ภวนติ อาหุวนฺติ จาติ ภูตา . ชายนฺติ วฑฺฒนฺติ ชาตา วฑฺฒิตา วาติ อตฺโถ[๒] มีใจความว่าเพราะเกิด และเจริญเติบโตจึงชื่อว่าเป็นคือชีวิตจึงกล่าวได้ว่าชีวิตคือสิ่งที่มีการเกิด การเจริญเติบโต
ในคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งชีวิตเป็น ๒ ระดับคือ สิ่งมีชีวิตที่มีจิต อันได้แก่สัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่พรหม เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก และสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีจิต อันได้แก่พวกภูตคามหรือพีชคามทั้งหลาย ในที่นี้จะพูดถึงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น กรณีชีวิตมนุษย์นั้นในธาตุวิภังคสูตรแสดงไว้ว่า ชีวิตประกอบไปด้วยธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ[๓] กล่าวโดยสรุปคือ รูปที่เรียก สสาร และนามที่เรียกว่า อสสาร ชีวิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยองค์ประกอบ ๓ คือ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และมีสัตว์คือวิญญาณหรือจิตมาปฏิสนธิจึงก่อให้เกิดเป็นชีวิตขึ้นมาได้ จะเห็นได้ว่าชีวิตในทางพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้เกิดจากการสร้างของพระเจ้าหรือเทพเจ้าอย่างที่ศาสนาที่เป็นเทวนิยมทั้งหลายสอนไว้ แต่เกิดจากกระบวนการของธรรมชาติ หรือเหตุปัจจัยนั่นเอง ชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วจะมีความต้องการพื้นฐานเหมือนกันดังในเวฬุทวารสูตร [๔] คือ อยากมีชีวิตอยู่ (ชีวิตุกามะ) อยากไม่ตายหรือไม่อยากตาย (อมริตุกามะ) อยากมีความสุขหรือต้องการสุข ( สุขกามะ) และ รังเกียจความสุขหรือไม่ต้องการทุกข์ อาจกล่าวได้ว่าทุกชีวิตไม่ว่าคน สัตว์ พืช ล้วนรักสุขเกลียดทุกข์ อยากอยู่ไม่อยากตาย
ความรู้
เมื่อมีชีวิตอยู่แล้วอยู่ไปเพื่ออะไร อาจจะตอบได้ว่าเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาความรู้ เพื่อการทำความดี หรือเพื่อค้นหาความจริง แต่ทางพระพุทธศาสนาสรุปว่า ชีวิตที่ดีที่ประเสริฐนั้นต้องอยู่ด้วยปัญญา [๕] ก็จะเกี่ยวโยงกับความรู้ที่มาของความรู้หรือเรียกว่าญาณวิทยาหรือญาณปรัชญา มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องของความรู้ ปัญญา เพื่อการพัฒนาชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ เครื่องมือในการแสวงหาความรู้สำหรับมนุษย์ก็คือสิ่งที่อยู่ภายในตนที่เรียกว่าประสาทสัมผัสทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำหน้าที่ในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบ การทำหน้าที่ใน ๕ ส่วนนี้ก็จะส่งไปยังประสาทสัมผัสที่ ๖ คือ ใจจะทำหน้าที่รู้สึก(แยกแยะ) รู้จำ(จัดเก็บ) รู้คิด(ผสมผสาน)และรู้แจ้ง รู้ชัด ( ใช้งาน) ความรู้ที่ได้จากการรับรู้ทางอายตนะเหล่านี้ยังไม่เป็นความรู้อย่างแท้จริง แต่เรียกว่าเป็นการรับรู้เท่านั้น เพราะว่าการรับรู้เหล่านั้นเป็นความรู้ที่กระจัดกระจาย ยังไม่จัดให้เป็นระบบ ส่วนความรู้ที่แท้จริงหรือความรู้ที่เป็นระบบนั้นพระพุทธศาสนาได้แสดงว่าเกิดขึ้นจาก ๓ แหล่งหรือ ๓ วิธีด้วยกันคือ[๖]
๑. สุตะ คือการฟัง หมายถึงกระบวนการศึกษาหรือการเรียนรู้ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ก็อาศัยกระบวนการรับรู้ของอายตนะนั่นเองในการเรียนรู้ หรือศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ แต่มิใช่เป็นเพียงการรับรู้ แต่มีการเรียนรู้สิ่งที่รับรู้นั้นอย่างเป็นระบบดังที่ท่านแสดงไว้ว่า “พหุสฺสุโต สุตธโร สุตสนฺนิจโย” [๗] ความว่า “ฟังมาก ทรงจำสิ่งที่ฟังได้ สั่งสมสิ่งที่ได้ฟังนั้นไว้” ซึ่งหมายความว่าต้องมีการเรียนรู้แล้วจดจำไว้และจดจำไว้อย่างเป็นระบบนั่นเอง ฉะนั้น ความรู้ในระดับนี้จึงมีลักษณะเป็นการรู้จำ หรือรู้แล้วจำไว้ (สัญญา) เรียกว่า สุตมยปัญญา
๒. จินตา คือการคิด หมายถึงกระบวนการของการคิดหรือการใช้เหตุผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจากสุตะนั่นเอง ซึ่งหมายความว่าการเรียนรู้ในระดับนี้ไม่หยุดอยู่แค่จำสิ่งที่เรียนรู้ไว้เท่านั้น แต่นำเอาสิ่งที่จำไว้นั้นเข้ามากระบวนการคิดหรือการใช้เหตุผลอีกทีหนึ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือรู้ความหมายของสิ่งนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า “ พหุสฺสุตา ธตา วจสา มนสานุปฺขิตา ทิฎฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา” [๘] ความว่า “ ฟังมาก จำได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยทิฏฐิ (คือเข้าใจทะลุปรุโปร่ง)” ความรู้ในระดับนี้จึงมิใช่เพียงจำได้เท่านั้น แต่มีความเข้าใจในสิ่งที่จำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ความรู้ในระดับนี้เป็นความรู้ที่ละเอียดอ่อนหรือประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งและความรู้ลักษณะนี้จะประมวลไว้ในจิตในแบบที่เรียกว่าทิฏฐิ (ความเข้าใจ, ความเห็น, ความเชื่อ) เรียกว่า จินตามยปัญญา
๓. ภาวนา คือการให้มีขึ้น หรือการพัฒนา หมายถึง กระบวนการของการพัฒนาจิตหรืออบรมจิตเพื่อทำจิตให้สงบนิ่ง พร้อมทั้งกำจัดหรือขับไล่สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมองคือ กิเลสออกไปจากจิต จิตก็สงบใสบริสุทธิ์ ปัญญาญาณหรือความสามารถในการหยั่งรู้ก็เกิดขึ้น ความรู้ที่ได้จากญาณนี้ พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือตรงตามความเป็นจริง เพราะการรู้ด้วยญาณนั้น พระพุทธศาสนาถือว่าเป็น การรู้สิ่งนั้น ๆ ตามที่เป็นจริง ดังพุทธพจน์ว่า สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ[๙] ความว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความจริงย่อมปรากฏ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ แปลว่า เห็นด้วยญาณตามเป็นจริง ความรู้ในระดับนี้เป็นความรู้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับตัวกลางหรือสื่อใด ๆ แต่เป็นการรู้ตรงของจิต มีลักษณะเป็นการหยั่งรู้(ญาณ) หรือเป็นความรู้ระดับเหนือประสบการณ์และเหนือเหตุผล เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ในความรู้ทั้ง ๓ คือ ความรู้ระดับสุตะ และจินตาเป็นความรู้ขั้นสามัญ ส่วนความรู้จากภาวนา เป็นความรู้ขั้นวิสามัญ หรือเหนือธรรมดา ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อภิญญา ความรู้ทั้งสองนี้จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อนำความรู้ไปเพื่อช่วยเหลือตนเองหรือป้องกันตนเองได้ที่เรียกว่านิปกปัญญา หรือ เนปักกปัญญา คือ ปัญญารักษาตนหรือรักษาตัวรอด[๑๐] ความรู้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตคือรู้ว่าอะไรดี รู้ว่าอะไรชั่ว และรู้วิธีที่จะช่วยให้ทำดีเว้นชั่วได้อย่างสมบูรณ์ แต่ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็ยังถือว่าไม่ใช่สุดยอดแห่งความรู้ทางพระพุทธศาสนา เพราะสุดยอดของความรู้ก็คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นทุกข์ดังพุทธพจน์ที่ว่า “พรหมจรรย์นี้...มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์.....มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์... (แต่) มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบเป็นประโยชน์เป็นสาระเป็นผลสุดท้าย”[๑๑] และอีกพระสูตรหนึ่งกล่าวไว้ตรง ๆ ว่า “ ปรมา อริยา ปญฺญา ยทิทํ สพฺพทุกฺขขเย ญาณํ”[๑๒] แปลว่า สุดยอดของปัญญาคือ ความรู้ในความสิ้นทุกข์
เพราะฉะนั้น ในการใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นจะต้องเป็นความรู้ที่แท้จริงคือความรู้ที่ถูกต้อง แท้จริงถูกต้องอย่างไร คือเมื่อความรู้เกิดขึ้นความชั่วต้องลดลงหรือรู้มากเท่าไรความชั่วยิ่งลดลงเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ต้องรู้ถึงขั้นขจัดทุกข์ที่เป็นต้นตอของปัญหาได้คือ การเกิด แก่ และตาย นั้นคือสุดยอดของความรู้ที่มนุษย์ควรแสวงหาในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ความจริง
เมื่อชีวิตมีความรู้ที่ดี ถูกต้องแล้วก็ต้องรู้มากขึ้น รู้อะไร รู้ความจริง ความจริงในทางพระพุทธศาสนานั้นเราเรียกว่าอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ สามารถทำให้ผู้รู้เป็นผู้ประเสริฐที่เรียกว่าเป็นพระอริยบุคคลนั่นเอง ความจริงในอริยสัจ ๔ นั้นกล่าวโดยสรุปแล้วคือการรู้ความจริง ๒ ประการคือความจริงเกี่ยวกับทุกข์ และความจริงเกี่ยวกับการดับทุกข์ หรือถ้าให้สั้นกว่านั้นคือการรู้ความจริงเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ที่เป็นนามรูป ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์และ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา[๑๓] การรู้ความจริงในพุทธปรัชญาจะเน้นเรื่องการรู้ภายในคือเรื่องของขันธ์ ๕ และจะไม่ให้ความสำคัญกับความรู้ภายนอก เช่นเรื่องโลก จักรวาล เป็นต้น เพราะไม่ใช่เป้าหมายของความรู้คือ ความรู้เหล่านั้นไม่อาจนำมนุษย์พ้นทุกข์ได้
ความดี
การรู้ความจริงนั้นเป็นพื้นฐานของความดี ความดีคืออะไร ในพระพุทธศาสนามีคำที่ใช้เรียกหรือใช้แทนที่หมายถึงความดีหลายคำ คือ บุญ กุศล ธัมมจริยา สมจริยา สุจริต กรณียะ[๑๔] คำเหล่านี้ในความหมายรวมหมายถึงความดี ความดีอาจแบ่งได้ ๒ ลักษณะ[๑๕]คือ ความดีในเชิงเหตุได้แก่คุณธรรมและการกระทำที่ดีทั้งหลายซึ่งเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งผลดีหรือผลที่ดี ความดีส่วนนี้อาจเรียกว่า เป็นความดีเชิงอุปกรณ์ และความดีเชิงผล ได้แก่วิบาก หรือผลดีที่เกิดจากการประพฤติธรรมหรือการทำดีในลักษณะต่าง ๆ การทำความดีอาจแบ่งเป็น ๓ ระดับคือ ความดีขั้นต้น ความดีขั้นกลาง และความดีขั้นสูง
ความงาม
ความดีทั้งสามขั้นนี้จะเกี่ยวโยงกับความงามในทางพระพุทธศาสนาด้วย เพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงประทานวิธีการประกาศพระศาสนาที่เรียกว่า พรหมจรรย์ แก่พระอรหันต์ ๖๐ องค์ ก็เน้นเรื่องความดีและความงาม งามอย่างไร ในพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่าจงประกาศพรหมจรรย์ซึ่งงามในเบื้องต้น (อาทิกลฺยาณํ) งามในท่ามกลาง (มชฺเฌฺกลฺยาณํ) และงามในที่สุด (ปริโยสานกลฺยาณํ) ความดีหรือความงามในเบื้องต้นได้แก่ความดีระดับวัตถุด้วยการมีทรัพย์สมบัติ และมีเบญจศีลซึ่งถือว่าเป็นคนดีคนงาม ที่เรียกว่า ดีแบบปุถุชน ความดีหรือความงามในท่ามกลางได้แก่การมีศีลมีธรรม มีสมาธิที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้ในระดับหนึ่งคนดีระดับนี้อาจเรียกว่า กัลยาณชน ความดีหรือความงามในที่สุด ได้แก่ความดีความงามที่เกิดจากการพัฒนาชีวิตมีศีล สมาธิ ปัญญา ดำเนินตามทางสายกลางที่เป็นส่วนเหตุทำให้ผู้นั้นสามารถทำลายกิเลสตามระดับต่าง ๆ (สังโยชน์ ๑๐)[๑๖] จนทำให้ผู้นั้นกลายเป็นคนดีคนงามที่เรียกว่า อารยชน หรือ อริยบุคคล ความงามที่แสดงออกผ่านคนดีแสดงให้เห็นว่า ความงามเป็นการปรากฏของความดีนั่นเอง
สรุป
แนวคิดในการดำเนินชีวิตตามคำสอนทางพระพุทธศาสนาต้องพัฒนาความรู้ที่สามารถลดละหรือกำจัดกิเลสความชั่ว หรือที่เรียกว่า รู้เพื่อทำดีและรู้เพื่อละชั่ว ความรู้ที่ต้องค้นหาศึกษาคือเรื่องของความจริงที่เกี่ยวกับตนเอง ศึกษาเรื่องภายในตนเป็นความจริงที่นำไปสู่ความดีที่เป็นส่วนเหตุคือกุศลกรรม การทำความดี และจะได้รับผลที่ เรียกว่า กุศลวิบาก เมื่อทำความดีและได้รับผลของความดีจะทำให้เกิดความงามที่เป็นปรากฏการณ์ของการทำความดี งามทั้งภายใน ที่เรียกว่าคุณงามความดี งามทั้งภายนอก ที่เรียกว่างามด้วยกิริยาท่าทาง จะเห็นได้ว่าเรื่องของชีวิต ความรู้ ความจริง ความดี และความงามเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในฐานะเป็นปรัชญาชีวิตซึ่งจะก่อให้เกิดความดีความงามแก่ชีวิตตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติต่อไป
[๑] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับบิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๓๖๖.
[๒] สมนฺต. ทุติย. ๓๕๔.
[๓] ๑๔/ ๖๗๙ /๔๓๖.
[๔] สํ. มหา. ๑๙/ ๑๔๕๙/ ๔๔๓.
[๕] สํ. สคา. ๑๕/ ๒๐๓ /๕๘.
[๖] สุเชาวน์ พลอยชุม, พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๑), หน้า ๑๐๗-๑๑๐.
[๗] อํ. ปญฺจก. ๒๒/ ๘๗ /๑๒๙.
[๘] อํ. ปญฺจก. ๒๒/ ๘๗ /๑๒๙.
[๙] สํ. ส ฬา . ๑๘ /๑๔๔/ ๙๘.
[๑๐] ขุ.มหา.๒๙/๙๒๑/๕๘๗; อภิ.วิ. ๓๕/๕๙๙/๓๒๘;๓๕/๑๑๐๗/๕๗๒.
[๑๑] ม.มู ๑๒/๓๕๒/๓๗๓.
[๑๒] ม.อุ.๑๔/๖๙๒/๔๔๕.
[๑๓] อํ ติก. ๒๐/๓๖๘/๕๗๖.
[๑๔] อํ. ทุก. ๒๐/๒๖๒-๒๖๕/๗๑.
[๑๕] สุเชาวน์ พลอยชุม, พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๑) , หน้า ๑๖๗.
[๑๖] สังโยชน์ ๑๐ คือกิเลสอันผูกใจสัตว์,ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์หรือผูกกรรมไว้กรรมผล ได้แก่ สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน วิจิกิจฉา ความสงสัยความลังเลไม่แน่ใจ สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรตโดยสักว่าทำตาม ๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยเพียงศีลและวัตร กามราคะ ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ, ความงดหงิดขัดเคือง รูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌานหรือในรูปธรรมอันประณีต , ความปรารถนาในรูปภพ อรูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌานหรือในอรูปธรรม,ความปรารถนาในอรูปภพ มานะ ความสำคัญตนคือถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน และ อวิชชา ความไม่รู้จริง,ความหลง (พระเทพเวที(ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม ( พิมพ์ครั้งที่ ๗ , กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๕) หน้า๒๘๙-๒๙๐.
ความหมาย คุณค่า เป้าหมายของชีวิต คุณธรรม จริยธรรม การแก้ปัญหาด้วยปรัชญาและศาสนา เพื่อพัฒนาชีวิตและสังคม
วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551
ศาสตร์การตีความแนวพุทธศาสน์
อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ ทุสฺสีโล ลภเต นโร วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ สทา ลภติ สีลวา[๑]
คนผู้ทุศีลย่อมได้รับความติเตียน และความเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลย่อมได้รับชื่อเสียง
และความยกย่องสรรเสริญทุกเมื่อ.
สุภาษิตข้างต้นนี้เป็นการแสดงให้เห็นโทษของการไม่มีศีล คือการได้รับการติเตียนและการเสียชื่อเสียง และได้แสดงคุณของการมีศีล คือการมีชื่อเสียงและการยกย่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายตามแนวเทศนาหาระตามลำดับไป
ศีลคืออะไร
คำว่า “ศีล” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน [๒] อธิบายว่า ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดการปฏิบัติกายและวาจา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ , การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช,ป.ธ. ๙,ราชบัณฑิต)[๓] ได้อธิบายไว้ว่า สีล หรือ ศีล แปลว่าปกติ,สภาวะเดิม ,ธรรมชาติ โดยวิเคราะห์ศัพท์ในนัยต่าง ๆ คือ
จิตฺตํ สีลติ สมาทหติ เอเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเหตุสงบแห่งจิต (สีลในความหมายว่าสงบ)
สิโนติ จิตฺตํ เมเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเครื่องผูกจิตไว้
สีเลนฺติ กุสลธมฺเม อุปธาเรนฺติ เอเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเหตุให้ดำรงกุศลธรรมไว้ได้ (สีล ธาตุ ในความหมาย ว่าทรงไว้)
สีเลติ อุปธาเรติ ตํสมงฺคีปุคฺคลํ อปาเยสุ อุปฺปตฺตินิวารณวเสน ภูโส ธาเรตีติ สีลํ ธรรมที่ดำรงบุคคลผู้มีพร้อมไว้มิให้เกิดในอบาย(สีล ธาตุ ในความหมายว่าทรงไว้)
จะเห็นได้ว่าคำว่า สีล มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับการอธิบายและการนำไปใช้ แต่สรุปได้ว่า คำว่า สีล
ตรงกับภาษาบาลีว่า “ สีล” แต่ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ศีล” ตามศัพท์แปลว่า ปกติ ,ประเสริฐ ,เกษม ,สงบหมายความว่า คนที่มีจิตเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ และชักไปทำชั่วทำผิด จิตเป็นปกติ เมื่อจะทำอะไรทางกายด้วยจิตที่เป็นปกติ ก็ไม่ทำกายทุจริต เมื่อจะพูดอะไรทางวาจา ก็ไม่พูดวจีทุจริตเมื่อคิดเรื่องราวอะไรทางใจ หรือทางมนะ ก็ไม่คิดเป็นมโนทุจริต เพราะฉะนั้น ใจจึงเป็นศีล ทำทางกาย กายก็เป็นศีล ทำทางวาจา วาจาก็เป็นศีล,คิดทางมนะ มนะก็เป็นศีล แต่ถ้า โลภะโทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นครอบงำจิต ก็ทำให้คิดอยากได้ ให้คิดล้างผลาญ ให้หลงงมงาย ทีนี้เสียปกติจิตก็วิปริต เสียศีลภายในทางใจ เมื่อศีลทางใจเสียไปแล้ว ทำอะไรทางกายด้วยอำนาจ พูดทางวาจาก็เป็นวจีทุจริตคิดทางมนะก็เป็นมโนทุจริต โดยตรงเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อมุ่งเอาอาการที่ปรากฏก็คือทางกาย ทางวาจา เพราะทางใจคนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ รู้ได้แต่ตัวเอง คนที่เว้นจากทำชั่วทางกายก็เป็นศีลทางกาย เว้นชั่วทางวาจา ก็เป็นศีลทางวาจา คนที่รักษาศีลนั้นสามารถรักษาศีลเพียงทางกายและวาจาเท่านั้น แต่ศีลไม่สามารถควบคุมถึงจิตใจได้ ถึงแม้ว่าใจจะไม่เป็นปกติเป็นศีลแท้ แต่กายก็ไม่ทำทุจริต วาจาไม่พูดทุจริต ยังดีกว่าทำกายทุจริต พูดวจีทุจริต เมื่อรักษาศีลทางกาย ทางวาจา ไปจนเตือนใจ สะกิดใจ ให้ใจสงบจาก โลภะ โทสะ โมหะ ได้ แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ นี่เป็นศีลทางใจ เป็นศีลแท้
อีกนัยหนึ่ง[๔] เจตนาที่รักษากายกรรม วจีกรรม ให้ตั้งเป็นปกติดี เว้นจากประพฤติชั่วทุจริต ชื่อว่า ศีล ศีลในทางปกครอง คือการประพฤติตามกฎหมายจารีตประเพณีอันดีงาม ศีลนั้นอาจ แบ่งออกได้เป็น ๒ คือ เป็น อาการอย่างหนึ่ง เป็นตัวศีลอย่างหนึ่ง อาการคือ เมื่อตั้งใจรักษา ระวังไม่ให้ประพฤติล่วง นี่เรียกว่ารักษาอาการของศีล ตั้งใจรักษาอาการของศีลจนไม่คิดประพฤติล่วง จิตสงบเป็นปกติ หรือเห็นโทษของการล่วงศีล แล้วจิตสงบเป็นปกติไม่คิดล่วง นี่ได้ชื่อว่าตัวศีล เพราะฉะนั้น การตั้งใจรักษาอาการไม่ให้ประพฤติชั่ว เป็นอาการของศีล ตั้งใจรักษาไปจนจิตเป็นปกติไม่คิดล่วงเป็นตัวศีล
ส่วนที่แปลว่า ประเสริฐนั้น หมายถึงผู้ที่มีศีลเป็นผู้ประเสริฐ เพราะเขาไม่ละเมิดสิทธิชีวิตของสัตว์อื่น ไม่ละเมิดสิทธิทรัพย์สินผู้อื่น ไม่ละเมิดสิทธิคู่ครองของคนอื่น ไม่ละเมิดสิทธิการสื่อสารของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดเป็นผู้ประเสริฐ เพราะมีสติสัมปชัญญะไม่เมามัวเพราะการเสพดื่มสิ่งเสพติดทุกประเภท หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ การมีศีล ๕ นั้นเอง ผู้ที่รักษาศีล ๕ เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเป็นผู้มีจิตใจสูงที่เรียกว่า เป็นมนุษย์ เพราะมีมนุษยธรรม ธรรมะที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ ได้แก่ศีล ๕ ข้อ คนที่มีศีล ๕ เป็นผู้ประเสริฐโดยแท้
โทษของการไม่มีศีล
ในสุภาษิตนี้ได้แสดงโทษ(อาทีนวะ) ของผู้ทุศีลก่อนแล้วจึงแสดงคุณ (อัสสาทะ) ทีหลัง ผู้ทุศีล คือผู้ที่ไม่มีเจตนาจะงดเว้นจากการรักษาศีล ๕ ข้อข้างต้นชื่อว่าผู้ทุศีล ย่อมได้รับโทษคือ การติเตียน และการเสียชื่อเสียง ติเตียนอย่างไร ติเตียนว่าผู้นั้นเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบพูดโกหกหลอกลวง พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นคนติดเหล้าติดยาเป็นคนเมา เป็นต้น และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เสียชื่อเสียงอย่างไร เสียชื่อว่าคนนี้เป็นคนใจร้ายไม่มีเมตตากรุณาชอบฆ่าคนฆ่าสัตว์ ชอบลักปล้นจี้ขโมยของคนอื่นเป็นคนส่ำส่อนชอบผิดลูกเมียคนอื่น เป็นคนเชื่อถือไม่ได้ชอบโกหกหลอกลวงพูดจาไม่สุภาพ และเป็นขี้เมาขี้เหล้า ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย พระพุทธเจ้าได้ตรัสโทษของการทุศีลไว้ในสีสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตถึง ๕ ประการคือ
๑. ทำให้เสื่อมโภคทรัพย์
๒. ทำให้ไม่กล้าหาญเมื่อเข้าสู่ที่ประชุม
๓. ทำให้วิญญูชนติเตียน
๔. ใกล้ตายก็หลง
๕. เมื่อตายแล้วไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต[๕]
นอกจากโทษทั้ง ๕ อย่างแล้วผู้ทุศีลนั้นไม่เป็นที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ตักเตือนไม่ได้ เป็นผู้ถึงความทุกข์เพราะถูกติเตียน จะเห็นได้ว่าการไม่มีศีลมีแต่โทษมีทุกข์มากมายเกินบรรยาย
ประโยชน์หรือคุณค่าของการมีศีล
ผู้มีศีลนั้นท่านกล่าวว่ามีความไม่เดือดร้อนเป็นผล ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ชื่อเสียงย่อมฟุ้งขจรไปตามนัยสุภาษิตข้างต้นนั้น นอกจากนั้นอานิสงส์ของการมีศีลนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสีสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตตรงข้ามกับการทุศีลมี ๕ ประการคือ
๑. ทำให้ได้รับโภคทรัพย์สมบัติมาก
๒. เกียรติศัพท์อันดีย่อมฟุ้งขจรไป
๓. เป็นผู้องอาจกล้าหาญในการเข้าสู่ที่ประชุม
๔. เมื่อใกล้ตายก็ไม่หลงตาย
๕. เมื่อตายไปแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์[๖]
ศีลนี้เองเป็นเหตุทำให้ผู้รักษาปฏิบัติตามย่อมก้าวสู่ทางแห่งพระนิพพานหรือการทำลายกิเลสทั้งหลายได้เป็นเหตุก่อให้เกิดสมาธิและปัญญาและทำให้พ้นจากกิเลสทั้งหลายได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร[๗]ว่า
“สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส
สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา
ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ”
แปลว่า สมาธิที่ศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตที่ปัญญาอบรมแล้วย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลายโดยชอบทีเดียว จากพระพุทธดำรัสนี้แสดงให้เห็นว่าการมีศีลหรือผู้มีศีลนั้นสามารถเข้าสู่ความพ้นทุกข์ได้เป็นทางออกแห่งทุกข์ได้
อานิสงส์ของการมีศีล
ผู้มีศีลได้รับประโยชน์มากหลายประการดังกล่าวแล้วข้างต้น ประโยชน์ระดับพื้นฐานคือความสุขความเจริญ มีทรัพย์สมบัติ ได้รับการยกย่อง มีชื่อเสียง ในระดับกลาง คือความสุขในอนาคตเช่นการมีสุคติคือไปสู่สถานที่ดี หรือแม้ชีวิตหลังความตามก็ได้สุคติโลกสวรรค์เป็นผลของการมีศีลนั่นเอง ส่วนประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพานก็จะได้รับเพราะการมีศีลเป็นเหตุ นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้นได้รับผลอานิสงส์ทั้ง ๓ ระดับดังกล่าวแล้ว กล่าวโดยสรุปผลหรืออานิสงส์ของศีลท่านจะสรุปไว้ในตอนท้ายศีล ๓ ประการคือ
๑. สีเลน สุคตึ ยนฺติ ศีลทำให้คนไปสุคติ คำว่า “สุคติ” อาจอธิบายได้ ๒ นัย คือ นัยที่ ๑ แปลว่าไปดี คือคนที่มีศีลนั้นจะไปที่ไหนก็ไปดี เกินทางไปที่ไหนก็ดีปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะว่าไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น เป็นอันตรายต่อสังคม ได้ชื่อว่าไปดี เพราะไปสู่ที่ดีได้ ที่ประเสริฐได้ คนที่มีศีลเขาก็ยกย่องให้มีฐานะ มีตำแหน่ง มีที่อยู่ มีอะไรที่ดี ๆ เพราะศีลนี้ส่งไปสู่สุคติ คือส่งให้ไปสู่ที่ดี นัยที่ ๒ สุคติหมายถึงภูมิที่ไปเกิดในที่ดี สุคติหรือภูมิที่ไปเกิดในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านแยกเป็น ๒ คือ สวรรค์ และมนุษย์ มนุษย์นี้จัดเป็นสุคติภูมิอย่างหนึ่ง อย่างคนที่ตาย ญาติมิตรเห็นเข้าเห็นเข้าก็พูดว่า ขอให้ไปที่ชอบ ๆ เถอะ คำว่าที่ชอบนั้นคือสุคตินั้นเอง ดังนั้น คำว่าสุคติจึงหมายถึงทั้งมนุษย์และสวรรค์ คนที่ไปสู่สุคติอาจจะเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะการเกิดในโลกมนุษย์ถือว่าเป็นสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็เป็นสุคติภูมิชั้นสูง ฉะนั้น เราควรมั่นใจควรพอใจว่าแม้เพียงศีลอย่างเดียวเราก็ไปสวรรค์ได้ ถ้าไม่ถึงสวรรค์ก็เป็นมนุษย์ ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่จะไปในที่ใดก็ไปดี ไปประเสริฐ ดังนั้น การมีศีลจึงถือว่าเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติภูมิ
๒. สีเลน โภคสมฺปทา ศีลทำให้คนได้รับทรัพย์สมบัติ ข้อนี้ถ้าพิจารณาไม่ชัดอาจจะทำให้เข้าใจผิด คำว่า ศีลทำให้ได้รับทรัพย์สมบัตินั้น คือว่า คนที่มีศีลจะทำมาหากินอะไรก็ได้ยั่งยืน เพราะไม่โกงเขา ไม่ฆ่าเขา ไม่หลอกลวงเขา คนก็เชื่อถือ จะทำมาค้าขายติดต่อก็ทำงานได้ผลดี ถ้าทำราชการก็ยั่งยืน แต่ถ้าไปโกงไปกินไปคอรัปชั่นก็ถูกไล่ออก ถูกติดคุก หรือบางทีก็ถูกทำร้ายถูกฆ่าตาย ทรัพย์สมบัติจะเกิดก็เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น พ่อค้าส่งของไปต่างประเทศ แต่ปลอมปนสินค้าเข้าไป ในที่สุดต่างประเทศเขาก็จับได้ก็งดสั่งสินค้า ทางรัฐบาลก็ไม่ให้บุคคลนั้นหรือบริษัทนั้นเป็นตัวแทนในการส่งออกต่อไป ทรัพย์สมบัติจะเกิดก็เกิดไม่ได้ ส่วนคนมีศีล เช่น พระสงฆ์ท่านจะมีคนถวายข้าวของมากมาย เพราะท่านมีศีลตรงกันข้ามพระรูปไหนไม่มีศีลก็จะไม่ได้รับการกราบการไหว้ไม่มีข้าวของจะฉัน เพราะฉะนั้น จึงถือว่าศีลทำให้บุคคลให้ได้รับทรัพย์สมบัติ ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่ไม่ดื่มเหล้าก็สามารถทำให้เก็บทรัพย์สมบัติได้มากไม่ต้องเสียเงินเพราะเหล้า เพราะถ้าดื่มเหล้าเมามายแล้วจะทำให้ทรัพย์สมบัติฉิบหายไปทั้งของตนและของคนอื่นด้วย
๓. สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ศีลทำให้คนดับทุกข์ความเดือดร้อนเข้าสู่นิพพานได้ คำว่า นิพฺพุตึ[๘] แปลว่าดับ คือดับความทุกข์ความเดือดร้อนได้ อย่างสูงคือดับเข้าสู่นิพพานได้ คนมีศีลนั้นจะดับทุกข์ความเดือดร้อนได้ เดือดร้อนเพราะขาดศีล แต่มีความสุขเพราะการมีศีล ในปัจจุบันนี้เห็นชัดเจนว่าคนมีศีลดับทุกข์ความเดือดร้อนได้มากประสพความสุขได้มาก เมื่อจิตขึ้นสู่สมาธิแล้วก็เกิดความสงบเกิดความเยือกเย็นเพราะมีศีลเป็นพื้นฐาน คนที่ไม่มีศีลแล้วมาทำสมาธิ สมาธิก็ไม่ดีหรือทำไม่ได้ แต่ถ้ามีศีลเป็นพื้นฐานแล้วยกจิตสู่สมาธิ ศีลก็ยังยกขึ้นสู่ปัญญาในที่สุดได้ด้วย เพราะฉะนั้น ศีลก็หมายถึงการทำให้เกิดความสงบขึ้น เพราะศีลทำบุคคลให้ดับทุกข์ความเดือดร้อนได้และเพราะศีลทำให้บุคคลให้ดับทุกข์ความเดือดร้อนถึงขั้นพระนิพพาน บุคคลจะได้พระนิพพานนั้นต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน แม้พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุพระนิพพานก็ต้องมีศีล เพราะศีลนี้เป็นบารมีข้อหนึ่งเรียกว่า ศีลบารมี
อุบายวิธีรักษาศีล
ในการรักษาศีลนั้นมีวิธีการ คือต้องมีวิรัติเจตนา คือเจตนาในการงดเว้นจากการทำความผิดที่เป็นข้อห้าม เช่น ศีล ๕ เป็นต้น อาจแบ่งย่อยเป็น ๓ ประเภทคือ
๑. สมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยการสมาทาน คือสมาทานหรือรับเอาด้วยตนเองก็ได้ ด้วยการรับจากผู้อื่นก็ได้ เช่น การสมาทานหรือรับศีล ๕ จากพระภิกษุ เป็นต้น
๒. สัมปัตตวิรัติ งดเว้นด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้แก่ การรักษาศีลของผู้ไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะรักษาศีล แต่มาประสบเหตุการณ์ที่จะทำให้ตนประพฤติล่วงศีล ก็ตั้งใจงดเว้นขึ้นในทันทีทันใดนั้นก็เป็นศีลเช่นกัน
๓. สมุทเฉทวิรัติ งดเว้นได้เด็ดขาด คือการรักษาศีลของพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านงดเว้นจากการประพฤติผิดศีล ๕ อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องสมาทาน เพราะจิตของท่านเห็นโทษของการขาดศีลอย่างแท้จริง ไม่ยอมประพฤติล่วงศีล แม้จะสิ้นชีวิตก็ไม่ยอมผิดศีล เหมือนคนกลัวตายไม่ยอมดื่มยาพิษ
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการรักษาศีลนั้นไม่ยุ่งยาก สำคัญคือต้องมีเจตนาในการงดเว้นนั่นเอง การรักษาศีลนี้แม้จะเป็นเพียงเบื้องต้นของการปฏิบัติแต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนำตนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตนเพื่อไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด คือพระนิพพานในอนาคต
ดังนั้น เมื่อเราทราบว่าผู้ที่ไม่มีศีลหรือผู้ทุศีลนั้นจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งในปัจจุบัน เช่น การติเตียนและการเสียชื่อเสียง ดังที่กล่าวไว้ในสุภาษิตข้างต้นนั้น และในอนาคตก็จะมีทุคติคือไปไม่ดีสู่สถานที่ไม่ดี เช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นต้น ส่วนผู้รักษาศีลผู้มีศีลนั้นได้รับผลตรงข้ามกันคือการยกย่องสรรเสริญและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน ในอนาคตก็จะได้รับสุคติ คือการไปสู่สถานที่ดี เช่น การเป็นเทวดาและมนุษย์ เป็นต้น และสามารถทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดเมื่อรู้โทษของการไม่มีศีลและรู้คุณของการมีศีลแล้วก็ควรจะรักษาศีลกันเถิด
[๑] พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฏฐ สุตฺต.ขุ. ๒๖/๓๗๘/๓๕๗.
[๒] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ( กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๐๓.
[๓] พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช,ป,ธ,๙,ราชบัณฑิต), ศัพท์วิเคราะห์. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๕๐), หน้า ๗๑๐.
[๔] สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, พระโอวาทธรรมบรรยายเล่ม ๑. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๖-๑๔๗.
[๕] พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ, ๑๔/๒๑๓/๒๒๖-๒๒๗ .
[๖] พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ, ๑๔/๒๑๓/๒๒๖-๒๒๗ .
[๗] พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฏฐ, สุตฺต.ที.มหา. ๑๐/๑๑๑/๑๔๓ .
[๘] พระราชวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ), การสั่งสมบุญด้วยการรักษาศีล.( กรุงเทพฯ: สุทธิสารการพิมพ์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๘-๒๙.
คนผู้ทุศีลย่อมได้รับความติเตียน และความเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลย่อมได้รับชื่อเสียง
และความยกย่องสรรเสริญทุกเมื่อ.
สุภาษิตข้างต้นนี้เป็นการแสดงให้เห็นโทษของการไม่มีศีล คือการได้รับการติเตียนและการเสียชื่อเสียง และได้แสดงคุณของการมีศีล คือการมีชื่อเสียงและการยกย่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายตามแนวเทศนาหาระตามลำดับไป
ศีลคืออะไร
คำว่า “ศีล” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน [๒] อธิบายว่า ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดการปฏิบัติกายและวาจา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ , การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช,ป.ธ. ๙,ราชบัณฑิต)[๓] ได้อธิบายไว้ว่า สีล หรือ ศีล แปลว่าปกติ,สภาวะเดิม ,ธรรมชาติ โดยวิเคราะห์ศัพท์ในนัยต่าง ๆ คือ
จิตฺตํ สีลติ สมาทหติ เอเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเหตุสงบแห่งจิต (สีลในความหมายว่าสงบ)
สิโนติ จิตฺตํ เมเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเครื่องผูกจิตไว้
สีเลนฺติ กุสลธมฺเม อุปธาเรนฺติ เอเตนาติ สีลํ ธรรมเป็นเหตุให้ดำรงกุศลธรรมไว้ได้ (สีล ธาตุ ในความหมาย ว่าทรงไว้)
สีเลติ อุปธาเรติ ตํสมงฺคีปุคฺคลํ อปาเยสุ อุปฺปตฺตินิวารณวเสน ภูโส ธาเรตีติ สีลํ ธรรมที่ดำรงบุคคลผู้มีพร้อมไว้มิให้เกิดในอบาย(สีล ธาตุ ในความหมายว่าทรงไว้)
จะเห็นได้ว่าคำว่า สีล มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับการอธิบายและการนำไปใช้ แต่สรุปได้ว่า คำว่า สีล
ตรงกับภาษาบาลีว่า “ สีล” แต่ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ศีล” ตามศัพท์แปลว่า ปกติ ,ประเสริฐ ,เกษม ,สงบหมายความว่า คนที่มีจิตเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ และชักไปทำชั่วทำผิด จิตเป็นปกติ เมื่อจะทำอะไรทางกายด้วยจิตที่เป็นปกติ ก็ไม่ทำกายทุจริต เมื่อจะพูดอะไรทางวาจา ก็ไม่พูดวจีทุจริตเมื่อคิดเรื่องราวอะไรทางใจ หรือทางมนะ ก็ไม่คิดเป็นมโนทุจริต เพราะฉะนั้น ใจจึงเป็นศีล ทำทางกาย กายก็เป็นศีล ทำทางวาจา วาจาก็เป็นศีล,คิดทางมนะ มนะก็เป็นศีล แต่ถ้า โลภะโทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นครอบงำจิต ก็ทำให้คิดอยากได้ ให้คิดล้างผลาญ ให้หลงงมงาย ทีนี้เสียปกติจิตก็วิปริต เสียศีลภายในทางใจ เมื่อศีลทางใจเสียไปแล้ว ทำอะไรทางกายด้วยอำนาจ พูดทางวาจาก็เป็นวจีทุจริตคิดทางมนะก็เป็นมโนทุจริต โดยตรงเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อมุ่งเอาอาการที่ปรากฏก็คือทางกาย ทางวาจา เพราะทางใจคนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ รู้ได้แต่ตัวเอง คนที่เว้นจากทำชั่วทางกายก็เป็นศีลทางกาย เว้นชั่วทางวาจา ก็เป็นศีลทางวาจา คนที่รักษาศีลนั้นสามารถรักษาศีลเพียงทางกายและวาจาเท่านั้น แต่ศีลไม่สามารถควบคุมถึงจิตใจได้ ถึงแม้ว่าใจจะไม่เป็นปกติเป็นศีลแท้ แต่กายก็ไม่ทำทุจริต วาจาไม่พูดทุจริต ยังดีกว่าทำกายทุจริต พูดวจีทุจริต เมื่อรักษาศีลทางกาย ทางวาจา ไปจนเตือนใจ สะกิดใจ ให้ใจสงบจาก โลภะ โทสะ โมหะ ได้ แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ นี่เป็นศีลทางใจ เป็นศีลแท้
อีกนัยหนึ่ง[๔] เจตนาที่รักษากายกรรม วจีกรรม ให้ตั้งเป็นปกติดี เว้นจากประพฤติชั่วทุจริต ชื่อว่า ศีล ศีลในทางปกครอง คือการประพฤติตามกฎหมายจารีตประเพณีอันดีงาม ศีลนั้นอาจ แบ่งออกได้เป็น ๒ คือ เป็น อาการอย่างหนึ่ง เป็นตัวศีลอย่างหนึ่ง อาการคือ เมื่อตั้งใจรักษา ระวังไม่ให้ประพฤติล่วง นี่เรียกว่ารักษาอาการของศีล ตั้งใจรักษาอาการของศีลจนไม่คิดประพฤติล่วง จิตสงบเป็นปกติ หรือเห็นโทษของการล่วงศีล แล้วจิตสงบเป็นปกติไม่คิดล่วง นี่ได้ชื่อว่าตัวศีล เพราะฉะนั้น การตั้งใจรักษาอาการไม่ให้ประพฤติชั่ว เป็นอาการของศีล ตั้งใจรักษาไปจนจิตเป็นปกติไม่คิดล่วงเป็นตัวศีล
ส่วนที่แปลว่า ประเสริฐนั้น หมายถึงผู้ที่มีศีลเป็นผู้ประเสริฐ เพราะเขาไม่ละเมิดสิทธิชีวิตของสัตว์อื่น ไม่ละเมิดสิทธิทรัพย์สินผู้อื่น ไม่ละเมิดสิทธิคู่ครองของคนอื่น ไม่ละเมิดสิทธิการสื่อสารของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดเป็นผู้ประเสริฐ เพราะมีสติสัมปชัญญะไม่เมามัวเพราะการเสพดื่มสิ่งเสพติดทุกประเภท หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ การมีศีล ๕ นั้นเอง ผู้ที่รักษาศีล ๕ เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเป็นผู้มีจิตใจสูงที่เรียกว่า เป็นมนุษย์ เพราะมีมนุษยธรรม ธรรมะที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ ได้แก่ศีล ๕ ข้อ คนที่มีศีล ๕ เป็นผู้ประเสริฐโดยแท้
โทษของการไม่มีศีล
ในสุภาษิตนี้ได้แสดงโทษ(อาทีนวะ) ของผู้ทุศีลก่อนแล้วจึงแสดงคุณ (อัสสาทะ) ทีหลัง ผู้ทุศีล คือผู้ที่ไม่มีเจตนาจะงดเว้นจากการรักษาศีล ๕ ข้อข้างต้นชื่อว่าผู้ทุศีล ย่อมได้รับโทษคือ การติเตียน และการเสียชื่อเสียง ติเตียนอย่างไร ติเตียนว่าผู้นั้นเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบพูดโกหกหลอกลวง พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นคนติดเหล้าติดยาเป็นคนเมา เป็นต้น และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เสียชื่อเสียงอย่างไร เสียชื่อว่าคนนี้เป็นคนใจร้ายไม่มีเมตตากรุณาชอบฆ่าคนฆ่าสัตว์ ชอบลักปล้นจี้ขโมยของคนอื่นเป็นคนส่ำส่อนชอบผิดลูกเมียคนอื่น เป็นคนเชื่อถือไม่ได้ชอบโกหกหลอกลวงพูดจาไม่สุภาพ และเป็นขี้เมาขี้เหล้า ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย พระพุทธเจ้าได้ตรัสโทษของการทุศีลไว้ในสีสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตถึง ๕ ประการคือ
๑. ทำให้เสื่อมโภคทรัพย์
๒. ทำให้ไม่กล้าหาญเมื่อเข้าสู่ที่ประชุม
๓. ทำให้วิญญูชนติเตียน
๔. ใกล้ตายก็หลง
๕. เมื่อตายแล้วไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต[๕]
นอกจากโทษทั้ง ๕ อย่างแล้วผู้ทุศีลนั้นไม่เป็นที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ตักเตือนไม่ได้ เป็นผู้ถึงความทุกข์เพราะถูกติเตียน จะเห็นได้ว่าการไม่มีศีลมีแต่โทษมีทุกข์มากมายเกินบรรยาย
ประโยชน์หรือคุณค่าของการมีศีล
ผู้มีศีลนั้นท่านกล่าวว่ามีความไม่เดือดร้อนเป็นผล ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ชื่อเสียงย่อมฟุ้งขจรไปตามนัยสุภาษิตข้างต้นนั้น นอกจากนั้นอานิสงส์ของการมีศีลนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสีสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตตรงข้ามกับการทุศีลมี ๕ ประการคือ
๑. ทำให้ได้รับโภคทรัพย์สมบัติมาก
๒. เกียรติศัพท์อันดีย่อมฟุ้งขจรไป
๓. เป็นผู้องอาจกล้าหาญในการเข้าสู่ที่ประชุม
๔. เมื่อใกล้ตายก็ไม่หลงตาย
๕. เมื่อตายไปแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์[๖]
ศีลนี้เองเป็นเหตุทำให้ผู้รักษาปฏิบัติตามย่อมก้าวสู่ทางแห่งพระนิพพานหรือการทำลายกิเลสทั้งหลายได้เป็นเหตุก่อให้เกิดสมาธิและปัญญาและทำให้พ้นจากกิเลสทั้งหลายได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร[๗]ว่า
“สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส
สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา
ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ”
แปลว่า สมาธิที่ศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตที่ปัญญาอบรมแล้วย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลายโดยชอบทีเดียว จากพระพุทธดำรัสนี้แสดงให้เห็นว่าการมีศีลหรือผู้มีศีลนั้นสามารถเข้าสู่ความพ้นทุกข์ได้เป็นทางออกแห่งทุกข์ได้
อานิสงส์ของการมีศีล
ผู้มีศีลได้รับประโยชน์มากหลายประการดังกล่าวแล้วข้างต้น ประโยชน์ระดับพื้นฐานคือความสุขความเจริญ มีทรัพย์สมบัติ ได้รับการยกย่อง มีชื่อเสียง ในระดับกลาง คือความสุขในอนาคตเช่นการมีสุคติคือไปสู่สถานที่ดี หรือแม้ชีวิตหลังความตามก็ได้สุคติโลกสวรรค์เป็นผลของการมีศีลนั่นเอง ส่วนประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพานก็จะได้รับเพราะการมีศีลเป็นเหตุ นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้นได้รับผลอานิสงส์ทั้ง ๓ ระดับดังกล่าวแล้ว กล่าวโดยสรุปผลหรืออานิสงส์ของศีลท่านจะสรุปไว้ในตอนท้ายศีล ๓ ประการคือ
๑. สีเลน สุคตึ ยนฺติ ศีลทำให้คนไปสุคติ คำว่า “สุคติ” อาจอธิบายได้ ๒ นัย คือ นัยที่ ๑ แปลว่าไปดี คือคนที่มีศีลนั้นจะไปที่ไหนก็ไปดี เกินทางไปที่ไหนก็ดีปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะว่าไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น เป็นอันตรายต่อสังคม ได้ชื่อว่าไปดี เพราะไปสู่ที่ดีได้ ที่ประเสริฐได้ คนที่มีศีลเขาก็ยกย่องให้มีฐานะ มีตำแหน่ง มีที่อยู่ มีอะไรที่ดี ๆ เพราะศีลนี้ส่งไปสู่สุคติ คือส่งให้ไปสู่ที่ดี นัยที่ ๒ สุคติหมายถึงภูมิที่ไปเกิดในที่ดี สุคติหรือภูมิที่ไปเกิดในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านแยกเป็น ๒ คือ สวรรค์ และมนุษย์ มนุษย์นี้จัดเป็นสุคติภูมิอย่างหนึ่ง อย่างคนที่ตาย ญาติมิตรเห็นเข้าเห็นเข้าก็พูดว่า ขอให้ไปที่ชอบ ๆ เถอะ คำว่าที่ชอบนั้นคือสุคตินั้นเอง ดังนั้น คำว่าสุคติจึงหมายถึงทั้งมนุษย์และสวรรค์ คนที่ไปสู่สุคติอาจจะเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะการเกิดในโลกมนุษย์ถือว่าเป็นสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็เป็นสุคติภูมิชั้นสูง ฉะนั้น เราควรมั่นใจควรพอใจว่าแม้เพียงศีลอย่างเดียวเราก็ไปสวรรค์ได้ ถ้าไม่ถึงสวรรค์ก็เป็นมนุษย์ ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่จะไปในที่ใดก็ไปดี ไปประเสริฐ ดังนั้น การมีศีลจึงถือว่าเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติภูมิ
๒. สีเลน โภคสมฺปทา ศีลทำให้คนได้รับทรัพย์สมบัติ ข้อนี้ถ้าพิจารณาไม่ชัดอาจจะทำให้เข้าใจผิด คำว่า ศีลทำให้ได้รับทรัพย์สมบัตินั้น คือว่า คนที่มีศีลจะทำมาหากินอะไรก็ได้ยั่งยืน เพราะไม่โกงเขา ไม่ฆ่าเขา ไม่หลอกลวงเขา คนก็เชื่อถือ จะทำมาค้าขายติดต่อก็ทำงานได้ผลดี ถ้าทำราชการก็ยั่งยืน แต่ถ้าไปโกงไปกินไปคอรัปชั่นก็ถูกไล่ออก ถูกติดคุก หรือบางทีก็ถูกทำร้ายถูกฆ่าตาย ทรัพย์สมบัติจะเกิดก็เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น พ่อค้าส่งของไปต่างประเทศ แต่ปลอมปนสินค้าเข้าไป ในที่สุดต่างประเทศเขาก็จับได้ก็งดสั่งสินค้า ทางรัฐบาลก็ไม่ให้บุคคลนั้นหรือบริษัทนั้นเป็นตัวแทนในการส่งออกต่อไป ทรัพย์สมบัติจะเกิดก็เกิดไม่ได้ ส่วนคนมีศีล เช่น พระสงฆ์ท่านจะมีคนถวายข้าวของมากมาย เพราะท่านมีศีลตรงกันข้ามพระรูปไหนไม่มีศีลก็จะไม่ได้รับการกราบการไหว้ไม่มีข้าวของจะฉัน เพราะฉะนั้น จึงถือว่าศีลทำให้บุคคลให้ได้รับทรัพย์สมบัติ ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่ไม่ดื่มเหล้าก็สามารถทำให้เก็บทรัพย์สมบัติได้มากไม่ต้องเสียเงินเพราะเหล้า เพราะถ้าดื่มเหล้าเมามายแล้วจะทำให้ทรัพย์สมบัติฉิบหายไปทั้งของตนและของคนอื่นด้วย
๓. สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ศีลทำให้คนดับทุกข์ความเดือดร้อนเข้าสู่นิพพานได้ คำว่า นิพฺพุตึ[๘] แปลว่าดับ คือดับความทุกข์ความเดือดร้อนได้ อย่างสูงคือดับเข้าสู่นิพพานได้ คนมีศีลนั้นจะดับทุกข์ความเดือดร้อนได้ เดือดร้อนเพราะขาดศีล แต่มีความสุขเพราะการมีศีล ในปัจจุบันนี้เห็นชัดเจนว่าคนมีศีลดับทุกข์ความเดือดร้อนได้มากประสพความสุขได้มาก เมื่อจิตขึ้นสู่สมาธิแล้วก็เกิดความสงบเกิดความเยือกเย็นเพราะมีศีลเป็นพื้นฐาน คนที่ไม่มีศีลแล้วมาทำสมาธิ สมาธิก็ไม่ดีหรือทำไม่ได้ แต่ถ้ามีศีลเป็นพื้นฐานแล้วยกจิตสู่สมาธิ ศีลก็ยังยกขึ้นสู่ปัญญาในที่สุดได้ด้วย เพราะฉะนั้น ศีลก็หมายถึงการทำให้เกิดความสงบขึ้น เพราะศีลทำบุคคลให้ดับทุกข์ความเดือดร้อนได้และเพราะศีลทำให้บุคคลให้ดับทุกข์ความเดือดร้อนถึงขั้นพระนิพพาน บุคคลจะได้พระนิพพานนั้นต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน แม้พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุพระนิพพานก็ต้องมีศีล เพราะศีลนี้เป็นบารมีข้อหนึ่งเรียกว่า ศีลบารมี
อุบายวิธีรักษาศีล
ในการรักษาศีลนั้นมีวิธีการ คือต้องมีวิรัติเจตนา คือเจตนาในการงดเว้นจากการทำความผิดที่เป็นข้อห้าม เช่น ศีล ๕ เป็นต้น อาจแบ่งย่อยเป็น ๓ ประเภทคือ
๑. สมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยการสมาทาน คือสมาทานหรือรับเอาด้วยตนเองก็ได้ ด้วยการรับจากผู้อื่นก็ได้ เช่น การสมาทานหรือรับศีล ๕ จากพระภิกษุ เป็นต้น
๒. สัมปัตตวิรัติ งดเว้นด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้แก่ การรักษาศีลของผู้ไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะรักษาศีล แต่มาประสบเหตุการณ์ที่จะทำให้ตนประพฤติล่วงศีล ก็ตั้งใจงดเว้นขึ้นในทันทีทันใดนั้นก็เป็นศีลเช่นกัน
๓. สมุทเฉทวิรัติ งดเว้นได้เด็ดขาด คือการรักษาศีลของพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านงดเว้นจากการประพฤติผิดศีล ๕ อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องสมาทาน เพราะจิตของท่านเห็นโทษของการขาดศีลอย่างแท้จริง ไม่ยอมประพฤติล่วงศีล แม้จะสิ้นชีวิตก็ไม่ยอมผิดศีล เหมือนคนกลัวตายไม่ยอมดื่มยาพิษ
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการรักษาศีลนั้นไม่ยุ่งยาก สำคัญคือต้องมีเจตนาในการงดเว้นนั่นเอง การรักษาศีลนี้แม้จะเป็นเพียงเบื้องต้นของการปฏิบัติแต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนำตนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตนเพื่อไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด คือพระนิพพานในอนาคต
ดังนั้น เมื่อเราทราบว่าผู้ที่ไม่มีศีลหรือผู้ทุศีลนั้นจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งในปัจจุบัน เช่น การติเตียนและการเสียชื่อเสียง ดังที่กล่าวไว้ในสุภาษิตข้างต้นนั้น และในอนาคตก็จะมีทุคติคือไปไม่ดีสู่สถานที่ไม่ดี เช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นต้น ส่วนผู้รักษาศีลผู้มีศีลนั้นได้รับผลตรงข้ามกันคือการยกย่องสรรเสริญและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน ในอนาคตก็จะได้รับสุคติ คือการไปสู่สถานที่ดี เช่น การเป็นเทวดาและมนุษย์ เป็นต้น และสามารถทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดเมื่อรู้โทษของการไม่มีศีลและรู้คุณของการมีศีลแล้วก็ควรจะรักษาศีลกันเถิด
[๑] พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฏฐ สุตฺต.ขุ. ๒๖/๓๗๘/๓๕๗.
[๒] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ( กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๐๓.
[๓] พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช,ป,ธ,๙,ราชบัณฑิต), ศัพท์วิเคราะห์. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๕๐), หน้า ๗๑๐.
[๔] สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, พระโอวาทธรรมบรรยายเล่ม ๑. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๖-๑๔๗.
[๕] พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ, ๑๔/๒๑๓/๒๒๖-๒๒๗ .
[๖] พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ, ๑๔/๒๑๓/๒๒๖-๒๒๗ .
[๗] พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฏฐ, สุตฺต.ที.มหา. ๑๐/๑๑๑/๑๔๓ .
[๘] พระราชวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ), การสั่งสมบุญด้วยการรักษาศีล.( กรุงเทพฯ: สุทธิสารการพิมพ์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๘-๒๙.
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551
พุทธวิธีในการบริหาร
พุทธวิธีในการบริหาร
(Buddhist Style in Management)
โดย นายภูมิกิติ จารุธนนนท์
(Buddhist Style in Management)
โดย นายภูมิกิติ จารุธนนนท์
บทนำ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระคุณสมบัติยอดเยี่ยมหลายประการเช่นที่มีในพระไตรปิฎกกล่าวไว ๙ ประการ ที่เรียกว่า พุทธคุณ ๙ [๑] เช่น อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระองค์เป็นพระอรหันต์เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพระคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะพุทธวิธีในการบริหารและการปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระคุณสมบัติของนักบริหารและนักปกครองชั้นยอดของพระองค์ เพราะพระคุณสมบัติในด้านนี้ของพระองค์นั่นเอง จึงทำให้พระองค์สามารถประกาศพระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็วและเป็นปึกแผ่นคงสืบทอดมาถึงเราทั้งหลายถึงทุกวันนี้
ความหมายของคำว่า บริหาร
คำว่า บริหาร ตรงกับภาษาบาลีว่า “ปริหร” เป็นคำแสดงความหมายถึง ลักษณะของการปกครองว่าเป็นการนำสังคมหรือหมู่คณะให้ดำเนินไปโดยสมบูรณ์ นำหมู่คณะให้พัฒนาไปพร้อมกัน “ปริหร"อาจบ่งถึงความหมายที่ว่า การแบ่งงาน การกระจายอำนาจ หรือการที่สมาชิกในสังคมมีส่วนร่วมในการปกครองหมู่คณะก็ได้ ในพระไตรปิฎกมักจะใช้คำว่า “ปริหร" กับกลุ่มสังคม เช่น “อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามิ” เราจักปกครองภิกษุสงฆ์ [๒] เป็นต้น กิติ ตยัคคานนท์ กล่าวว่า “การบริหาร คืองานของผู้นำหรือของผู้บริหารที่กระทำเพื่อให้กลุ่มคนที่มาอยู่รวมกันทำงานให้สำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ"หน้าที่ของนักบริหารปรากฏอยู่ในคำจำกัดความที่พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวไว้ว่า “ การบริหาร หมายถึง ศิลปะแห่งการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น” จากการให้ความหมายของคำว่า บริหารจะเห็นได้ว่า การบริหาร (Administration) เป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงหรือเหมือนกับคำว่า การจัดการ (Management) นอกจากสองศัพท์นี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกันแล้ว ยังมีศัพท์อื่น ๆ อีกมากที่นำมาใช้ผสมปนเปกันไป เช่น การบริหารรัฐกิจ สาธารณบริหาร หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของรัฐศาสตร์ กล่าวโดยสรุป การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะการบริหารสามารถเรียนรู้และฝึกฝนเพิ่มเติมได้ แต่ในขณะเดียวกันการบริหารงานก็ต้องใช้ความรู้อันเป็นระบบที่เชื่อถือได้ร่วมกับการใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อให้งานบรรลุผลโดยได้ทั้งงานและได้ทั้งน้ำใจจากผู้ร่วมงานหลักการบริหารที่เราทั้งหลายมักจะนำมาใช้ในการบริหารงานนั้นมักจะนำแนวคิดหรือทฤษฎีของต่างประเทศมาใช้เป็นส่วนใหญ่ ดังที่กุลิคและเออร์วิค (Gulick and Urwick) จาก Management Theory and Practice ของเดล (Dale) ได้กล่าวถึงการบริหารงานให้ประสบผลสำเร็จผู้บริหารควรใช้กระบวนการบริหารงาน(Process of Management) ๗ ประการ (POSDCRB) คือ
๑. การวางแผน (Planning) เป็นการกำหนดลำดับกิจกรรมที่จะต้องกระทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการขององค์การ หรือหน่วยงาน หรือการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความยุ่งยากหรืออุปสรรคที่พึงจะมี หรือการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้การกำหนดให้มีแผนงานเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ปัญญาของมนุษย์และใช้ความเพียรพยายามที่จะนำทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์การวางแผนที่ดีย่อมทำให้ประสบผลสำเร็จถึงครึ่งหนึ่งแล้วดังคัมภีร์ยุทธศาสตร์ของซุ่นวูที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"เป็นการกล่าวให้เห็นถึงความสำคัญในการวางแผนที่ดีของแม่ทัพหรือผู้บริหาร ย่อมทำให้รบชนะศัตรู อย่างไรก็ตาม การวางแผนงานที่ดีต้องอาศัยข้อเท็จจริง สถิติ ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งอดีต และปัจจุบันนำมาร่วมพิจารณาประกอบการวางแผนด้วย ซึ่งการวางแผนเปรียบเสมือนการทำนายอนาคต จึงเป็นไปตามหลักจักขุมาของพระพุทธองค์
๒. การจัดองค์การ (Organizing) คือ การกำหนดตำแหน่งสายการบังคับบัญชาในองค์การ มีตำแหน่งอะไรบ้าง แต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ใครสั่งการใคร ซึ่งเป็นไปตามสายงาน
๓. การจัดอัตรากำลัง (Staffing) หมายถึง การสรรหาบุคคลเข้าทำงานในองค์การตามตำแหน่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยใช้หลักการใช้คนให้เหมาะกับงาน (Put the right man on the right job) เพื่อให้ทุกคนทำงานตามความสามารถและเกิดประโยชน์ต่อองค์การ ซึ่งคล้ายคลึงกับสัปปุริสธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนมีหลายประเภทมีจริตแตกต่างกัน ต้องใช้คนให้เหมาะกับจริตของแต่ละคน (จริตก็คือนิสัย)
๔. การอำนวยการ (Directing) หมายถึง การกำกับ สั่งการและมอบหมายงานให้แต่ละฝ่ายหรือแต่ละงานนำไปปฏิบัติตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้
๕. การประสานงาน (Coordinating) เป็นการติดตามฝ่ายหรืองานต่าง ๆ ว่าได้ดำเนินการถึงไหน มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นที่ใดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร่วมงานละทิ้งงานหรือทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็นไปตามหลักอปริหานิธรรมโดยผู้บริหารต้องหมั่นประชุมผู้ร่วมงาน
๖. การรายงาน (Reporting) เป็นการรายงานผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วว่าประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการควบคุมการทำงานอย่างมีหลักฐาน (การรายงาน) เพื่อการปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักอปริหานิยธรรม[๓]เช่นกัน
๗. การงบประมาณ (Budgeting) เป็นการจัดทำรายงานการใช้เงินในการดำเนินงานต่าง ๆ และรายงานเงินที่คงเหลือ เพื่อการวางแผนทางการเงิน (Fiscal Planning) และการควบคุมการใช้เงิน ซึ่งเป็นไปตามหลักจักขุมาและหลักวิธูโร
คุณลักษณะของนักบริหาร
นักบริหารจะทำหน้าที่ทั้ง ๗ ประการดังกล่าวได้สำเร็จ นักบริหารจะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทุติยปาปณิกสูตร[๔]ดังนี้
๑. จกฺขุมา หมายถึง ต้องมีปัญญามองการณ์ไกล ต้องเป็นผู้ฉลาดสามารถในการวางแผนและฉลาดในการใช้คนคุณลักษณะข้อนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Conceptual Skill
๒. วิธูโร หมายถึง ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการจัดการธุระต่าง ๆ หรือกิจการทั้งปวงได้ดีมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อนี้ตรงกับคำว่า Technical Skill
๓. นิสฺสยสมฺปนฺโน หมายถึง เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับเพื่อนร่วมงาน และบุคคลอื่น ซึ่งเป็นทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ข้อนี้ตรงกับคำว่า Human Relation Skillคุณลักษณะทั้ง ๓ ประการนี้มีความสำคัญมากน้อยต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแตกต่างของนักบริหารถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงต้องรับผิดชอบในการวางแผนแลควบคุมคนเป็นจำนวนมาก คุณลักษณะข้อที่ ๑ (จกฺขุมา) และข้อที่ ๓ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) สำคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒ (วิธูโร) มีความสำคัญน้อยลงมา เพราะผู้บริหารระดับสูงสามารถมอบหมายงานด้านเทคนิค หรือวิชาการให้ผู้ร่วมงานไปดำเนินการแทนได้ตามความสามารถและความเหมาะสมของผู้นั้นสำหรับผู้บริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้ง ๓ ข้อ (จกฺขุมา วิธูโรและนิสฺสยสมฺปนฺโน) มีความสำคัญเท่า ๆ กัน กล่าวคือ ผู้บริหารระดับกลางจะต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ร่วมงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีปัญญาที่จะมองการณ์ไกลหรือการวางแผนงานในอนาคตและวางแผนตัวเองเพื่อที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปสำหรับผู้บริหารระดับต้น จะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะข้อ ๒ (วิธูโร)และข้อ ๓ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) เพราะต้องลงมือปฏิบัติงานร่วมกับผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับต้นจำเป็นต้องพัฒนาคุณลักษณะข้อ ๑ (จกฺขุมา) ไปด้วย ก็คือ การพัฒนาปัญญาเพื่อเตรียมพร้อมเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางต่อไปจากคุณลักษณะและทักษะของผู้บริหารระดับต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวถึงนั้น
หลักธรรมสำหรับการบริหาร
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสำหรับนักบริหารหรือนักปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะ บริหารกิจการของหมู่คณะหรือประเทศชาติไว้อย่างมากมาย เพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้บริหารนั้นได้ใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าทรงเน้นถึงความสำคัญของผู้ปกครองหรือผู้บริหารเป็นอย่างมากว่าจะต้องประพฤติให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ฉะนั้นหลักในการบริหารตามแนวพุทธศาสนาสามารถสรุปลงได้ ๓ ประการ คือ
๑. การบริหารตน เป็นหลักการที่ว่าผู้บริหารที่ดี ต้องสามารถบริหารควบคุมตนเองให้ดีเสียก่อน จึงจะสามารถบริหารคนอื่นได้ดี
๒. บริหารคน เมื่อผู้บริหารสามารถบริหารตนได้ดีแล้ว ก็จะพัฒนาไปสู่การบริหารบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
๓. บริหารงาน คนกับงานเป็นสิ่งที่คู่กัน ถ้านักบริหารสามารถจัดการกับตนเอง คนได้ดีก็จะนำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารงานอย่างแน่นอนหลักธรรมสำคัญที่ผู้บริหารหรือผู้ที่เตรียมตัว เพื่อเป็นผู้บริหารควรจะพัฒนาทั้ง ๓ ด้าน คือ พัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนางาน เพราะการพัฒนาทั้ง ๓ ด้านนั้น จะสร้างความสุขให้แก่ตนเองและสังคม ทำอย่างไรจะพัฒนาได้ทั้ง ๓ ด้าน พระพิพิธธรรมสุนทร วัดสุทัศน์เทพวรารามได้นำเสนอหลักธรรมในการบริหาร ซึ่งจะทำให้การบริหารตน บริหารคนและบริหารงาน บรรลุความสำเร็จสมความประสงค์ไว้ ๑๑ ประการ คือ
๑. ส่งเสริมความรู้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนบริษัทของพระองค์ให้ทุกคนมีความรู้ การสอนคนนั้นต้องจัดทำเป็นบัว ๔เหล่า[๕] คือให้ความรู้ตามลักษณะภูมิปัญญา ดังนี้
๑.๑ บัวพ้นน้ำ (อุคฆติตัญญู) เป็นคนมีปัญญาเพียงยกหัวข้อธรรมะขึ้นแสดงก็บรรลุแล้ว หรือเพียงแต่ยกหัวข้อเรื่องก็เข้าใจแล้วไม่ต้องอธิบายมาก
๑.๒ บัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) เมื่ออธิบายความหัวข้อนั้นก็บรรลุแล้ว
๑.๓ บัวใต้น้ำ (เนยยะ) ต้องอธิบายเนื้อหาให้ละเอียดก็เข้าใจ สามารถแนะนำให้เป็นคนดีได
๑.๔ บัวใต้น้ำ (ปทปรมะ) อธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจก็ต้องปล่อยเขาไป ให้เลิกสั่งสอนผู้บริหารคนใดที่พัฒนาแต่ความรู้ของตนเอง โดยไม่พัฒนาความรู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้อยู่ในความปกครอง ย่อมไปไม่รอด เหมือนมีแต่สมอง แต่อวัยวะทุกส่วนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต การทำงานย่อมสำเร็จได้ยาก
๒. อยู่อย่างเสียสละ ผู้บริหารต้องรู้สึกเสียสละให้กับลูกน้อง เช่นต้องมีสังคหวัตถุ ๔[๖] คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา
๒.๑ ทาน โดยการเอื้อเฟื้อเจือจานแก่ลูกน้องด้วยวัตถุมากน้อยตามแต่สถานการณ์
๒.๒ ปิยวาจา โดยการพูดจากับลูกน้องให้ถูกใจ ผูกจิตผูกใจรัดรึงดึงใจไว้ถูกสถานการณ์และถูกกับอารมณ์ของคน (ปิยวาจานี้ไม่จำเป็นต้องพูดครับพูดขาเสมอไป มึงกูก็ได้ แต่ต้องตรงกับคนและสถานการณ์ และ
ที่สำคัญต้องมีเจตนาที่ดี)
๒.๓ อัตถจริยา โดยการลงไปบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับผู้น้อยโดยไม่เกี่ยงงอน เช่น ประธานงานศพ งานสวด งานบวช งานแต่งงานไปเยี่ยมยามป่วย ถามข่าว ให้ชื่อ สกุลของเราไปร่วมในงานของลูกน้อง
๒.๔ สมานัตตตา โดยการวางตนสม่ำเสมอการเสียสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ กำลังความคิด และกำลังทรัพย์เรียกว่าร่วมด้วยช่วยกันในฐานะผู้บริหารและผู้ร่วมงานควรจะมีการเสียสละทั้งสองฝ่ายจึงจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
๓. กระจายตำแหน่งงาน อำนาจของงานนั้นไม่ใช่อยู่ที่รวมอำนาจผู้บริหารหลายคนประสบความล้มเหลว เพราะไม่ยอมแบ่งอำนาจลงไปการกระจายอำนาจภารกิจ เป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารนโยบายแบบTQC ก็เน้นการกระจายนโยบาย (Policy Deployment) โดยการกระจายงาน กระจายอำนาจ และกระจายภารกิจ การไม่กระจายงานทำให้งานไม่ทัน เพราะมีงานมาก ต้องใช้หลาย ๆ คนช่วยกันและทำงานเป็นทีมลองมาพิจารณาต้นไม้ ต้นไม้ มีลำต้น มีราก มีกิ่งก้านสาขา และมีหน้าที่ต่างกัน และสร้างความสมดุลด้วย มิเช่นนั้นต้นจะเอียงจะล้มในที่สุดสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงกระจายตำแหน่งงานมี ๘๐ พระอรหันต์เอก เรียกว่า เอตทัคคะ หรือ อสีติมหาสาวก ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ เช่น พระโมคคัลลานะ ทรงยกย่องว่ามีฤทธิ์เสมอด้วยพระองค์พระสารีบุตร ทรงยกย่องว่ามีปัญญาเสมอด้วยพระองค์ จำไว้เสมอว่า “งานกระจุก ผู้บริหารตาย งานกระจาย ผู้บริหารรอด"
๔. ประสานสามัคคี งานทุกอย่างทุกชนิดมีปัญหาด้านการทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งชิงดี และมีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนผู้บริหารที่ดีต้องประสานสามัคคีให้ได้ การประสานสามัคคีนั้นผู้บริหารที่ใหญ่ที่สุด ต้องประชุมโต๊ะกลม ต้องมีใจกล้า เผชิญหน้ากล้าเรียกประชุมก่อนการประชุมต้องหาข้อมูลจากแต่ละคนก่อน เพื่อหาเหตุที่ถูกต้องไม่ฟังความข้างเดียว แล้วนำมาตัดสิน ไม่ควรไล่โทษกัน หรือไล่บี้กัน จะสร้างความขัดแย้งบางท่านอาจเคยอ่านหนังสือ “การบริหารความขัดแย้ง” ก็พอจะเข้าใจปัญหาได้ดี การบริหารแบบไทย ๆ ที่ผิดพลาดคือ จับผิดและลงโทษทำให้ขาดการประสานสามัคคี ไม่ค่อยปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันแต่ชอบปรับทุกข์กัน ปรับโทษกัน การบริหารอย่างมีแต่ล้มเหลวในที่สุด เพราะจะเกิดอาการ “คนแตกความสามัคคี" เพราะฉะนั้นควรระลึกไว้ว่าความพร้อมเพรียงของหมู่คณะในหน่วยงานนั้น ๆ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ดังใจปรารถนา
๕. ไม่เอาดีแต่เพียงตัว คือ ไม่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น เหยียบย่ำผู้อื่น แล้วเอาความดีมาใส่ตัวคนเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ การบริหารที่ประสบความสำเร็จนั้นจะเกิดจากทีมงาน ดังนั้นการบริหารงานจะต้องช่วยกันต้องมีการยกย่องให้กำลังใจ มีการมอบของขวัญรางวัลให้เกียรติกัน ยกย่องเชิดชูแม้ผู้บริหารไม่มีอะไรจะให้ก็หัดพูดคำว่า “ขอบคุณ”ให้มันติดปากลูกน้องก็จะดีใจ ผู้บริหารยกย่องลูกน้อง ลูกน้องก็มีส่วนเกื้อกูลผู้บริหาร ศรัทธาผู้บริหาร ทำให้ผู้บริหารดูดีขึ้นไม่ได้ตกต่ำแต่อย่างใด ในการกล่าวคำว่า “ขอบคุณ" กับลูกน้อง
๖. ไม่เมาเรื่องเงิน “เขาให้เงินก็อย่า งง อย่าไปหลงจนสุดขีด เงินก็เหมือนพวงมาลัย อาจจะกลายเป็นพวงหรีด”เราจะต้องพิจารณาว่าเงินเป็นเพียงปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดปัจจัย ๔ คือ ข้าว ผ้า ยา บ้าน เงินเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสะดวก การบริหารงานถ้าผู้บริหารเห็นแก่เงินก็จะใช้พนักงานอย่างทาส เอาเปรียบลูกน้อง หรือกินใช้จ่ายจนเพลิดเพลินเจริญใจ คนระดับล่าง ระดับปฏิบัติการก็อย่าโลภเงินจนถึงกับโกงเงินบริษัท พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบถุงใส่เงิน ยังตรัสกับพระอานนท์ว่า นั้นเป็นงูเห่า เป็นอสรพิษที่จะกัดคนเสมอ การจะทำอะไรก็ตามต้องระวังเรื่องเงิน
๗. ไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาคือ นายจ้างของเราเราคือลูกน้องของท่าน บางคนชอบแอบอ้างนายไปหากินทางทุจริตหรือไปอ้างกับคนอื่น เพื่อจะได้อะไรบางอย่าง เลขาบางคนซึ่งใกล้ชิดผู้บังคับบัญชา มักทำตัวใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา พระอานนท์เถระใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามากที่สุด พระอานนท์ขอพรจากพระพุทธเจ้า คือ ขออย่าให้รับเข้านิมนต์ ขออย่าส่งไปในที่นิมนต์ ขออย่าให้อะไรกับท่านเป็นพิเศษ เป็นต้นท่านปฏิบัติงานไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
๘. ตั้งเมตตาไว้เป็นนิจ ผู้บริหารต้องมีเมตตาต่อผู้ใต้ปกครอง ผู้ใต้ปกครองต้องมีเมตตาต่อผู้บังคับบัญชา คำว่า “เมตตา" นี้ อาจตีความหมายถึง ความรัก ความเคารพ ความนับถือ การบูชา การเทิดทูน จนถึงความจงรักภักดี เทิดทูนเหนือเศียรเกล้า ผู้บริหารควรมีหลัก ๓ ประการในเรื่องความเมตตา คือ มือเอื้อม ปากอ้า และหน้ายิ้ม
มือเอื้อม คือ เอื้อมไปแตะไปจับผู้ใต้ปกครองเป็นลักษณะอาการทางกายที่สร้างความเป็นกันเองเป็นห่วงเป็นใย แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการกระทำอนาจารต่อลูกน้อง
ปากอ้า คือ เป่า ปลอบ ปลุก เป็นลักษณะทางวาจาในการให้กำลังใจลูกน้องทางวาจา
หน้ายิ้ม คือการให้กำลังใจเป็นเรื่องของใจที่แสดงออกทางใบหน้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงปฏิบัติอย่างนี้ต่อพระสงฆ์ต่อพุทธบริษัทของพระองค์เช่นเดียวกัน ส่วนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็ต้องไปเยี่ยมเยือนถามข่าว หมอบราบกราบไหว้ต่อผู้บังคับบัญชาบ้าง เราทุกคนจะอยู่ได้อย่างมีความสุข
๙. ใครทำผิดต้องเด็ดขาด ผู้บริหารงานต้องใจเพชรเด็ดขาด ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงจะยอมรับกฎเกณฑ์ ผู้บริหารต้องเดินทางสายกลาง คือ ใช้ทั้งพระเดชพระคุณใครทำดีต้องให้รางวัล ใครทำชั่วต้องลงโทษ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ กำราบคนที่ควรกำราบ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง[๗]
๑๐. ไม่ประมาทมัวเมา สิ่งที่ไม่ควรประมาทมีการทำงาน ร่างกายที่แข็งแรงของเรา ความรู้ของเราที่มีอยู่ในขณะนี้ บริษัทจะยั่งยืนตลอดไปโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ เงินทองที่มีอยู่ในขณะนี้ คู่แข่งทางการค้า ความไม่ประมาทในการบริหารงานนั้นจะต้องแข่งขันกับเวลา แข่งขันกับบุคคลและแข่งขันกับพื้นฐานของการพัฒนาและสามัคคี
๑๑. ประมาณตัวทุกเวลา คือ การรู้จักประมาณตน ประมาณการและประมาณสถานการณ์นั่นเอง การประมาณในธุรกิจ เช่น บริษัทเรามีคนครบหรือไม่ แต่ละคนมีความรู้ครบไหม เงินทุนครบไหม คู่แข่งเป็นอย่างไรเป็นต้น และที่สำคัญผู้บริหารต้องประมาณเหตุการณ์ประมาณสถานการณ์ด้วย ดังนั้น จำเป็นต้องมีการประชุมกัน “เอาความคิดมารวมกัน”ดูตัวเอง บริษัทที่เราทำธุรกิจอยู่ หน้าที่การงานที่ทำอยู่ ต้องประชุมวิเคราะห์สถานการณ์เสมอ ๆ เมื่อวิเคราะห์แล้วฟังเหตุฟังผลหาเหตุรากเหง้า แล้วตัดสินใจแก้ไขปัญหาและหาทางปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปพุทธวิธีในการบริหารที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารตน บริหารคน และบริหารงาน แต่ก็ถือว่าเป็นทฤษฎีที่ท้าท้ายต่อนักบริหาร และผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นนักบริหาร
ดังนั้น ถ้าท่านคิดว่าทฤษฎีที่นำเสนอมาทั้งหมด จะทำให้การบริหารนั้นประสบความสำเร็จแล้วไซร้ ท่านจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยเพราะหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้วนั้น รอการพิสูจน์จากท่านทั้งหลาย เมื่อใดที่ท่านลงมือปฏิบัติได้แล้ว เมื่อนั้น ท่านจะเป็นผู้บริหารที่ดีที่สุด เพราะจะได้หัวใจของผู้ตาม เพราะผู้มีธรรมอยู่ในหัวใจย่อมเป็นศูนย์รวมใจของคนร่วมงานและสามารถจัดการให้งานในหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
FAME is a vapour
POPULARITY an accident
RICHES take wings
Those who cheer to-day
Will curse to-morrow
One thing endures
CHARACTER
ชื่อเสียงนั้นอันตรธานได้เหมือนไอน้ำ
สูงแล้วต่ำร่ำกันไปในสรรเสริญ
คนนิยมชมเปาะเพราะบังเอิญ
สมบัติเหินสิ้นไปได้เหมือนบิน
บางคนชมเราไว้ในวันนี้
รุ่งอีกทีสบประมาทสาดเสียสิ้น
จะชั่วดีมีไว้ให้อาจิณ
คือ ถวิล คุณธรรมประจำใจ
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา, กระทรวงศึกษาธิการ.พระไตรปิฎกฉบับหลวง.เล่มที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๒๑,๒๒,๒๗,๓๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.๒๕๒๕.
กิติ ตยัคคานนท์. นักบริหารทันสมัย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บัตเตอรฟ์ลาย.๒๕๓๘.
ชนุตรา อิทธิธรรมวินิจ.การบริหารงานด้วยหลักธรรม.เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง วิสัยทัศน์การศึกษาศาสนาในศตวรรษหน้า จัดโดยบัณฑิตศึกษา สาขาศาสนาเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยมหิดล.๒๕๔๐.
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต).คุณธรรมสำหรับนักบริหาร.พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม.๒๕๔๑.
สร้อยตระกูล (ติวยานนท์) อรรถมานะ.สาธารณบริหารศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.๒๕๔๐.
โอสถ โกศิน. ๒๕๓๖. ธรรมนูญแห่งชีวิต. กรุงเทพฯ : หอรัตนชัยการพิมพ์.
Dale, Earnest. Management : Theory and Practice.New York : McGraw-Hill Book Company. ๑๙๖๕.
http://budmgt.topcities.com/budman/bm๐๑/principle.html
[๑] ม.ม. ๑๒ / ๙๕ /๔๙
[๒] ที.ม. ๑๐/ ๙๓ /๘๖
[๓] อปริหานิยธรรม คือธรรมอันเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม ๗ ประการ รายละเอียดศึกษาได้ที่ องฺ สตฺตก. ๒๓/ ๑๕
[๔] องฺ ติก. ๒๐/ ๔๕๘/ ๑๓๓-๑๓๔
[๕] องฺ.จตุกฺ ๒๑/ ๑๘๓/ ๑๓๓
[๖] องฺ.จตุกฺ ๒๑/ ๔๒/ ๓๒
[๗] เตสกุณชาดก. ๓๔/ ๒๔๒๒/ ๓๔๗
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระคุณสมบัติยอดเยี่ยมหลายประการเช่นที่มีในพระไตรปิฎกกล่าวไว ๙ ประการ ที่เรียกว่า พุทธคุณ ๙ [๑] เช่น อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระองค์เป็นพระอรหันต์เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพระคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะพุทธวิธีในการบริหารและการปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระคุณสมบัติของนักบริหารและนักปกครองชั้นยอดของพระองค์ เพราะพระคุณสมบัติในด้านนี้ของพระองค์นั่นเอง จึงทำให้พระองค์สามารถประกาศพระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็วและเป็นปึกแผ่นคงสืบทอดมาถึงเราทั้งหลายถึงทุกวันนี้
ความหมายของคำว่า บริหาร
คำว่า บริหาร ตรงกับภาษาบาลีว่า “ปริหร” เป็นคำแสดงความหมายถึง ลักษณะของการปกครองว่าเป็นการนำสังคมหรือหมู่คณะให้ดำเนินไปโดยสมบูรณ์ นำหมู่คณะให้พัฒนาไปพร้อมกัน “ปริหร"อาจบ่งถึงความหมายที่ว่า การแบ่งงาน การกระจายอำนาจ หรือการที่สมาชิกในสังคมมีส่วนร่วมในการปกครองหมู่คณะก็ได้ ในพระไตรปิฎกมักจะใช้คำว่า “ปริหร" กับกลุ่มสังคม เช่น “อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามิ” เราจักปกครองภิกษุสงฆ์ [๒] เป็นต้น กิติ ตยัคคานนท์ กล่าวว่า “การบริหาร คืองานของผู้นำหรือของผู้บริหารที่กระทำเพื่อให้กลุ่มคนที่มาอยู่รวมกันทำงานให้สำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ"หน้าที่ของนักบริหารปรากฏอยู่ในคำจำกัดความที่พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวไว้ว่า “ การบริหาร หมายถึง ศิลปะแห่งการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น” จากการให้ความหมายของคำว่า บริหารจะเห็นได้ว่า การบริหาร (Administration) เป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงหรือเหมือนกับคำว่า การจัดการ (Management) นอกจากสองศัพท์นี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกันแล้ว ยังมีศัพท์อื่น ๆ อีกมากที่นำมาใช้ผสมปนเปกันไป เช่น การบริหารรัฐกิจ สาธารณบริหาร หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของรัฐศาสตร์ กล่าวโดยสรุป การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะการบริหารสามารถเรียนรู้และฝึกฝนเพิ่มเติมได้ แต่ในขณะเดียวกันการบริหารงานก็ต้องใช้ความรู้อันเป็นระบบที่เชื่อถือได้ร่วมกับการใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อให้งานบรรลุผลโดยได้ทั้งงานและได้ทั้งน้ำใจจากผู้ร่วมงานหลักการบริหารที่เราทั้งหลายมักจะนำมาใช้ในการบริหารงานนั้นมักจะนำแนวคิดหรือทฤษฎีของต่างประเทศมาใช้เป็นส่วนใหญ่ ดังที่กุลิคและเออร์วิค (Gulick and Urwick) จาก Management Theory and Practice ของเดล (Dale) ได้กล่าวถึงการบริหารงานให้ประสบผลสำเร็จผู้บริหารควรใช้กระบวนการบริหารงาน(Process of Management) ๗ ประการ (POSDCRB) คือ
๑. การวางแผน (Planning) เป็นการกำหนดลำดับกิจกรรมที่จะต้องกระทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการขององค์การ หรือหน่วยงาน หรือการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความยุ่งยากหรืออุปสรรคที่พึงจะมี หรือการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้การกำหนดให้มีแผนงานเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ปัญญาของมนุษย์และใช้ความเพียรพยายามที่จะนำทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์การวางแผนที่ดีย่อมทำให้ประสบผลสำเร็จถึงครึ่งหนึ่งแล้วดังคัมภีร์ยุทธศาสตร์ของซุ่นวูที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"เป็นการกล่าวให้เห็นถึงความสำคัญในการวางแผนที่ดีของแม่ทัพหรือผู้บริหาร ย่อมทำให้รบชนะศัตรู อย่างไรก็ตาม การวางแผนงานที่ดีต้องอาศัยข้อเท็จจริง สถิติ ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งอดีต และปัจจุบันนำมาร่วมพิจารณาประกอบการวางแผนด้วย ซึ่งการวางแผนเปรียบเสมือนการทำนายอนาคต จึงเป็นไปตามหลักจักขุมาของพระพุทธองค์
๒. การจัดองค์การ (Organizing) คือ การกำหนดตำแหน่งสายการบังคับบัญชาในองค์การ มีตำแหน่งอะไรบ้าง แต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ใครสั่งการใคร ซึ่งเป็นไปตามสายงาน
๓. การจัดอัตรากำลัง (Staffing) หมายถึง การสรรหาบุคคลเข้าทำงานในองค์การตามตำแหน่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยใช้หลักการใช้คนให้เหมาะกับงาน (Put the right man on the right job) เพื่อให้ทุกคนทำงานตามความสามารถและเกิดประโยชน์ต่อองค์การ ซึ่งคล้ายคลึงกับสัปปุริสธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนมีหลายประเภทมีจริตแตกต่างกัน ต้องใช้คนให้เหมาะกับจริตของแต่ละคน (จริตก็คือนิสัย)
๔. การอำนวยการ (Directing) หมายถึง การกำกับ สั่งการและมอบหมายงานให้แต่ละฝ่ายหรือแต่ละงานนำไปปฏิบัติตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้
๕. การประสานงาน (Coordinating) เป็นการติดตามฝ่ายหรืองานต่าง ๆ ว่าได้ดำเนินการถึงไหน มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นที่ใดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร่วมงานละทิ้งงานหรือทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็นไปตามหลักอปริหานิธรรมโดยผู้บริหารต้องหมั่นประชุมผู้ร่วมงาน
๖. การรายงาน (Reporting) เป็นการรายงานผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วว่าประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการควบคุมการทำงานอย่างมีหลักฐาน (การรายงาน) เพื่อการปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักอปริหานิยธรรม[๓]เช่นกัน
๗. การงบประมาณ (Budgeting) เป็นการจัดทำรายงานการใช้เงินในการดำเนินงานต่าง ๆ และรายงานเงินที่คงเหลือ เพื่อการวางแผนทางการเงิน (Fiscal Planning) และการควบคุมการใช้เงิน ซึ่งเป็นไปตามหลักจักขุมาและหลักวิธูโร
คุณลักษณะของนักบริหาร
นักบริหารจะทำหน้าที่ทั้ง ๗ ประการดังกล่าวได้สำเร็จ นักบริหารจะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทุติยปาปณิกสูตร[๔]ดังนี้
๑. จกฺขุมา หมายถึง ต้องมีปัญญามองการณ์ไกล ต้องเป็นผู้ฉลาดสามารถในการวางแผนและฉลาดในการใช้คนคุณลักษณะข้อนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Conceptual Skill
๒. วิธูโร หมายถึง ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการจัดการธุระต่าง ๆ หรือกิจการทั้งปวงได้ดีมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อนี้ตรงกับคำว่า Technical Skill
๓. นิสฺสยสมฺปนฺโน หมายถึง เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับเพื่อนร่วมงาน และบุคคลอื่น ซึ่งเป็นทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ข้อนี้ตรงกับคำว่า Human Relation Skillคุณลักษณะทั้ง ๓ ประการนี้มีความสำคัญมากน้อยต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแตกต่างของนักบริหารถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงต้องรับผิดชอบในการวางแผนแลควบคุมคนเป็นจำนวนมาก คุณลักษณะข้อที่ ๑ (จกฺขุมา) และข้อที่ ๓ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) สำคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒ (วิธูโร) มีความสำคัญน้อยลงมา เพราะผู้บริหารระดับสูงสามารถมอบหมายงานด้านเทคนิค หรือวิชาการให้ผู้ร่วมงานไปดำเนินการแทนได้ตามความสามารถและความเหมาะสมของผู้นั้นสำหรับผู้บริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้ง ๓ ข้อ (จกฺขุมา วิธูโรและนิสฺสยสมฺปนฺโน) มีความสำคัญเท่า ๆ กัน กล่าวคือ ผู้บริหารระดับกลางจะต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ร่วมงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีปัญญาที่จะมองการณ์ไกลหรือการวางแผนงานในอนาคตและวางแผนตัวเองเพื่อที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปสำหรับผู้บริหารระดับต้น จะต้องเป็นผู้มีคุณลักษณะข้อ ๒ (วิธูโร)และข้อ ๓ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) เพราะต้องลงมือปฏิบัติงานร่วมกับผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับต้นจำเป็นต้องพัฒนาคุณลักษณะข้อ ๑ (จกฺขุมา) ไปด้วย ก็คือ การพัฒนาปัญญาเพื่อเตรียมพร้อมเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางต่อไปจากคุณลักษณะและทักษะของผู้บริหารระดับต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวถึงนั้น
หลักธรรมสำหรับการบริหาร
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสำหรับนักบริหารหรือนักปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะ บริหารกิจการของหมู่คณะหรือประเทศชาติไว้อย่างมากมาย เพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้บริหารนั้นได้ใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าทรงเน้นถึงความสำคัญของผู้ปกครองหรือผู้บริหารเป็นอย่างมากว่าจะต้องประพฤติให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ฉะนั้นหลักในการบริหารตามแนวพุทธศาสนาสามารถสรุปลงได้ ๓ ประการ คือ
๑. การบริหารตน เป็นหลักการที่ว่าผู้บริหารที่ดี ต้องสามารถบริหารควบคุมตนเองให้ดีเสียก่อน จึงจะสามารถบริหารคนอื่นได้ดี
๒. บริหารคน เมื่อผู้บริหารสามารถบริหารตนได้ดีแล้ว ก็จะพัฒนาไปสู่การบริหารบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
๓. บริหารงาน คนกับงานเป็นสิ่งที่คู่กัน ถ้านักบริหารสามารถจัดการกับตนเอง คนได้ดีก็จะนำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารงานอย่างแน่นอนหลักธรรมสำคัญที่ผู้บริหารหรือผู้ที่เตรียมตัว เพื่อเป็นผู้บริหารควรจะพัฒนาทั้ง ๓ ด้าน คือ พัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนางาน เพราะการพัฒนาทั้ง ๓ ด้านนั้น จะสร้างความสุขให้แก่ตนเองและสังคม ทำอย่างไรจะพัฒนาได้ทั้ง ๓ ด้าน พระพิพิธธรรมสุนทร วัดสุทัศน์เทพวรารามได้นำเสนอหลักธรรมในการบริหาร ซึ่งจะทำให้การบริหารตน บริหารคนและบริหารงาน บรรลุความสำเร็จสมความประสงค์ไว้ ๑๑ ประการ คือ
๑. ส่งเสริมความรู้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนบริษัทของพระองค์ให้ทุกคนมีความรู้ การสอนคนนั้นต้องจัดทำเป็นบัว ๔เหล่า[๕] คือให้ความรู้ตามลักษณะภูมิปัญญา ดังนี้
๑.๑ บัวพ้นน้ำ (อุคฆติตัญญู) เป็นคนมีปัญญาเพียงยกหัวข้อธรรมะขึ้นแสดงก็บรรลุแล้ว หรือเพียงแต่ยกหัวข้อเรื่องก็เข้าใจแล้วไม่ต้องอธิบายมาก
๑.๒ บัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) เมื่ออธิบายความหัวข้อนั้นก็บรรลุแล้ว
๑.๓ บัวใต้น้ำ (เนยยะ) ต้องอธิบายเนื้อหาให้ละเอียดก็เข้าใจ สามารถแนะนำให้เป็นคนดีได
๑.๔ บัวใต้น้ำ (ปทปรมะ) อธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจก็ต้องปล่อยเขาไป ให้เลิกสั่งสอนผู้บริหารคนใดที่พัฒนาแต่ความรู้ของตนเอง โดยไม่พัฒนาความรู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้อยู่ในความปกครอง ย่อมไปไม่รอด เหมือนมีแต่สมอง แต่อวัยวะทุกส่วนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต การทำงานย่อมสำเร็จได้ยาก
๒. อยู่อย่างเสียสละ ผู้บริหารต้องรู้สึกเสียสละให้กับลูกน้อง เช่นต้องมีสังคหวัตถุ ๔[๖] คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา
๒.๑ ทาน โดยการเอื้อเฟื้อเจือจานแก่ลูกน้องด้วยวัตถุมากน้อยตามแต่สถานการณ์
๒.๒ ปิยวาจา โดยการพูดจากับลูกน้องให้ถูกใจ ผูกจิตผูกใจรัดรึงดึงใจไว้ถูกสถานการณ์และถูกกับอารมณ์ของคน (ปิยวาจานี้ไม่จำเป็นต้องพูดครับพูดขาเสมอไป มึงกูก็ได้ แต่ต้องตรงกับคนและสถานการณ์ และ
ที่สำคัญต้องมีเจตนาที่ดี)
๒.๓ อัตถจริยา โดยการลงไปบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับผู้น้อยโดยไม่เกี่ยงงอน เช่น ประธานงานศพ งานสวด งานบวช งานแต่งงานไปเยี่ยมยามป่วย ถามข่าว ให้ชื่อ สกุลของเราไปร่วมในงานของลูกน้อง
๒.๔ สมานัตตตา โดยการวางตนสม่ำเสมอการเสียสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ กำลังความคิด และกำลังทรัพย์เรียกว่าร่วมด้วยช่วยกันในฐานะผู้บริหารและผู้ร่วมงานควรจะมีการเสียสละทั้งสองฝ่ายจึงจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
๓. กระจายตำแหน่งงาน อำนาจของงานนั้นไม่ใช่อยู่ที่รวมอำนาจผู้บริหารหลายคนประสบความล้มเหลว เพราะไม่ยอมแบ่งอำนาจลงไปการกระจายอำนาจภารกิจ เป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารนโยบายแบบTQC ก็เน้นการกระจายนโยบาย (Policy Deployment) โดยการกระจายงาน กระจายอำนาจ และกระจายภารกิจ การไม่กระจายงานทำให้งานไม่ทัน เพราะมีงานมาก ต้องใช้หลาย ๆ คนช่วยกันและทำงานเป็นทีมลองมาพิจารณาต้นไม้ ต้นไม้ มีลำต้น มีราก มีกิ่งก้านสาขา และมีหน้าที่ต่างกัน และสร้างความสมดุลด้วย มิเช่นนั้นต้นจะเอียงจะล้มในที่สุดสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงกระจายตำแหน่งงานมี ๘๐ พระอรหันต์เอก เรียกว่า เอตทัคคะ หรือ อสีติมหาสาวก ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ เช่น พระโมคคัลลานะ ทรงยกย่องว่ามีฤทธิ์เสมอด้วยพระองค์พระสารีบุตร ทรงยกย่องว่ามีปัญญาเสมอด้วยพระองค์ จำไว้เสมอว่า “งานกระจุก ผู้บริหารตาย งานกระจาย ผู้บริหารรอด"
๔. ประสานสามัคคี งานทุกอย่างทุกชนิดมีปัญหาด้านการทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งชิงดี และมีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนผู้บริหารที่ดีต้องประสานสามัคคีให้ได้ การประสานสามัคคีนั้นผู้บริหารที่ใหญ่ที่สุด ต้องประชุมโต๊ะกลม ต้องมีใจกล้า เผชิญหน้ากล้าเรียกประชุมก่อนการประชุมต้องหาข้อมูลจากแต่ละคนก่อน เพื่อหาเหตุที่ถูกต้องไม่ฟังความข้างเดียว แล้วนำมาตัดสิน ไม่ควรไล่โทษกัน หรือไล่บี้กัน จะสร้างความขัดแย้งบางท่านอาจเคยอ่านหนังสือ “การบริหารความขัดแย้ง” ก็พอจะเข้าใจปัญหาได้ดี การบริหารแบบไทย ๆ ที่ผิดพลาดคือ จับผิดและลงโทษทำให้ขาดการประสานสามัคคี ไม่ค่อยปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันแต่ชอบปรับทุกข์กัน ปรับโทษกัน การบริหารอย่างมีแต่ล้มเหลวในที่สุด เพราะจะเกิดอาการ “คนแตกความสามัคคี" เพราะฉะนั้นควรระลึกไว้ว่าความพร้อมเพรียงของหมู่คณะในหน่วยงานนั้น ๆ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ดังใจปรารถนา
๕. ไม่เอาดีแต่เพียงตัว คือ ไม่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น เหยียบย่ำผู้อื่น แล้วเอาความดีมาใส่ตัวคนเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ การบริหารที่ประสบความสำเร็จนั้นจะเกิดจากทีมงาน ดังนั้นการบริหารงานจะต้องช่วยกันต้องมีการยกย่องให้กำลังใจ มีการมอบของขวัญรางวัลให้เกียรติกัน ยกย่องเชิดชูแม้ผู้บริหารไม่มีอะไรจะให้ก็หัดพูดคำว่า “ขอบคุณ”ให้มันติดปากลูกน้องก็จะดีใจ ผู้บริหารยกย่องลูกน้อง ลูกน้องก็มีส่วนเกื้อกูลผู้บริหาร ศรัทธาผู้บริหาร ทำให้ผู้บริหารดูดีขึ้นไม่ได้ตกต่ำแต่อย่างใด ในการกล่าวคำว่า “ขอบคุณ" กับลูกน้อง
๖. ไม่เมาเรื่องเงิน “เขาให้เงินก็อย่า งง อย่าไปหลงจนสุดขีด เงินก็เหมือนพวงมาลัย อาจจะกลายเป็นพวงหรีด”เราจะต้องพิจารณาว่าเงินเป็นเพียงปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดปัจจัย ๔ คือ ข้าว ผ้า ยา บ้าน เงินเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสะดวก การบริหารงานถ้าผู้บริหารเห็นแก่เงินก็จะใช้พนักงานอย่างทาส เอาเปรียบลูกน้อง หรือกินใช้จ่ายจนเพลิดเพลินเจริญใจ คนระดับล่าง ระดับปฏิบัติการก็อย่าโลภเงินจนถึงกับโกงเงินบริษัท พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบถุงใส่เงิน ยังตรัสกับพระอานนท์ว่า นั้นเป็นงูเห่า เป็นอสรพิษที่จะกัดคนเสมอ การจะทำอะไรก็ตามต้องระวังเรื่องเงิน
๗. ไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาคือ นายจ้างของเราเราคือลูกน้องของท่าน บางคนชอบแอบอ้างนายไปหากินทางทุจริตหรือไปอ้างกับคนอื่น เพื่อจะได้อะไรบางอย่าง เลขาบางคนซึ่งใกล้ชิดผู้บังคับบัญชา มักทำตัวใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา พระอานนท์เถระใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามากที่สุด พระอานนท์ขอพรจากพระพุทธเจ้า คือ ขออย่าให้รับเข้านิมนต์ ขออย่าส่งไปในที่นิมนต์ ขออย่าให้อะไรกับท่านเป็นพิเศษ เป็นต้นท่านปฏิบัติงานไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
๘. ตั้งเมตตาไว้เป็นนิจ ผู้บริหารต้องมีเมตตาต่อผู้ใต้ปกครอง ผู้ใต้ปกครองต้องมีเมตตาต่อผู้บังคับบัญชา คำว่า “เมตตา" นี้ อาจตีความหมายถึง ความรัก ความเคารพ ความนับถือ การบูชา การเทิดทูน จนถึงความจงรักภักดี เทิดทูนเหนือเศียรเกล้า ผู้บริหารควรมีหลัก ๓ ประการในเรื่องความเมตตา คือ มือเอื้อม ปากอ้า และหน้ายิ้ม
มือเอื้อม คือ เอื้อมไปแตะไปจับผู้ใต้ปกครองเป็นลักษณะอาการทางกายที่สร้างความเป็นกันเองเป็นห่วงเป็นใย แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการกระทำอนาจารต่อลูกน้อง
ปากอ้า คือ เป่า ปลอบ ปลุก เป็นลักษณะทางวาจาในการให้กำลังใจลูกน้องทางวาจา
หน้ายิ้ม คือการให้กำลังใจเป็นเรื่องของใจที่แสดงออกทางใบหน้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงปฏิบัติอย่างนี้ต่อพระสงฆ์ต่อพุทธบริษัทของพระองค์เช่นเดียวกัน ส่วนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็ต้องไปเยี่ยมเยือนถามข่าว หมอบราบกราบไหว้ต่อผู้บังคับบัญชาบ้าง เราทุกคนจะอยู่ได้อย่างมีความสุข
๙. ใครทำผิดต้องเด็ดขาด ผู้บริหารงานต้องใจเพชรเด็ดขาด ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงจะยอมรับกฎเกณฑ์ ผู้บริหารต้องเดินทางสายกลาง คือ ใช้ทั้งพระเดชพระคุณใครทำดีต้องให้รางวัล ใครทำชั่วต้องลงโทษ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ กำราบคนที่ควรกำราบ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง[๗]
๑๐. ไม่ประมาทมัวเมา สิ่งที่ไม่ควรประมาทมีการทำงาน ร่างกายที่แข็งแรงของเรา ความรู้ของเราที่มีอยู่ในขณะนี้ บริษัทจะยั่งยืนตลอดไปโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ เงินทองที่มีอยู่ในขณะนี้ คู่แข่งทางการค้า ความไม่ประมาทในการบริหารงานนั้นจะต้องแข่งขันกับเวลา แข่งขันกับบุคคลและแข่งขันกับพื้นฐานของการพัฒนาและสามัคคี
๑๑. ประมาณตัวทุกเวลา คือ การรู้จักประมาณตน ประมาณการและประมาณสถานการณ์นั่นเอง การประมาณในธุรกิจ เช่น บริษัทเรามีคนครบหรือไม่ แต่ละคนมีความรู้ครบไหม เงินทุนครบไหม คู่แข่งเป็นอย่างไรเป็นต้น และที่สำคัญผู้บริหารต้องประมาณเหตุการณ์ประมาณสถานการณ์ด้วย ดังนั้น จำเป็นต้องมีการประชุมกัน “เอาความคิดมารวมกัน”ดูตัวเอง บริษัทที่เราทำธุรกิจอยู่ หน้าที่การงานที่ทำอยู่ ต้องประชุมวิเคราะห์สถานการณ์เสมอ ๆ เมื่อวิเคราะห์แล้วฟังเหตุฟังผลหาเหตุรากเหง้า แล้วตัดสินใจแก้ไขปัญหาและหาทางปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปพุทธวิธีในการบริหารที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารตน บริหารคน และบริหารงาน แต่ก็ถือว่าเป็นทฤษฎีที่ท้าท้ายต่อนักบริหาร และผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นนักบริหาร
ดังนั้น ถ้าท่านคิดว่าทฤษฎีที่นำเสนอมาทั้งหมด จะทำให้การบริหารนั้นประสบความสำเร็จแล้วไซร้ ท่านจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยเพราะหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้วนั้น รอการพิสูจน์จากท่านทั้งหลาย เมื่อใดที่ท่านลงมือปฏิบัติได้แล้ว เมื่อนั้น ท่านจะเป็นผู้บริหารที่ดีที่สุด เพราะจะได้หัวใจของผู้ตาม เพราะผู้มีธรรมอยู่ในหัวใจย่อมเป็นศูนย์รวมใจของคนร่วมงานและสามารถจัดการให้งานในหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
FAME is a vapour
POPULARITY an accident
RICHES take wings
Those who cheer to-day
Will curse to-morrow
One thing endures
CHARACTER
ชื่อเสียงนั้นอันตรธานได้เหมือนไอน้ำ
สูงแล้วต่ำร่ำกันไปในสรรเสริญ
คนนิยมชมเปาะเพราะบังเอิญ
สมบัติเหินสิ้นไปได้เหมือนบิน
บางคนชมเราไว้ในวันนี้
รุ่งอีกทีสบประมาทสาดเสียสิ้น
จะชั่วดีมีไว้ให้อาจิณ
คือ ถวิล คุณธรรมประจำใจ
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา, กระทรวงศึกษาธิการ.พระไตรปิฎกฉบับหลวง.เล่มที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๒๑,๒๒,๒๗,๓๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.๒๕๒๕.
กิติ ตยัคคานนท์. นักบริหารทันสมัย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บัตเตอรฟ์ลาย.๒๕๓๘.
ชนุตรา อิทธิธรรมวินิจ.การบริหารงานด้วยหลักธรรม.เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง วิสัยทัศน์การศึกษาศาสนาในศตวรรษหน้า จัดโดยบัณฑิตศึกษา สาขาศาสนาเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยมหิดล.๒๕๔๐.
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต).คุณธรรมสำหรับนักบริหาร.พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม.๒๕๔๑.
สร้อยตระกูล (ติวยานนท์) อรรถมานะ.สาธารณบริหารศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.๒๕๔๐.
โอสถ โกศิน. ๒๕๓๖. ธรรมนูญแห่งชีวิต. กรุงเทพฯ : หอรัตนชัยการพิมพ์.
Dale, Earnest. Management : Theory and Practice.New York : McGraw-Hill Book Company. ๑๙๖๕.
http://budmgt.topcities.com/budman/bm๐๑/principle.html
[๑] ม.ม. ๑๒ / ๙๕ /๔๙
[๒] ที.ม. ๑๐/ ๙๓ /๘๖
[๓] อปริหานิยธรรม คือธรรมอันเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม ๗ ประการ รายละเอียดศึกษาได้ที่ องฺ สตฺตก. ๒๓/ ๑๕
[๔] องฺ ติก. ๒๐/ ๔๕๘/ ๑๓๓-๑๓๔
[๕] องฺ.จตุกฺ ๒๑/ ๑๘๓/ ๑๓๓
[๖] องฺ.จตุกฺ ๒๑/ ๔๒/ ๓๒
[๗] เตสกุณชาดก. ๓๔/ ๒๔๒๒/ ๓๔๗
วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
พระพุทธสิหิงค์ ตำนานและรูปแบบ
ความนำ
พระพุทธรูปนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งบูชาสักการะของพุทธศาสนิกชนอย่างสูงสุด เพราะถือว่า พระพุทธรูปนั้นเป็นเสมือนพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนบูชาและเคารพสูงสุด พระพุทธรูปถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมอันเกี่ยวกับประดิษฐกรรมตามกระบวนช่างปั้น,แกะสลักและหล่อซึ่งทำให้เกิดรูปที่มีมิติที่สมบูรณ์ตามอุดมคติของศิลปินผู้ซาบซึ้งในหลักธรรมของพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้วจึงเนรมิตพระรูปให้ตรงกับมโนภาพของตน และให้เป็นสื่อแทนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
อนึ่ง พระพุทธรูปนั้นตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วจัดเป็นเจดีย์ประเภทหนึ่งใน เจดีย์ ๔ ประเภท คือ
๑. ธาตุเจดีย์ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
ภาพที่ ๑ พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม
๒. บริโภคเจดีย์ เจดีย์คือสิ่งหรือสถานที่พระพุทธเจ้าเคยทรงใช้หรือประทับอยู่ หมายถึงต้น, สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง ตลอดถึงสิ่งที่พระพุทธองค์เคยทรงบริโภค เช่น บาตรจีวรและบริขารอื่น ๆ เป็นต้น
ภาพที่ ๒ สังเวชนียสถาน ๔
๓. ธรรมเจดีย์ เจดีย์ที่บรรจุพระธรรม เช่น บรรจุใบลานจารึกพุทธพจน์แสดงหลักธรรมประกอบด้วยปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น
ภาพที่ ๓ หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี
๔. อุทเทสิกเจดีย์ เจดีย์ที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระพุทธรูปนั้นเอง[๑]
ภาพที่ ๔ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ. เชียงใหม่
ดังนั้น การศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธรูปก็จัดได้ว่ามีความสำคัญในฐานะที่เป็นอุทเทสิกเจดีย์และก่อให้เกิดปัญญา ก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และมีความรู้ความเข้าใจในศิลปะด้านนี้มากยิ่งขึ้นทำให้เห็นคุณค่าทางภูมิปัญญาของผู้สร้างและปรัชญาที่มีอยู่ในพระพุทธรูปเหล่านั้นด้วย
สำหรับพระพุทธรูปที่สำคัญ ๆ ในประเทศไทยมีมากมายหลายองค์ด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าเลือกศึกษาเฉพาะ พระพุทธสิหิงค์เท่านั้น พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหล่อหุ้มทองคำซึ่งก็นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของประเทศไทยองค์หนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพบูชา ในเทศกาลวันสงกรานต์ทางราชการจะจัดปะรำขึ้นแล้วอาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานเพื่อให้ประชาชนได้นมัสการและทรงน้ำโดยทั่วกันทุก ๆ ปี[๒] ในการศึกษาพระพุทธสิหิงค์นี้จะเน้นเพียง ๒ ประเด็นคือ
๑. ตำนานประวัติความเป็นมา
๒. รูปแบบของพระพุทธสิหิงค์
๑. ประวัติความเป็นมา
เรื่องตำนานหรือประวัติของพระพุทธสิหิงค์ ได้มีท่านผู้เรียบเรียงไว้แล้วหลายท่าน เช่น พระโพธิรังสี ปราชญ์แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้เขียนเป็นภาษามคธ ราว พ.ศ.๑๙๖๐ และบรรยายเรื่องราว จนมาถึง พ.ศ.๒๔๕๔ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ต่อจากพระโพธิรังสี มาจนถึงสมัย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ได้เรียบเรียงใหม่เป็นตำนานย่อ และกล่าวข้อวิจารณ์ในทางโบราณคดี ส่วนที่ผู้เขียนได้นำกล่าวมานี้ได้อ้างถึงตำนานพระพุทธสิหิงค์ ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เขียนขึ้นเนื่องด้วยได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริง ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเหล่านั้นได้ค้นคว้าแล้วมาเรียบเรียงไว้ให้เป็นตำนานที่อ่านง่าย เพื่อความสะดวกและเข้าใจแก่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป
พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่กษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ได้อัญเชิญเข้ามาสู่ประเทศสยาม ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ฉะนั้น จึงต้องนับว่า พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศสยามอย่างแท้จริง[๓] แต่ในเมืองไทย พระพุทธรูปที่ทรงพระนามว่าพระพุทธสิหิงค์นั้นมีอยู่ ๓ องค์ ๓ แห่งคือ
(ภาพที่ ๕ พระพุทธสิหิงค์ทั้ง ๓ องค์)
องค์ที่ ๑ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
(ภาพที่ ๖)
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๑ (ภาพที่ ๖) นี้เป็นพระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิสูง ๙๖ ซม. หน้าตักกว้าง ๖๖ ซม. หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทองคำเปลว พระสรีระได้สัดส่วนและงดงามที่สุดจะหา พระพุทธโบราณในเมืองไทยที่งดงาม และได้สัดส่วนเทียมพระพุทธสิหิงค์องค์นี้มิได้เลย ตามตำนานกล่าวว่าองค์นี้ศิลปะสุโขทัยประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพมหานคร
องค์ที่ ๒ ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
(ภาพที่ ๗)
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์ในกรุงเทพฯ และเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก องค์นี้ศิลปะเชียงแสน พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทองคำเปลว หนักตักกว้าง ๔๐ นิ้ว ศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
องค์ที่ ๓ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลาง จ.นครศรีธรรมราช
(ภาพที่ ๘)
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์เมืองเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร แบบขนมต้ม มีพระพักตร์กลม อมยิ้ม พระอุระอวบอ้วน หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทอง หน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว สูง ๑๖.๘ นิ้ว นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ประดิษฐานอยู่ในบุษบกไม้ ณ หอพระ ระหว่างศาลกับศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์นี้ศิลปะศรีวิชัย
ประวัติหรือตำนานของพระพุทธสิหิงค์นี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ ไว้ว่า[๔] เดิมพระเจ้ากรุงลังกาองค์ ๑ ทรงสร้างขึ้นไว้ พระเจ้านครศรีธรรมราชไปขอมาถวายสมเด็จพระร่วง(รามราช) พระเจ้ากรุงสุโขทัย ๆ ทรงปฏิบัติบูชามาหลายรัชกาล จนถึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ กรุงศรีอยุธยาได้เมืองสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาไว้ในกรุงศรีอยุธยา อยู่ได้หน่อยหนึ่ง พระมเหสีคิดอุบายทูลขอให้พระยาญาณดิศผู้เป็นบุตรไปไว้ ณ เมืองกำแพงเพชร อยู่นั้นไม่ช้า พระยามหาพรหมเจ้าเมืองเชียงรายยกกองทัพมาตีเมืองกำแพงเพชร พระยาญาณดิศสู้ไม่ได้ยอมเป็นไมตรี พระยามหาพรหมจึงของพระพุทธสิหิงค์ไปไว้เมืองเชียงราย ต่อมาพระยามหาพรหมเกิดวิวาทกับพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นหลาน พระเจ้าแสนเมืองมายกกองทัพไปตีได้เมืองเชียงรายจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากับพระแก้วมรกตด้วยกัน พระพุทธสิหิงค์อยู่ในเมืองเชียงใหม่จนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ได้ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๒๐๕ จึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงศรีอยุธยาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพชญ
พระพุทธสิหิงค์อยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อมาตลอด ๑๐๕ ปี จนเสียพระนครแก่พม่าข้าศึก สมัยนั้นชาวเชียงใหม่ยังเป็นพวกพม่าจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปไว้เมืองเชียงใหม่ ครั้งรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ไทยมณฑลภาคพายัพกลับมาเป็นของไทย แต่ในสมัยผู้คนร่อยหรอไม่พอจะตั้งรักษาเมืองเชียงใหม่ไว้ต่อสู้พม่าได้ ต้องทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้าง คงรักษาแต่เมืองนครลำปางเป็นที่มั่นอยู่คราวหนึ่ง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงพระดำริว่า พระพุทธสิหิงค์เคยเป็นพระพุทธรูปสำคัญในกรุงศรีอยุธยาโดยมีตำนานดังแสดงมาจึงได้โปรดให้เชิญลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๓๘[๕]
สำหรับประวัติพระพุทธสิหิงค์ที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่นั้นมีตำนานกล่าวว่า[๖] เมื่อพุทธศักราช ๑๙๕๐ ขณะเมื่อพระพุทธสิหิงค์ยังประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเชียงราย เชียงรายกับเชียงใหม่เกิดการรบพุ่งกันซึ่งเชียงใหม่เป็นฝ่ายชนะ พระเจ้าแสนเมืองมาแห่งนครเชียงใหม่จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มายังเชียงใหม่โดยล่องเรือมาตามลำน้ำปิง เรือที่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาเทียบท่าขึ้นฝั่งยังนครเชียงใหม่ที่ท่าวังสิงห์ ขณะเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกปรากฏรัศมีจากองค์พระเรืองรองเป็นลำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไหลถึง ๒,๐๐๐ วา ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดขึ้น ณ ที่นั้นได้ชื่อตามเหตุอัศจรรย์ในครั้งนั้นว่า วัดฟ้าฮ่าม ซึ่งหมายถึงฟ้าอร่ามนั่นเอง แต่แรกนั้นพระเจ้าแสนเมืองมาตั้งพระทัยจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานยังวัดสวนดอกซึ่งตั้งอยู่นอกเวียงออกไปทางทิศตะวันตก แต่เมื่อชักลากบุษบกไปถึงวัดลีเชียงพระก็มีอันติดขัดไม่อาจลากต่อไปได้ พระเจ้าแสนเมืองมาถือเป็นศุภนิมิตโปรดให้สร้างมณฑปขึ้น ณ วัดลีเชียงพระและประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ ณ วัดนั้น เมื่อพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ ณ วัดลีเชียงพระ ความศรัทธาเลื่อมใสของชาวเมืองที่มีต่อพระพุทธรูปองค์นี้ทำให้ชาวเมืองเชียงใหม่พากันเรียกชื่อวัดตามนามพระ แต่เนื่องจากชาวเมืองเรียกนามพระพุทธสิหิงค์กร่อนเป็นพระสิงห์ วัดพระพุทธสิหิงค์กลายเป็นวัดพระสิงห์ดังเช่นทุกวันนี้
ส่วนพระพุทธสิหิงค์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประวัติที่ปรากฏเรื่องราวตาม สิหิงคนิทาน หรือตำนานของพระพุทธสิหิงค์ที่กล่าวว่าพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยได้ทรงทราบกิตติศัพท์เกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์จึงโปรดให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาสน์ไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์จากกษัตริย์ลังกา ซึ่งพระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายให้สมพระราชประสงค์จึงได้มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้ามายังดินแดนไทยโดยผ่านทางนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองที่มีการติดต่อสัมพันธ์อยู่กับลังกาอย่างใกล้ชิด ตามตำนานนั้นว่าพ่อขุนรามคำแหงไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงยังนครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง พระพุทธสิหิงค์เป็นที่เลื่อมใสเคารพบูชาในหมู่ชาวภาคใต้โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราชเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่าผู้ทุจริตคิดมิชอบทั้งหลายจะไม่กล้าสาบานต่อหน้าองค์พระเลย หลังจากที่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดแล้วคดีความที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมักมีการเอ่ยอ้างนามพระพุทธสิหิงค์ในการสาบานตัว ทำให้ไม่มีใครกล้าเบิกความเท็จ[๗]
กล่าวโดยสรุปประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์พบว่าน่าจะเกิดขึ้นในลังกาและได้อัญเชิญมายังเมืองต่าง ๆ ตามลำดับ คือ นครศรีธรรมราช ละโว้ สุโขทัย อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ล้านนา
๒.รูปแบบพุทธลักษณะของพระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการสร้างสกุลช่างเชียงแสน(พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๑)เป็นสกุลช่างทางภาคเหนือมีเมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญในสมัยนั้นของอาณาจักรล้านนาไทยอาจจะมีคำถามว่าทำไม่จึงเรียกว่าสิงห์ หรือสิงห์ ๑ สิงห์ ๒ และสิงห์๓ คำตอบคือพระพุทธรูปมีความงดงามน่าเกรงขามท่าทางสง่าดุจพญาสิงหราชจึงได้นามว่าสิงห์หนึ่ง สิงห์สองและสิงห์สาม[๘]พระพุทธสิหิงค์องค์แรก (ภาพที่ ๖) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ บางท่านกล่าวว่าเป็นศิลปะลังกา แต่ก็มีบางท่านเช่น ศักดิ์ชัย สายสิงห์ [๙] ให้ความเห็นว่าลักษณะทางศิลปกรรมน่าจะเป็นแบบสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรืออาจจะสรุปได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์นั้นอาจจะเป็นพระพุทธรูปล้านนาที่มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เรียกว่าพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์สอง อาจจะประมาณเกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ก็ได้
ส่วนพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) นั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เป็นศิลปะล้านนาแบบที่เรียกว่า “สิงห์หนึ่ง” อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ พระพุทธรูปเชียงแสนยุคแรก (สิงห์หนึ่ง) มีพุทธลักษณะแบบศิลปะปาละของอินเดีย ได้รับอิทธิพลเผยแพร่ผ่านมาทางพม่า มีพระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปมนูน ชายสังฆาฏิเป็นรูปทรงเขี้ยวตะขาบอยู่เหนือพระถัน นิยมสร้างปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ฐานบัวหงาย หล่อด้วยโลหะสำริด ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ [๑๐]พระพุทธสิหิงค์แบบสิงห์หนึ่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อมีการรับตำนานหรือคติการสร้างพระพุทธสิหิงค์เกิดขึ้น ชาวล้านนาจึงถือเอารูปแบบของพระพุทธรูปแบบสิงห์หนึ่งซึ่งได้รับความนิยมในขณะนั้นเป็นต้นแบบของพระพุทธสิหิงค์และเรียกว่าพระสิงห์ในเวลาต่อมา อีกอย่างหนึ่งพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรแบบล้านนานี้เองน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญทำให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปแบบนี้อย่างแพร่หลายไปยังแหล่งอื่น ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงในตำนานของล้านนาที่ว่าพระพุทธสิหิงค์ได้ผ่านมาตามเมืองต่าง ๆ เช่น นครศรีธรรมราช อยุธยา ชัยนาท สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น
พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เช่นเดียวกับองค์ที่ ๒ แต่อวบอ้วนมากกว่านิยมเรียกว่าแบบ ขนมต้ม หรือศิลปะแบบขนมต้ม จัดอยู่ในสกุลช่างนครศรีธรรมราช ในสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒
สรุป
ประวัติตำนานและรูปแบบพระพุทธสิหิงค์จากการศึกษาสรุปได้ว่า ตามประวัติพระพุทธสิหิงค์มาจากลังกาแล้วผ่านนครศรีธรรมราช ละโว้ สุโขทัย อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ล้านนา แต่จากการศึกษาค้นคว้าของ ศักดิ์ชัย สายสิงห์[๑๑] พบได้ข้อสรุปว่า ตำนานและรูปแบบของพระพุทธสิหิงค์นั้นน่าจะมาจากล้านนา เพราะพระพุทธรูปคือพระพุทธสิหิงค์ในกลุ่มขัดสมาธิเพชรตามตำนานเกิดขึ้นในล้านนาและน่าจะแพร่หลายลงมายังสุโขทัย อยุธยา และกำแพงเพชร โดยพบหลักฐานคือการค้นพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในพระอุระของพระมงคลบพิตรและในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะการผสมผสานทางด้านรูปแบบระหว่างการแสดงลักษณะขัดสมาธิเพชรแบบล้านนาที่ไม่ใช่สายวิวัฒนาการของอยุธยาที่มีพื้นฐานมาจากขอม และจากการค้นพบพระพุทธรูปในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะแสดงให้เห็นว่าอยุธยาได้รู้จักพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร “พระพุทธสิหิงค์” แล้ว อย่างน้อยประมาณต้นหรือกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือการค้นพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในนามพระพุทธสิหิงค์คือพระพุทธรูปที่พบที่วัดโกขาม จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรแบบอยุธยาที่เรียกว่าแบบขนมต้ม มีจารึกที่ฐานที่กล่าวว่าพระพุทธรูปองค์นี้คือ พระพุทธสิหิงค์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๒๓๒
เพราะฉะนั้น จึงอาจได้ข้อสรุปอีกอย่างหนึ่งว่า รูปแบบการสร้างพระพุทธสิหิงค์นั้นน่าจะเกิดที่ล้านนาก่อนแล้วจึงแผ่ขยายลงมาสุโขทัย อยุธยา จนถึงนครศรีธรรมราช ไม่ใช่มาจากลังกามาถึงภาคใต้แล้วขึ้นไปทางเหนือตามตำนานที่กล่าวไว้ พระพุทธสิหิงค์องค์แรก(ภาพที่ ๖) น่าจะเป็นพระพุทธรูปล้านนาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รูปแบบน่าจะเป็นสกุลช่างสุโขทัย ส่วนองค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) เป็นศิลปะแบบล้านนาอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนองค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) เป็นศิลปะแบบขนมต้นสกุลช่างนครศรีธรรมราชที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของอยุธยา
[๑] ขุ.อ. ๒๔๗, ชา.อ. ๖/๑๘๕, วินย. ฎีกา ๑/๒๖๓.
[๒] กรมการศาสนา, ประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๔), หน้า๑๐๐.
[๓] http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/03/28/02.php
[๔] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๘) , หน้า๕๑.
[๕] ประวัติตำนานพระพุทธสิหิงค์ รายละเอียดอ่านได้จาก ประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญ. อ้างแล้ว หน้า ๑๐๐-๑๑๒.
[๖] วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทิพากร, ๒๕๔๖), หน้า ๒๔.
[๗] วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทิพากร, ๒๕๔๖), หน้า ๒๖.
[๘] ขวัญทอง สอนศิริ, พุทธนาคบริรักษ์ ๔๘ พรรษา สยามบรมราชกุมารี ( จัดพิมพ์ขึ้นเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเจริญพระชนมายุ ๔๘ พรรษา พ.ศ. ๒๕๔๖, นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๔๓.
[๙] รศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะสุโขทัย:บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑) ,หน้า ๑๒๑,
[๑๐] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๒.
[๑๑] รศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะสุโขทัย:บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑) ,หน้า ๑๒๒-๑๒๓,
พระพุทธรูปนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งบูชาสักการะของพุทธศาสนิกชนอย่างสูงสุด เพราะถือว่า พระพุทธรูปนั้นเป็นเสมือนพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนบูชาและเคารพสูงสุด พระพุทธรูปถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมอันเกี่ยวกับประดิษฐกรรมตามกระบวนช่างปั้น,แกะสลักและหล่อซึ่งทำให้เกิดรูปที่มีมิติที่สมบูรณ์ตามอุดมคติของศิลปินผู้ซาบซึ้งในหลักธรรมของพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้วจึงเนรมิตพระรูปให้ตรงกับมโนภาพของตน และให้เป็นสื่อแทนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
อนึ่ง พระพุทธรูปนั้นตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วจัดเป็นเจดีย์ประเภทหนึ่งใน เจดีย์ ๔ ประเภท คือ
๑. ธาตุเจดีย์ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
ภาพที่ ๑ พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม
๒. บริโภคเจดีย์ เจดีย์คือสิ่งหรือสถานที่พระพุทธเจ้าเคยทรงใช้หรือประทับอยู่ หมายถึงต้น, สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง ตลอดถึงสิ่งที่พระพุทธองค์เคยทรงบริโภค เช่น บาตรจีวรและบริขารอื่น ๆ เป็นต้น
ภาพที่ ๒ สังเวชนียสถาน ๔
๓. ธรรมเจดีย์ เจดีย์ที่บรรจุพระธรรม เช่น บรรจุใบลานจารึกพุทธพจน์แสดงหลักธรรมประกอบด้วยปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น
ภาพที่ ๓ หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี
๔. อุทเทสิกเจดีย์ เจดีย์ที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระพุทธรูปนั้นเอง[๑]
ภาพที่ ๔ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ. เชียงใหม่
ดังนั้น การศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธรูปก็จัดได้ว่ามีความสำคัญในฐานะที่เป็นอุทเทสิกเจดีย์และก่อให้เกิดปัญญา ก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และมีความรู้ความเข้าใจในศิลปะด้านนี้มากยิ่งขึ้นทำให้เห็นคุณค่าทางภูมิปัญญาของผู้สร้างและปรัชญาที่มีอยู่ในพระพุทธรูปเหล่านั้นด้วย
สำหรับพระพุทธรูปที่สำคัญ ๆ ในประเทศไทยมีมากมายหลายองค์ด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าเลือกศึกษาเฉพาะ พระพุทธสิหิงค์เท่านั้น พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหล่อหุ้มทองคำซึ่งก็นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของประเทศไทยองค์หนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพบูชา ในเทศกาลวันสงกรานต์ทางราชการจะจัดปะรำขึ้นแล้วอาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานเพื่อให้ประชาชนได้นมัสการและทรงน้ำโดยทั่วกันทุก ๆ ปี[๒] ในการศึกษาพระพุทธสิหิงค์นี้จะเน้นเพียง ๒ ประเด็นคือ
๑. ตำนานประวัติความเป็นมา
๒. รูปแบบของพระพุทธสิหิงค์
๑. ประวัติความเป็นมา
เรื่องตำนานหรือประวัติของพระพุทธสิหิงค์ ได้มีท่านผู้เรียบเรียงไว้แล้วหลายท่าน เช่น พระโพธิรังสี ปราชญ์แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้เขียนเป็นภาษามคธ ราว พ.ศ.๑๙๖๐ และบรรยายเรื่องราว จนมาถึง พ.ศ.๒๔๕๔ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ต่อจากพระโพธิรังสี มาจนถึงสมัย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ได้เรียบเรียงใหม่เป็นตำนานย่อ และกล่าวข้อวิจารณ์ในทางโบราณคดี ส่วนที่ผู้เขียนได้นำกล่าวมานี้ได้อ้างถึงตำนานพระพุทธสิหิงค์ ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เขียนขึ้นเนื่องด้วยได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริง ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเหล่านั้นได้ค้นคว้าแล้วมาเรียบเรียงไว้ให้เป็นตำนานที่อ่านง่าย เพื่อความสะดวกและเข้าใจแก่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป
พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่กษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ได้อัญเชิญเข้ามาสู่ประเทศสยาม ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ฉะนั้น จึงต้องนับว่า พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศสยามอย่างแท้จริง[๓] แต่ในเมืองไทย พระพุทธรูปที่ทรงพระนามว่าพระพุทธสิหิงค์นั้นมีอยู่ ๓ องค์ ๓ แห่งคือ
(ภาพที่ ๕ พระพุทธสิหิงค์ทั้ง ๓ องค์)
องค์ที่ ๑ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
(ภาพที่ ๖)
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๑ (ภาพที่ ๖) นี้เป็นพระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิสูง ๙๖ ซม. หน้าตักกว้าง ๖๖ ซม. หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทองคำเปลว พระสรีระได้สัดส่วนและงดงามที่สุดจะหา พระพุทธโบราณในเมืองไทยที่งดงาม และได้สัดส่วนเทียมพระพุทธสิหิงค์องค์นี้มิได้เลย ตามตำนานกล่าวว่าองค์นี้ศิลปะสุโขทัยประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพมหานคร
องค์ที่ ๒ ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
(ภาพที่ ๗)
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์ในกรุงเทพฯ และเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก องค์นี้ศิลปะเชียงแสน พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทองคำเปลว หนักตักกว้าง ๔๐ นิ้ว ศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
องค์ที่ ๓ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลาง จ.นครศรีธรรมราช
(ภาพที่ ๘)
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์เมืองเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร แบบขนมต้ม มีพระพักตร์กลม อมยิ้ม พระอุระอวบอ้วน หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทอง หน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว สูง ๑๖.๘ นิ้ว นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ประดิษฐานอยู่ในบุษบกไม้ ณ หอพระ ระหว่างศาลกับศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์นี้ศิลปะศรีวิชัย
ประวัติหรือตำนานของพระพุทธสิหิงค์นี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ ไว้ว่า[๔] เดิมพระเจ้ากรุงลังกาองค์ ๑ ทรงสร้างขึ้นไว้ พระเจ้านครศรีธรรมราชไปขอมาถวายสมเด็จพระร่วง(รามราช) พระเจ้ากรุงสุโขทัย ๆ ทรงปฏิบัติบูชามาหลายรัชกาล จนถึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ กรุงศรีอยุธยาได้เมืองสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาไว้ในกรุงศรีอยุธยา อยู่ได้หน่อยหนึ่ง พระมเหสีคิดอุบายทูลขอให้พระยาญาณดิศผู้เป็นบุตรไปไว้ ณ เมืองกำแพงเพชร อยู่นั้นไม่ช้า พระยามหาพรหมเจ้าเมืองเชียงรายยกกองทัพมาตีเมืองกำแพงเพชร พระยาญาณดิศสู้ไม่ได้ยอมเป็นไมตรี พระยามหาพรหมจึงของพระพุทธสิหิงค์ไปไว้เมืองเชียงราย ต่อมาพระยามหาพรหมเกิดวิวาทกับพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นหลาน พระเจ้าแสนเมืองมายกกองทัพไปตีได้เมืองเชียงรายจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากับพระแก้วมรกตด้วยกัน พระพุทธสิหิงค์อยู่ในเมืองเชียงใหม่จนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ได้ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๒๐๕ จึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงศรีอยุธยาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพชญ
พระพุทธสิหิงค์อยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อมาตลอด ๑๐๕ ปี จนเสียพระนครแก่พม่าข้าศึก สมัยนั้นชาวเชียงใหม่ยังเป็นพวกพม่าจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปไว้เมืองเชียงใหม่ ครั้งรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ไทยมณฑลภาคพายัพกลับมาเป็นของไทย แต่ในสมัยผู้คนร่อยหรอไม่พอจะตั้งรักษาเมืองเชียงใหม่ไว้ต่อสู้พม่าได้ ต้องทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้าง คงรักษาแต่เมืองนครลำปางเป็นที่มั่นอยู่คราวหนึ่ง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงพระดำริว่า พระพุทธสิหิงค์เคยเป็นพระพุทธรูปสำคัญในกรุงศรีอยุธยาโดยมีตำนานดังแสดงมาจึงได้โปรดให้เชิญลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๓๘[๕]
สำหรับประวัติพระพุทธสิหิงค์ที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่นั้นมีตำนานกล่าวว่า[๖] เมื่อพุทธศักราช ๑๙๕๐ ขณะเมื่อพระพุทธสิหิงค์ยังประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเชียงราย เชียงรายกับเชียงใหม่เกิดการรบพุ่งกันซึ่งเชียงใหม่เป็นฝ่ายชนะ พระเจ้าแสนเมืองมาแห่งนครเชียงใหม่จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มายังเชียงใหม่โดยล่องเรือมาตามลำน้ำปิง เรือที่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาเทียบท่าขึ้นฝั่งยังนครเชียงใหม่ที่ท่าวังสิงห์ ขณะเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกปรากฏรัศมีจากองค์พระเรืองรองเป็นลำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไหลถึง ๒,๐๐๐ วา ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดขึ้น ณ ที่นั้นได้ชื่อตามเหตุอัศจรรย์ในครั้งนั้นว่า วัดฟ้าฮ่าม ซึ่งหมายถึงฟ้าอร่ามนั่นเอง แต่แรกนั้นพระเจ้าแสนเมืองมาตั้งพระทัยจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานยังวัดสวนดอกซึ่งตั้งอยู่นอกเวียงออกไปทางทิศตะวันตก แต่เมื่อชักลากบุษบกไปถึงวัดลีเชียงพระก็มีอันติดขัดไม่อาจลากต่อไปได้ พระเจ้าแสนเมืองมาถือเป็นศุภนิมิตโปรดให้สร้างมณฑปขึ้น ณ วัดลีเชียงพระและประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ ณ วัดนั้น เมื่อพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ ณ วัดลีเชียงพระ ความศรัทธาเลื่อมใสของชาวเมืองที่มีต่อพระพุทธรูปองค์นี้ทำให้ชาวเมืองเชียงใหม่พากันเรียกชื่อวัดตามนามพระ แต่เนื่องจากชาวเมืองเรียกนามพระพุทธสิหิงค์กร่อนเป็นพระสิงห์ วัดพระพุทธสิหิงค์กลายเป็นวัดพระสิงห์ดังเช่นทุกวันนี้
ส่วนพระพุทธสิหิงค์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประวัติที่ปรากฏเรื่องราวตาม สิหิงคนิทาน หรือตำนานของพระพุทธสิหิงค์ที่กล่าวว่าพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยได้ทรงทราบกิตติศัพท์เกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์จึงโปรดให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาสน์ไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์จากกษัตริย์ลังกา ซึ่งพระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายให้สมพระราชประสงค์จึงได้มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้ามายังดินแดนไทยโดยผ่านทางนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองที่มีการติดต่อสัมพันธ์อยู่กับลังกาอย่างใกล้ชิด ตามตำนานนั้นว่าพ่อขุนรามคำแหงไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงยังนครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง พระพุทธสิหิงค์เป็นที่เลื่อมใสเคารพบูชาในหมู่ชาวภาคใต้โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราชเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่าผู้ทุจริตคิดมิชอบทั้งหลายจะไม่กล้าสาบานต่อหน้าองค์พระเลย หลังจากที่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดแล้วคดีความที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมักมีการเอ่ยอ้างนามพระพุทธสิหิงค์ในการสาบานตัว ทำให้ไม่มีใครกล้าเบิกความเท็จ[๗]
กล่าวโดยสรุปประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์พบว่าน่าจะเกิดขึ้นในลังกาและได้อัญเชิญมายังเมืองต่าง ๆ ตามลำดับ คือ นครศรีธรรมราช ละโว้ สุโขทัย อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ล้านนา
๒.รูปแบบพุทธลักษณะของพระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการสร้างสกุลช่างเชียงแสน(พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๑)เป็นสกุลช่างทางภาคเหนือมีเมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญในสมัยนั้นของอาณาจักรล้านนาไทยอาจจะมีคำถามว่าทำไม่จึงเรียกว่าสิงห์ หรือสิงห์ ๑ สิงห์ ๒ และสิงห์๓ คำตอบคือพระพุทธรูปมีความงดงามน่าเกรงขามท่าทางสง่าดุจพญาสิงหราชจึงได้นามว่าสิงห์หนึ่ง สิงห์สองและสิงห์สาม[๘]พระพุทธสิหิงค์องค์แรก (ภาพที่ ๖) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ บางท่านกล่าวว่าเป็นศิลปะลังกา แต่ก็มีบางท่านเช่น ศักดิ์ชัย สายสิงห์ [๙] ให้ความเห็นว่าลักษณะทางศิลปกรรมน่าจะเป็นแบบสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรืออาจจะสรุปได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์นั้นอาจจะเป็นพระพุทธรูปล้านนาที่มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เรียกว่าพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์สอง อาจจะประมาณเกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ก็ได้
ส่วนพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) นั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เป็นศิลปะล้านนาแบบที่เรียกว่า “สิงห์หนึ่ง” อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ พระพุทธรูปเชียงแสนยุคแรก (สิงห์หนึ่ง) มีพุทธลักษณะแบบศิลปะปาละของอินเดีย ได้รับอิทธิพลเผยแพร่ผ่านมาทางพม่า มีพระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปมนูน ชายสังฆาฏิเป็นรูปทรงเขี้ยวตะขาบอยู่เหนือพระถัน นิยมสร้างปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ฐานบัวหงาย หล่อด้วยโลหะสำริด ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ [๑๐]พระพุทธสิหิงค์แบบสิงห์หนึ่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อมีการรับตำนานหรือคติการสร้างพระพุทธสิหิงค์เกิดขึ้น ชาวล้านนาจึงถือเอารูปแบบของพระพุทธรูปแบบสิงห์หนึ่งซึ่งได้รับความนิยมในขณะนั้นเป็นต้นแบบของพระพุทธสิหิงค์และเรียกว่าพระสิงห์ในเวลาต่อมา อีกอย่างหนึ่งพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรแบบล้านนานี้เองน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญทำให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปแบบนี้อย่างแพร่หลายไปยังแหล่งอื่น ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงในตำนานของล้านนาที่ว่าพระพุทธสิหิงค์ได้ผ่านมาตามเมืองต่าง ๆ เช่น นครศรีธรรมราช อยุธยา ชัยนาท สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น
พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เช่นเดียวกับองค์ที่ ๒ แต่อวบอ้วนมากกว่านิยมเรียกว่าแบบ ขนมต้ม หรือศิลปะแบบขนมต้ม จัดอยู่ในสกุลช่างนครศรีธรรมราช ในสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒
สรุป
ประวัติตำนานและรูปแบบพระพุทธสิหิงค์จากการศึกษาสรุปได้ว่า ตามประวัติพระพุทธสิหิงค์มาจากลังกาแล้วผ่านนครศรีธรรมราช ละโว้ สุโขทัย อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ล้านนา แต่จากการศึกษาค้นคว้าของ ศักดิ์ชัย สายสิงห์[๑๑] พบได้ข้อสรุปว่า ตำนานและรูปแบบของพระพุทธสิหิงค์นั้นน่าจะมาจากล้านนา เพราะพระพุทธรูปคือพระพุทธสิหิงค์ในกลุ่มขัดสมาธิเพชรตามตำนานเกิดขึ้นในล้านนาและน่าจะแพร่หลายลงมายังสุโขทัย อยุธยา และกำแพงเพชร โดยพบหลักฐานคือการค้นพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในพระอุระของพระมงคลบพิตรและในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะการผสมผสานทางด้านรูปแบบระหว่างการแสดงลักษณะขัดสมาธิเพชรแบบล้านนาที่ไม่ใช่สายวิวัฒนาการของอยุธยาที่มีพื้นฐานมาจากขอม และจากการค้นพบพระพุทธรูปในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะแสดงให้เห็นว่าอยุธยาได้รู้จักพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร “พระพุทธสิหิงค์” แล้ว อย่างน้อยประมาณต้นหรือกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือการค้นพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในนามพระพุทธสิหิงค์คือพระพุทธรูปที่พบที่วัดโกขาม จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรแบบอยุธยาที่เรียกว่าแบบขนมต้ม มีจารึกที่ฐานที่กล่าวว่าพระพุทธรูปองค์นี้คือ พระพุทธสิหิงค์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๒๓๒
เพราะฉะนั้น จึงอาจได้ข้อสรุปอีกอย่างหนึ่งว่า รูปแบบการสร้างพระพุทธสิหิงค์นั้นน่าจะเกิดที่ล้านนาก่อนแล้วจึงแผ่ขยายลงมาสุโขทัย อยุธยา จนถึงนครศรีธรรมราช ไม่ใช่มาจากลังกามาถึงภาคใต้แล้วขึ้นไปทางเหนือตามตำนานที่กล่าวไว้ พระพุทธสิหิงค์องค์แรก(ภาพที่ ๖) น่าจะเป็นพระพุทธรูปล้านนาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รูปแบบน่าจะเป็นสกุลช่างสุโขทัย ส่วนองค์ที่ ๒ (ภาพที่ ๗) เป็นศิลปะแบบล้านนาอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนองค์ที่ ๓ (ภาพที่ ๘) เป็นศิลปะแบบขนมต้นสกุลช่างนครศรีธรรมราชที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของอยุธยา
[๑] ขุ.อ. ๒๔๗, ชา.อ. ๖/๑๘๕, วินย. ฎีกา ๑/๒๖๓.
[๒] กรมการศาสนา, ประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๔), หน้า๑๐๐.
[๓] http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/03/28/02.php
[๔] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๘) , หน้า๕๑.
[๕] ประวัติตำนานพระพุทธสิหิงค์ รายละเอียดอ่านได้จาก ประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญ. อ้างแล้ว หน้า ๑๐๐-๑๑๒.
[๖] วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทิพากร, ๒๕๔๖), หน้า ๒๔.
[๗] วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง (พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทิพากร, ๒๕๔๖), หน้า ๒๖.
[๘] ขวัญทอง สอนศิริ, พุทธนาคบริรักษ์ ๔๘ พรรษา สยามบรมราชกุมารี ( จัดพิมพ์ขึ้นเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเจริญพระชนมายุ ๔๘ พรรษา พ.ศ. ๒๕๔๖, นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๔๓.
[๙] รศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะสุโขทัย:บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑) ,หน้า ๑๒๑,
[๑๐] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๒.
[๑๑] รศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะสุโขทัย:บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑) ,หน้า ๑๒๒-๑๒๓,
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สันโดษ
สันโดษ
บทนำ
สังคมมนุษย์ทุกวันนี้ล้วนมีการดำรงชีวิตด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย ๔ เพื่ออุปโภคบริโภค เครื่องใช้สอยต่าง ๆ แต่ว่าไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญของสิ่งเล็กน้อยพยายามสรรหาแสวงหาสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นว่า สิ่งนั้นมีค่าน้อยมีค่ามากก็เลยกลายเป็นว่าเป็นคนหลงค่านิยมไป ฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องมีความสันโดษ พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ตวณฺโณ) ( ๒๕๕๐: ๑๖-๑๗) ได้อธิบายได้ว่า ความสันโดษนี้เหมาะแก่ทุกคน ยิ่งในสมัยปัจจุบัน ความสันโดษนี้ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะคนเราไม่ว่ายากจนหรือร่ำรวย ถ้าขาดสันโดษเสียแล้วก็ย่อมทำความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่นเสมอ ส่วนคนที่มีสันโดษไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะเช่นไรคือ ไม่ว่าเขาจะยากจนหรือร่ำรวย ก็ย่อมทำความสุขความเจริญให้กับตนเองและผู้อื่นเสมอ อันเป็นผลสะท้อนต่อความสงบสุขและความเจริญของบ้านเมืองอีกด้วย เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญธรรมะข้อนี้ไว้ในมงคลสูตรว่า ความสันโดษเป็นมงคลอย่างสูง คือ เป็นความเจริญก้าวหน้าในชีวิตอย่างมาก
ในอดีตและยุคปัจจุบันยังมีหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักคำสอนเรื่องสันโดษ มีบางคนกล่าวว่า คำสอนเรื่องสันโดษในพระพุทธศาสนาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยที่เข้าใจว่า คำสอนเรื่องนี้เป็นเหตุให้คนไทยมีนิสัยตามแต่จะได้ ไม่ขวนขวายเพื่อก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เพราะถือว่าพอเลี้ยงตัวไปวันหนึ่ง ๆ ก็พอแล้ว ทั้งเป็นเหตุพื้นฐานให้คนไทยเกียจคร้านอีกด้วย ความจริง เป็นเรื่องของการเข้าใจผิดและใช้หลักธรรมผิดประเภทเช่นเดียวกับการเข้าใจผิด และใช้ยาผิดประเภท คำสอนทางพระพุทธศาสนาไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแต่อย่างใด การไม่เข้าใจคำสอนและการไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สุวรรณ เพชรนิล, ๒๕๔๔: ๒๔๐-๒๔๑)
สันโดษก็คือความพอดีพอใจในสิ่งที่ตนมีในสิ่งที่ตนได้ไม่อยากได้จนเกิดความโลภ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), ( ๒๕๔๘: ๑๐๖) จำแนกสันโดษไว้ ๓ อย่างด้วยกันคือ
๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้
๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง
๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร
สันโดษพระผู้มีพระภาคเจ้าพระพุทธตรัสว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต ในแนวทางพระพุทธศาสนามีนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวสรรเสริญสันโดษว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตซึ่งอยู่ในหนังสือมังคลัตถทีปนี เล่มสองมีเนื้อความภาษาบาลีว่า
คารโว จ นิวาโต จ สนตุฏฺ จ กตญุตา
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
ความเคารพ ความถ่อมตน ความเป็นผู้สันโดษ ความกตัญญู
การฟังธรรมตามกาล ๕ อย่างนี้จัดว่าเป็นมงคลชีวิตอย่างสุงสุด
(มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙ : ๑๔)
ความสันโดษจึงถือว่าอยู่ในหลักมงคลชีวิต ๓๘ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยในการที่จะมีสันโดษมิใช่ง่าย เพราะว่าทุกคนย่อมมีโลภคือความอยากได้กันทุกคนแต่เราต้องใช้ธรรมะคือความสันโดษข่มความอยากเอาไว้ เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จะทำให้เรามีชีวิตที่มีแต่ความสุข มีคนสรรเสริญ เป็นคนดีของสังคม
ความหมายของสันโดษ
สันโดษหมายถึงความพอดีหรือความยินดีอยู่ได้ด้วยของที่มีอยู่ ไม่ด้นรนแสวงหาสิ่งของต่างๆจนน่าเกลียดเกินไป ให้รู้จักหน้าที่การงานของตัวเองยินดีตามมีตามได้ยินดีตามสมควร บุคคลนำไปใช้ได้เหมาะสมกับหน้าที่ของตน สันโดษจึงเป็นมูลเหตุให้บุคคลประกอบอาชีพสุจริตหรือที่เรียหกว่าสัมมาอาชีวะ เมื่อทุกคนที่มีสันโดษล้วนเป็นคนขยันมั่นเพียรในการหาในการก่อสร้างให้เกิดทรัพย์สินเป็นของตนขึ้นในทางที่ชอบธรรมแล้วจะทำให้ทุกคนเป็นผู้สามารถตั้งตนให้ครนมีทรัพย์สินเป็นหลักฐานพึ่งตนเองได้
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (๒๕๔๘:๑๐๕-๑๐๖)ได้อธิบายว่า สันโดษคือความยินดี,ความพอใจ, ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วยเรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม, ความยินดีด้วยปัจจัยสี่ตามมีตามได้, ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ
พระสมชาย านวุฑฺโฒ (๒๕๓๓ : ๑๘๗) ได้กล่าวความหมายของสันโดษไว้ว่า สันโดษมาจากภาษาบาลีว่า สันโตสะ สัน แปลว่า ตน โตสะ แปลว่ายินดี สันโดษจึงแปลว่า ยินดีชอบใจ พอใจ อิ่มใจ จุใจ สุขใจ กับสิ่งของ ๆ ตน ความหมายโดยย่อ คือให้รู้จักพอ ให้รู้จักประมาณ
เสฐียรพงษ์ วรรณปก (๒๕๓๓ : ๑๑๘) กล่าวความหมายของความสันโดษไว้ว่า สันโดษสันตุฏฐินั้นหมายความว่า ความภูมิใจในผลสำเร็จที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วย ความสามารถ ด้วยความพากเพียรพยายาม ของตนในทางที่สุจริต ชอบธรรม
ตามที่กล่าวมาสันโดษจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิต เพื่อให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเมื่อมีความสันโดษแล้วก็จะก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันมีความเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาซึ่งเป็นหัวใจหลักของคนที่มีคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเรียกว่า พรหมวิหารธรรมนั้นเอง
คนที่มีสันโดษจึงถือว่าเป็นมงคลอย่างประเสริฐกับตัวเองด้วย ทั้งพระผู้มีพระภาคก็ทรงสรรเสริญ ความสันโดษว่า สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ แปลว่า ความสันโดษเป็นทรัพย์อันประเสริฐอธิบายว่าคนที่ประกอบด้วยสันโดษ ย่อมเป็นผู้มีความสุขไม่ลำบากยากเข็ญทั้งทำให้ตัวเองและประเทศชาติมีความเจริญ พัฒนาด้วย
ลักษณะของสันโดษ
ตามที่กล่าวแล้ว สันโดษซึ่งแปลว่า ความยินดี ความพอใจ ในสิ่งของที่ตนอยู่ พระสมชาย านวุฑฺโฒ (๒๕๓๓:๑๘๘) ได้จำแนกประเภทของสันโดษไว้ ๓ อย่างคือ
๑. สเกนสันโดษ ยินดีตามมี
๒. สันเตนสันโดษ ยินดีตามได้
๓. สเมนสันโดษ ยินดีตามควร
ยินดีตามมี หมายถึงการยินดีในสิ่งของที่ตนมีที่ตนครอบครองอยู่ไม่ดิ้นรนขวยขวาย สิ่งของ ๆ คนอื่นมาเพื่อตน พอใจในของๆตน ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ลูกเมีย หรือแม้แต่ฟหน้าที่การงานที่ทำเป็นต้นสันโดษข้อนี้จึงเป็นเครื่องกำจัดความเกียจคร้าน เบื่อหน่าย
ยินดีตามได้ หมายถึงยินดีกับสิ่งที่ตนได้มา อธิบายว่า แสวงหาสิ่งใด ได้สิ่งนั้นมาก็มีความพอใจในสิ่งนั้น ถึงมันจะไม่ดีมาก ไม่ประณีตก็ยินดีเท่านั้น ไม่กระวนกระวายดิ้นรณสิ่งที่เกินกำลัง สติปัญญาความสามารถ
ยินดีตามควร หมายถึงยินดีกับของที่สมควรกับตัวเองเท่านั้น สิ่งใดมีอยู่ หรือสิ่งที่จะได้มามันอาจมีค่ามากไม่สมกับเราที่จะได้รับก็ไม่ยินดี ไม่ยอมรับเอาสิ่งนั้นมาครอบครองเป็นของตนเอง
อานิสงส์ของการมีสันโดษ
อานิสงส์ของสันโดษนั้นถ้าเป็นคฤหัสถ์นำไปใช้ย่อมทำให้รู้จักผิดชอบ และรู้จักตนเองท่านได้ให้ความหมายสำหรับคฤหัสถ์ไว้ว่า จงสันโดษในรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งก็หมายความว่า ยินดีในภรรยาสามีของตน นั้นเอง ซึ่งท่านก็น้อมเข้ามาในศีล ๕ ข้อ คือข้อที่สาม ไม่ประพฤตินอกใจสามีภรรยาของตนเอง และยินดีตามมีตามได้ยินดีในหน้าที่การงานของตนเอง ยินในฐานะการหาได้รายที่ตนทำงานมาได้ ซึ่งทำให้เกิดสุขทั้งชาตินี้ และชาติหน้าต่อไป ถ้าเป็นพระภิกษุสามเณร ท่านให้สันโดษในจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช ซึ่งจะทำให้พระภิกษุสามเณรมีความสุขกาย สบายใจ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และบรรลุมรรคผลนิพพานสืบต่อไป ดังข้อความที่กล่าวไว้ในมังคลัตถทีปนีแปลเล่ม ๔ (มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙:๒:๑๐๔)ที่ว่า
“ภิกษุผู้สันโดษ ย่อมเป็นผู้อยู่เป็นสุขในทิศทั้ง ๔ และเป็นผู้ไม่กระทบกระทั่ง สันโดษอยู่ด้วยปัจจัยนอกนี้ ๆ (ตามมีตามได้) ครอบงำเสียซึ่งอันตรายทั้งหลาย ไม่หวาดเสียว เป็นผู้เดียว เช่นกับนอแรด พึงเที่ยวไป”
พระสมชาย านวุฑฺโฒ (๒๕๓๓ : ๑๙๗) ได้จำแนกอานิสงส์ของสันโดษไว้ ๑๐ อย่างคือ
๑. ตัดกังวลต่างๆ
๒. ออกห่างอกุศล
๓. ทำตนให้สบาย
๔. คลายผิดคิดถูก
๕. ปลูกศีลธรรม
๖. นำตนให้พ้นทุกข์
๗. ไม่ฝ่าฟืนทำชั่ว
๘. ปลูกแต่ความเจริญ
๙. สร้างแต่เหตุดี
๑๐. นำศาสนาให้รุ่งเรือง
สรุปความ
สันโดษหมายถึงความยินดีในสิ่งที่ตนเองมี ในที่นี้คือยินดีในหน้าที่การงานของตัวเองในทรัพย์สินของตนเอง ถ้าเป็นคฤหัสถ์ก็ยินดีในหน้าที่การงานของคฤหัสถ์ ถ้าเป็นบรรพชิตก็ยินดีในกิจของบรรพชิต ซึ่งแบ่งออกเป็นสามอย่างคือ
๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามได้
๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง
๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์จะขาดสันโดษไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคุณธรรมข้อนี้ ก็จะทำให้เดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ถ้ามีความสันโดษทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับผล ประโยชน์ที่เป็นคุณูปการอย่างยิ่งทั้งในชาตินี้และสัมปรายภพอย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ตวณฺโณ). พระพุทธศาสนากับชีวิตพอเพียง. กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์ ๕๐ จำกัด , ๒๕๕๐.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๓) กรุงเทพมหานคร:บริษัท เอส. อาร์. พริ้นติ้งแมสโปรดักส์จำกัด:๒๕๔๘.
พระสมชาย านวุฑฺโฒ.มงคลชีวิต ฉบับธรรมทายาท.กรุงเทพมหานคร : กราฟิคอาร์ต, ๒๕๓๓.
มหามกุฏราชวิทยาลัย.มังคลัตถทีปนีแปลเล่มสอง.กรุงเทพมหานคร:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙.
.มหามกุฏราชวิทยาลัย.มังคลัตถทีปนีแปลเล่มสี่. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙.
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. สูตรสำเร็จแห่งชีวิต. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พรี้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๓.
สุวรรณ เพชรนิล. พุทธปรัชญาเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ ๘). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔.
บทนำ
สังคมมนุษย์ทุกวันนี้ล้วนมีการดำรงชีวิตด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย ๔ เพื่ออุปโภคบริโภค เครื่องใช้สอยต่าง ๆ แต่ว่าไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญของสิ่งเล็กน้อยพยายามสรรหาแสวงหาสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นว่า สิ่งนั้นมีค่าน้อยมีค่ามากก็เลยกลายเป็นว่าเป็นคนหลงค่านิยมไป ฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องมีความสันโดษ พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ตวณฺโณ) ( ๒๕๕๐: ๑๖-๑๗) ได้อธิบายได้ว่า ความสันโดษนี้เหมาะแก่ทุกคน ยิ่งในสมัยปัจจุบัน ความสันโดษนี้ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะคนเราไม่ว่ายากจนหรือร่ำรวย ถ้าขาดสันโดษเสียแล้วก็ย่อมทำความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่นเสมอ ส่วนคนที่มีสันโดษไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะเช่นไรคือ ไม่ว่าเขาจะยากจนหรือร่ำรวย ก็ย่อมทำความสุขความเจริญให้กับตนเองและผู้อื่นเสมอ อันเป็นผลสะท้อนต่อความสงบสุขและความเจริญของบ้านเมืองอีกด้วย เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญธรรมะข้อนี้ไว้ในมงคลสูตรว่า ความสันโดษเป็นมงคลอย่างสูง คือ เป็นความเจริญก้าวหน้าในชีวิตอย่างมาก
ในอดีตและยุคปัจจุบันยังมีหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักคำสอนเรื่องสันโดษ มีบางคนกล่าวว่า คำสอนเรื่องสันโดษในพระพุทธศาสนาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยที่เข้าใจว่า คำสอนเรื่องนี้เป็นเหตุให้คนไทยมีนิสัยตามแต่จะได้ ไม่ขวนขวายเพื่อก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เพราะถือว่าพอเลี้ยงตัวไปวันหนึ่ง ๆ ก็พอแล้ว ทั้งเป็นเหตุพื้นฐานให้คนไทยเกียจคร้านอีกด้วย ความจริง เป็นเรื่องของการเข้าใจผิดและใช้หลักธรรมผิดประเภทเช่นเดียวกับการเข้าใจผิด และใช้ยาผิดประเภท คำสอนทางพระพุทธศาสนาไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแต่อย่างใด การไม่เข้าใจคำสอนและการไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สุวรรณ เพชรนิล, ๒๕๔๔: ๒๔๐-๒๔๑)
สันโดษก็คือความพอดีพอใจในสิ่งที่ตนมีในสิ่งที่ตนได้ไม่อยากได้จนเกิดความโลภ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), ( ๒๕๔๘: ๑๐๖) จำแนกสันโดษไว้ ๓ อย่างด้วยกันคือ
๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้
๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง
๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร
สันโดษพระผู้มีพระภาคเจ้าพระพุทธตรัสว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต ในแนวทางพระพุทธศาสนามีนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวสรรเสริญสันโดษว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตซึ่งอยู่ในหนังสือมังคลัตถทีปนี เล่มสองมีเนื้อความภาษาบาลีว่า
คารโว จ นิวาโต จ สนตุฏฺ จ กตญุตา
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
ความเคารพ ความถ่อมตน ความเป็นผู้สันโดษ ความกตัญญู
การฟังธรรมตามกาล ๕ อย่างนี้จัดว่าเป็นมงคลชีวิตอย่างสุงสุด
(มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙ : ๑๔)
ความสันโดษจึงถือว่าอยู่ในหลักมงคลชีวิต ๓๘ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยในการที่จะมีสันโดษมิใช่ง่าย เพราะว่าทุกคนย่อมมีโลภคือความอยากได้กันทุกคนแต่เราต้องใช้ธรรมะคือความสันโดษข่มความอยากเอาไว้ เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จะทำให้เรามีชีวิตที่มีแต่ความสุข มีคนสรรเสริญ เป็นคนดีของสังคม
ความหมายของสันโดษ
สันโดษหมายถึงความพอดีหรือความยินดีอยู่ได้ด้วยของที่มีอยู่ ไม่ด้นรนแสวงหาสิ่งของต่างๆจนน่าเกลียดเกินไป ให้รู้จักหน้าที่การงานของตัวเองยินดีตามมีตามได้ยินดีตามสมควร บุคคลนำไปใช้ได้เหมาะสมกับหน้าที่ของตน สันโดษจึงเป็นมูลเหตุให้บุคคลประกอบอาชีพสุจริตหรือที่เรียหกว่าสัมมาอาชีวะ เมื่อทุกคนที่มีสันโดษล้วนเป็นคนขยันมั่นเพียรในการหาในการก่อสร้างให้เกิดทรัพย์สินเป็นของตนขึ้นในทางที่ชอบธรรมแล้วจะทำให้ทุกคนเป็นผู้สามารถตั้งตนให้ครนมีทรัพย์สินเป็นหลักฐานพึ่งตนเองได้
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (๒๕๔๘:๑๐๕-๑๐๖)ได้อธิบายว่า สันโดษคือความยินดี,ความพอใจ, ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วยเรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม, ความยินดีด้วยปัจจัยสี่ตามมีตามได้, ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ
พระสมชาย านวุฑฺโฒ (๒๕๓๓ : ๑๘๗) ได้กล่าวความหมายของสันโดษไว้ว่า สันโดษมาจากภาษาบาลีว่า สันโตสะ สัน แปลว่า ตน โตสะ แปลว่ายินดี สันโดษจึงแปลว่า ยินดีชอบใจ พอใจ อิ่มใจ จุใจ สุขใจ กับสิ่งของ ๆ ตน ความหมายโดยย่อ คือให้รู้จักพอ ให้รู้จักประมาณ
เสฐียรพงษ์ วรรณปก (๒๕๓๓ : ๑๑๘) กล่าวความหมายของความสันโดษไว้ว่า สันโดษสันตุฏฐินั้นหมายความว่า ความภูมิใจในผลสำเร็จที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วย ความสามารถ ด้วยความพากเพียรพยายาม ของตนในทางที่สุจริต ชอบธรรม
ตามที่กล่าวมาสันโดษจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิต เพื่อให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเมื่อมีความสันโดษแล้วก็จะก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันมีความเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาซึ่งเป็นหัวใจหลักของคนที่มีคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเรียกว่า พรหมวิหารธรรมนั้นเอง
คนที่มีสันโดษจึงถือว่าเป็นมงคลอย่างประเสริฐกับตัวเองด้วย ทั้งพระผู้มีพระภาคก็ทรงสรรเสริญ ความสันโดษว่า สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ แปลว่า ความสันโดษเป็นทรัพย์อันประเสริฐอธิบายว่าคนที่ประกอบด้วยสันโดษ ย่อมเป็นผู้มีความสุขไม่ลำบากยากเข็ญทั้งทำให้ตัวเองและประเทศชาติมีความเจริญ พัฒนาด้วย
ลักษณะของสันโดษ
ตามที่กล่าวแล้ว สันโดษซึ่งแปลว่า ความยินดี ความพอใจ ในสิ่งของที่ตนอยู่ พระสมชาย านวุฑฺโฒ (๒๕๓๓:๑๘๘) ได้จำแนกประเภทของสันโดษไว้ ๓ อย่างคือ
๑. สเกนสันโดษ ยินดีตามมี
๒. สันเตนสันโดษ ยินดีตามได้
๓. สเมนสันโดษ ยินดีตามควร
ยินดีตามมี หมายถึงการยินดีในสิ่งของที่ตนมีที่ตนครอบครองอยู่ไม่ดิ้นรนขวยขวาย สิ่งของ ๆ คนอื่นมาเพื่อตน พอใจในของๆตน ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ลูกเมีย หรือแม้แต่ฟหน้าที่การงานที่ทำเป็นต้นสันโดษข้อนี้จึงเป็นเครื่องกำจัดความเกียจคร้าน เบื่อหน่าย
ยินดีตามได้ หมายถึงยินดีกับสิ่งที่ตนได้มา อธิบายว่า แสวงหาสิ่งใด ได้สิ่งนั้นมาก็มีความพอใจในสิ่งนั้น ถึงมันจะไม่ดีมาก ไม่ประณีตก็ยินดีเท่านั้น ไม่กระวนกระวายดิ้นรณสิ่งที่เกินกำลัง สติปัญญาความสามารถ
ยินดีตามควร หมายถึงยินดีกับของที่สมควรกับตัวเองเท่านั้น สิ่งใดมีอยู่ หรือสิ่งที่จะได้มามันอาจมีค่ามากไม่สมกับเราที่จะได้รับก็ไม่ยินดี ไม่ยอมรับเอาสิ่งนั้นมาครอบครองเป็นของตนเอง
อานิสงส์ของการมีสันโดษ
อานิสงส์ของสันโดษนั้นถ้าเป็นคฤหัสถ์นำไปใช้ย่อมทำให้รู้จักผิดชอบ และรู้จักตนเองท่านได้ให้ความหมายสำหรับคฤหัสถ์ไว้ว่า จงสันโดษในรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งก็หมายความว่า ยินดีในภรรยาสามีของตน นั้นเอง ซึ่งท่านก็น้อมเข้ามาในศีล ๕ ข้อ คือข้อที่สาม ไม่ประพฤตินอกใจสามีภรรยาของตนเอง และยินดีตามมีตามได้ยินดีในหน้าที่การงานของตนเอง ยินในฐานะการหาได้รายที่ตนทำงานมาได้ ซึ่งทำให้เกิดสุขทั้งชาตินี้ และชาติหน้าต่อไป ถ้าเป็นพระภิกษุสามเณร ท่านให้สันโดษในจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช ซึ่งจะทำให้พระภิกษุสามเณรมีความสุขกาย สบายใจ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และบรรลุมรรคผลนิพพานสืบต่อไป ดังข้อความที่กล่าวไว้ในมังคลัตถทีปนีแปลเล่ม ๔ (มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙:๒:๑๐๔)ที่ว่า
“ภิกษุผู้สันโดษ ย่อมเป็นผู้อยู่เป็นสุขในทิศทั้ง ๔ และเป็นผู้ไม่กระทบกระทั่ง สันโดษอยู่ด้วยปัจจัยนอกนี้ ๆ (ตามมีตามได้) ครอบงำเสียซึ่งอันตรายทั้งหลาย ไม่หวาดเสียว เป็นผู้เดียว เช่นกับนอแรด พึงเที่ยวไป”
พระสมชาย านวุฑฺโฒ (๒๕๓๓ : ๑๙๗) ได้จำแนกอานิสงส์ของสันโดษไว้ ๑๐ อย่างคือ
๑. ตัดกังวลต่างๆ
๒. ออกห่างอกุศล
๓. ทำตนให้สบาย
๔. คลายผิดคิดถูก
๕. ปลูกศีลธรรม
๖. นำตนให้พ้นทุกข์
๗. ไม่ฝ่าฟืนทำชั่ว
๘. ปลูกแต่ความเจริญ
๙. สร้างแต่เหตุดี
๑๐. นำศาสนาให้รุ่งเรือง
สรุปความ
สันโดษหมายถึงความยินดีในสิ่งที่ตนเองมี ในที่นี้คือยินดีในหน้าที่การงานของตัวเองในทรัพย์สินของตนเอง ถ้าเป็นคฤหัสถ์ก็ยินดีในหน้าที่การงานของคฤหัสถ์ ถ้าเป็นบรรพชิตก็ยินดีในกิจของบรรพชิต ซึ่งแบ่งออกเป็นสามอย่างคือ
๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามได้
๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง
๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์จะขาดสันโดษไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคุณธรรมข้อนี้ ก็จะทำให้เดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ถ้ามีความสันโดษทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับผล ประโยชน์ที่เป็นคุณูปการอย่างยิ่งทั้งในชาตินี้และสัมปรายภพอย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ตวณฺโณ). พระพุทธศาสนากับชีวิตพอเพียง. กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์ ๕๐ จำกัด , ๒๕๕๐.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๓) กรุงเทพมหานคร:บริษัท เอส. อาร์. พริ้นติ้งแมสโปรดักส์จำกัด:๒๕๔๘.
พระสมชาย านวุฑฺโฒ.มงคลชีวิต ฉบับธรรมทายาท.กรุงเทพมหานคร : กราฟิคอาร์ต, ๒๕๓๓.
มหามกุฏราชวิทยาลัย.มังคลัตถทีปนีแปลเล่มสอง.กรุงเทพมหานคร:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙.
.มหามกุฏราชวิทยาลัย.มังคลัตถทีปนีแปลเล่มสี่. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙.
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. สูตรสำเร็จแห่งชีวิต. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พรี้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๓.
สุวรรณ เพชรนิล. พุทธปรัชญาเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ ๘). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔.
อัพยากตปัญหา
อัพยากตปัญหา
ความนำ
การตอบปัญหาต่าง ๆ เป็นเรื่องการแสดงความรู้ความสามารถเป็นพุทธประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง เห็นได้จากการที่มารผู้มาทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ปรินิพพาน มารได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้พระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแล้ว”
พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบมารว่า
“ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกสาวิกาของเรา ยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้ฝึกฝน ยังไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เรียนกับอาจารย์แล้วยังบอกธรรมไม่ได้ ยังแสดงข่มขี่คำรุกรานของผู้อื่นไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น” (มหาปรินิพพานสูตร ที. มหา.๑๐/๙๕/๘๘)
ในพระสูตรนี้จะเห็นคำว่า “ข่มขี่คำรุกรานของผู้อื่น” ในที่นี่หมายถึงการตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความสามารถตอบปัญหาต่าง ๆ ได้นั้นไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อพุทธบริษัททั้งปวง เพราะหมายถึงความมั่นคงอยู่รอดของพระพุทธศาสนา (สุวรรณ เพชรนิล, ๒๕๔๔: ๒๔๕) ในพระสูตรต่าง ๆ จะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงสรงเสริมให้พระสาวกมีความสามารถในการตอบปัญหาอยู่เสมอ ๆ เมื่อพระสาวกนั่งสนทนาปัญหาเรื่องใด ๆ ก็ตามพระองค์เสด็จผ่านไปทางนั้น ก็มักจะรับสั่งถามว่า พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบก็ทรงนำสู่รายละเอียดของเรื่องนั้น ๆ และตรัสหลักธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ การที่ทรงให้ความสนพระหฤทัยกับปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เป็นวิธีการให้ความรู้แก่พระสาวกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยไปอย่างไม่มีความหมาย วิธีการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้านั้นอาจแบ่งได้ ๔ แบบตามที่ปรากฏในปัญหาสูตร (อํ.จตุกฺก.๔๒/๓๙) ดังข้อความในพระสูตรว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ ปัญหาที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียวมีอยู่ ๑ ปัญหาที่พึงจำแนกพยากรณ์มีอยู่ ๑ ปัญหาที่ต้องสอบถามแล้วพยากรณ์มีอยู่ ๑ ปัญหาที่ควรงดมีอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่าง นี้แล ฯ ๑. กล่าวแก้โดยส่วนเดียว ๒. จำแนกกล่าวแก้ ๓. ย้อนถามกล่าวแก้ ๔. การงดกล่าวแก้ อนึ่ง ภิกษุใดย่อมรู้ความสมควรแก่ธรรมในฐานะนั้น ๆ แห่งปัญญาเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวภิกษุอย่างนั้นว่า เป็นผู้ฉลาดต่อปัญหาทั้ง ๔ ภิกษุผู้ที่ใคร ๆ ไล่ปัญหาได้ยาก ครอบงำได้ยาก เป็นผู้ลึกซึ้ง ให้พ่ายแพ้ได้ยาก และเป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์ทั้ง ๒ คือทั้งในด้านเจริญและในด้านเสื่อม ย่อมเป็นผู้ฉลาดงดเว้น ทางเสื่อม ถือเอาทางเจริญ เป็นธีรชนเพราะรู้จักประโยชน์ ชาวโลกขนานนามว่า บัณฑิต ฯ
จากพระสูตรนี้สรุปเป็นแนวทางการตอบปัญหา ๔ ประเภทคือ
๑. เอกังสพยากรณียปัญหา คือปัญหาที่ตอบแบบตรงไปตรงมาหรือการตอบปัญหาแบบเชิงเดียว
๒. วิภัชชพยากรณียปัญหา คือการแยกตอบปัญหาหรือการแยกประเด็นตอบ
๓. ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา คือย้อนถามก่อนจึงตอบหรือการตอบโดยการย้อนถาม
๔. อัพยากตปัญหาหรือฐปนียปัญหา คือปัญหาบางอย่างต้องตัดบทไปเลยไม่ตอบหรือปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์ ( เสฐียรพงษ์ วรรณปก, ๒๕๔๐: ๕๗- ๕๘)
นอกจากวิธีตอบปัญหา ๔ ประการนี้แล้ว ยังมีวิธีปลีกย่อยอีกบางอย่างที่สังเกตได้จากการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้าตามที่ปรากฏในพระสูตรบางแห่งคือ พระองค์ทรงตอบคำถามเท่าที่ตอบได้ และปัญหาร้ายส่วนบุคคลไม่ทรงตอบ (แสง จันทร์งาม,๒๕๒๖: ๑๒๑-๑๒๔)
ประเด็นที่น่าสนใจในการตอบคำถามคือในแบบที่ ๔ คืออัพยากตปัญหาคือปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบแบบไม่ตอบนี้เองทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า
๑. ปัญหาอะไรที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ
๒. ทำไมจึงไม่ทรงตอบคำถามเหล่านั้น ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอต่อไป
ปัญหาอะไรที่ไม่ทรงตอบ
ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบนั้นมีปรากฏอยู่ในพระสูตรที่รู้จักกันดีคือจูฬมาลุงโกยวาทสูตร(ม.ม.๑๓/๑๔๗-๑๔๙/๑๑๗-๑๑๘) เนื้อความของพระสูตรมีอยู่ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์.
ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ ไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงดทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราจักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุด เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรง ๆ เถิดว่า เราไม่รู้ไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ไม่มีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ ฯลฯ ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติ พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ
ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. ดูกรมาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กะเธอดังนี้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาค จักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า
จากพระสูตรนี้จะพบว่าคำถามทั้ง ๑๐ ที่พระมาลุงกยบุตรได้ถามพระพุทธเจ้านั้นมีเรื่องสำคัญ ๆ เพียง ๓ เรื่องเท่านั้นคือ
๑. เรื่องโลก ได้แก่คำถามข้อที่ ๑-๔ คือ
๑.๑ โลกเที่ยง (คงอยู่อย่างนี้ตลอดกาล)
๑.๒. โลกไม่เที่ยง (คงอยู่อย่างนี้ชั่วคราว)
๑.๓. โลกมีที่สุด (จักรวาลมีขอบเขตจำกัด)
๑.๔. โลกไม่มีที่สุด (จักรวาลไม่มีขอบเขต)
๒. เรื่องจิตกับกายหรือเรื่องชีวะกับสรีระ ได้แก่คำถามข้อที่ ๕-๖ คือ
๒.๑. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น (กายกับจิตเป็นอันเดียวกัน)
๒.๒. ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง (กายกับจิตเป็นคนละอย่างกัน)
๓. เรื่องตายเกิด-ตายสูญหรือเรื่องภาวะหลังความตายของมนุษย์ ได้แก่คำถามข้อที่ ๗-๑๐ คือ
๓.๑ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ (ตายแล้วไม่สูญ)
๓.๒ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ (ตายแล้วสูญ)
๓.๓ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มีไม่มีอยู่ก็มี (ตายแล้วสูญก็มี ไม่สูญก็มี)
๓.๔ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ (ตายแล้วสูญก็ไม่ใช่ ไม่สูญก็ไม่ใช่)
แต่เมื่อวิเคราะห์คำถามทั้ง ๑๐ ข้อนั้น สรุปได้ว่าปัญหาที่ถามมีเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นคือ
๑. มี
๒. สูญ
นอกจากในจูฬมาลุงโกยวาทสูตรแล้วยังมีปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแนะนำให้คิดหรือศึกษาอีก ดังปรากฏในอจินติตสูตร (อํ.จตุกฺก.๒๑/๗๗/๖๘) เนื้อหาต่อไปนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิดพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่องโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน
อจินไตยคือสิ่งที่ไม่ควรคิดมี ๔ อย่างคือ
๑. พุทธวิสัย
๒. ฌานวิสัย
๓. กรรมวิบาก
๔. โลกจินตา
อจินไตยคืออะไร พระธรรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (๒๕๔๖: ๑๙๔-๑๙๕) ได้อธิบายไว้ว่า
อจินไตยคือสิ่งที่ไม่พึงคิด ท่านว่าถ้าขืนครุ่นคิดก็มีส่วนที่จะอัดอั้นเป็นบ้า ที่ท่านว่าอย่างนี้มิใช่หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้เราคิด เพียงแต่ทรงแสดงความจริงไปตามธรรมดาว่าเรื่องนี้คิดเอาไม่ได้หรือไม่อาจจะเข้าใจได้สำเร็จด้วยการคิดหาเหตุผลและเมื่อคิดไปจะเกิดเป็นบ้าขึ้นก็มิใช่เพราะพระพุทธเจ้าหรือใครลงโทษหรือทำให้บ้า แต่ผู้คิดเป็นบ้าตามธรรมดาของเขาเองเพราะคิดอัดอั้นวุ่นไป
ส่วนในคำถามที่ ๒ ที่ว่าทำไมพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบปัญหาเหล่านี้ ก็มีคำตอบชัดเจนอยู่ในจูฬมาลุงโกวาทสูตร(ม.ม.๑๓/๑๕๒/๑๒๐)ดัง เนื้อความของพระสูตรว่า
ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่ พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ เราไม่พยากรณ์. ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ เราพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ ข้อนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จากพระสูตรนี้ตอบคำถามได้ว่าเหตุผลที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามทั้ง ๑๐ ข้อนั้นสรุปได้ว่าที่ไม่ทรงตอบเพราะ
๑. ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
๒. ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย
๔. ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๕. ไม่เป็นไปเพื่อความดับ
๖. ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
๗. ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
๘. ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้
๙. ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
พระ ดร.ดับบลิว ราหุล (W.Rahula) (๒๕๓๒:๔๕) ได้อธิบายว่า พระพุทธเจ้าไม่ตอบคำถามเหล่านี้ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมุ่งหมายจะนำมนุษย์ไปสู่ความปลอดภัย ความสงบ ความสุข ความเยือกเย็น และการบรรลุซึ่งพระนิพพาน พระพุทธองค์มิได้ตรัสสิ่งทั้งหลายเพียงเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นตามสติปัญญาของมนุษย์เลย พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่เป็นนักปฏิบัติ และทรงสั่งสอนเฉพาะแต่สิ่งทั้งหลายที่จะนำมาเฉพาะซึ่งความสงบ (สันติ) และความสุขแก่มนุษย์ทั้งหลาย
มีนักคิดชาวอินเดียคือ T.R.V.Murati ได้พยายามอธิบายเพิ่มในประเด็นนี้โดยอ้างเหตุผล ๓ ทางคือ
๑. Practical คือเน้นเป้าหมายของพระพุทธศาสนาเป็นหลัก พระพุทธองค์ทรงต้องการสอนให้พ้นทุกข์ คำสอนอะไรที่นอกเหนือจากนั้น พระองค์ไม่ทรงยุ่งโดยถือว่าสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ตรงกับเป้าหมายของศาสนาพุทธ
๒. Agnostic คือการที่ทรงไม่ตอบ เพราะไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีคืออาจมีหรือไม่มีก็ได้ที่ไม่ตอบเพราะไม่แน่ใจว่าคำตอบนั้นจะใช่หรือไม่ ยังไม่ประกาศตัวเข้าข้างใด เพราะไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง มีหรือไม่มีนั่นเอง ในข้อนี้ T.R.V.Murati ได้ให้ทัศนะว่า พระพุทธองค์ไม่ได้เป็น Agnostic เพราะทรงเป็นพระสัพพัญญูคือรู้แจ้งเห็นจริงในทุกอย่าง
๓. Nagative หรือ Nihilism คือการที่ทรงไม่ตอบเพราะทรงเป็นบุคคลชอบทำลายล้างทฤษฎี ไม่เชื่ออะไรสักอย่างเชื่อแต่เรื่องการทำลาย Nagative หมายถึงพระพุทธองค์นิ่ง เพราะเป็นคนชอบขัด ทำลายไปทุกอย่าง ในแง่นี้ไม่น่าจะใช่ เพราะพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงเป็นนักทำลาย (Nihilism) แต่พระองค์ทรงช่วยให้คนพ้นทุกข์ด้วยการควบคุมกิเลส พระองค์ต้องการสอนให้คนบรรลุเป้าหมายที่ทรงวางไว้ โดยทรงใช้คำว่า หยุด คือการไม่ทำต่อไป ไม่ได้ใช้คำว่าทำลาย (พินิจ รัตนกุล, ๒๕๔๒:๑๑)
อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ไม่ว่าคำตอบจะออกมาในรูปใดก็ไม่พ้นการโต้แย้ง เนื่องจากอยู่นอกวิสัยของประสบการณ์ซึ่งไม่ชี้ชัดได้ว่าเป็นจริงอย่างไร (เดือน คำดี, ๒๕๕๐: ๑๒๘)
ในจูฬมาลุงโกวาทสูตรนี้เอง พระพุทธเจ้านอกจากไม่ทรงตอบปัญหาทั้ง ๑๐ เหล่านั้นแล้วยังได้ตรัสเตือนพระมาลุงกยบุตรให้เลิกสนใจปัญหาที่ต้องการถามแล้วมาสนใจสิ่งที่พระองค์จะตรัสให้ฟังที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า พระองค์ทรงต้องการให้พระลุงกยบุตรตระหนักถึงปัญหาที่จำเป็นและสำคัญและควรเร่งแก้อย่างรีบด่วน ปัญหานั้นคือการดับทุกข์นั้นเอง พระองค์ได้ทรงอุปมาอุปไมยไว้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง ดังข้อความที่ว่า
ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดแลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรง พยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ตถาคตไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลย และบุคคลนั้นพึงทำกาละไปโดยแท้. ดูกรมาลุงกยบุตร เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า. บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษ ผู้ยิงเรานั้นว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ... มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ... สูงต่ำหรือปานกลาง ... ดำขาวหรือผิวสองสี ... อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้น เพียงใดเราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้น เป็นชนิดมีแหล่งหรือเกาทัณฑ์ ... สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่านหรือ เยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม้ปลูก หางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้น เขาเสียบด้วย ขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูงหรือนกชื่อว่า สิถิลหนุ (คางหย่อน) ... เกาทัณฑ์นั้นเขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่างหรือลิง ... ลูกธนูที่ยิงเรานั้น เป็นชนิดอะไร ดังนี้ เพียงใด เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้ บุรุษนั้นพึงทำกาละไป ฉันใด ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ นั้น ฯลฯ แก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้ บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น. (ม.ม.๑๓/๑๕๐/๑๑๘-๑๑๙)
จากพระพุทธพจน์นี้ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบ เพราะเป็นปัญหาที่ไม่ควรสนใจ เพราะไม่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ งานเฉพาะหน้าของมนุษย์คือการดับทุกข์ เหมือนกับบุรุษผู้ถูกลูกศรอาบยาพิษยิง สิ่งที่ต้องรีบทำก่อนคือการเยียวยารักษาให้มีชีวิตรอด ไม่ใช่มัวแต่ไปเสียเวลาหาคำตอบว่าใครเป็นผู้ยิงหรือลูกศรทำด้วยอะไรเป็นต้น
ถ้ามองในเชิงของความรู้ในโลกนี้มีมากมาย แต่พระพุทธองค์เน้นสอนกับความรู้ที่เกี่ยวกับการดับทุกข์เท่านั้น ไม่จำเป็นที่มนุษย์ต้องรู้ไปทุก ๆ เรื่อง ดังพุทธพจน์ที่ปรากฏในสีสปาสูตร (สํ.มหา.๑๙/๑๗๑๒-๑๗๑๓/๔๓๔)ที่ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่าพระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จากพระสูตรนี้จะพบว่าความรู้ที่พระพุทธองค์นำมาสอนนั้นเปรียบได้กับใบไม้ในกำพระหัตถ์ของพระองค์เท่านั้น ความรู้นั้นมีเพียงจำนวนน้อยนิดแต่มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ ข้อนี้ตรงกับนักประสบการณ์นิยมท่านหนึ่งคือ จอห์น ลอค(John Lock) ที่ได้กล่าวไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามหาสมุทรลึกเท่าใด รู้เพียงว่าลึกกว่าเรือของเราก็ใช้ได้ เราไม่อาจรู้ทุกสิ่ง รู้เพียงเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้ก็พอ (เดือน คำดี, ๒๕๕๐.๑๒๘) พระพุทธองค์ทรงเน้นสอนเรื่องทุกข์ สาเหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ เพราะคำสอนเหล่านี้เป็นไปเพื่อประโยชน์และที่สำคัญนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพานนั่นเอง
สรุปจากการนำเสนอมา ก็สามารถตอบคำถามที่ว่าปัญหาอะไรที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ ทำไมจึงไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ก็คงฝากให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้อภิปรายหรือแสดงเหตุผลในประเด็นนี้ต่อไปอีก
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. พระไตรปิฎกฉบับหลวง. ๔๕ เล่ม. กรุงเทพมหานคร: ๒๕๔๖.
เดือน คำดี. เอกสารประกอบการสอน พ ๒๐๕ ระเบียบวิธีวิจัยบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร:๒๕๕๐. (เอกสารอัดสำเนา)
พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต).พุทธธรรมฉบับขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
พินิจ รัตนกุล.รวบรวมคำบรรยายพุทธปรัชญา. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๒. (เอกสารอัดสำเนา)
สุวรรณ เพชรนิล. พุทธปรัชญาเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔.
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. พุทธวิธีสอนจากพระไตรปิฎก.กรุงเทพมหานคร: เพชรรุ่งการพิมพ์, ๒๕๔๐.
แสง จันทร์งาม. วิธีสอนของพระพุทธเจ้า. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์บรรณาคาร, ๒๕๒๖.
Walpola Sri Rahula. What The Buddha Taught. แปลโดย ชูศักษ์ ทิพย์เกษรและคณะ. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒.
ความนำ
การตอบปัญหาต่าง ๆ เป็นเรื่องการแสดงความรู้ความสามารถเป็นพุทธประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง เห็นได้จากการที่มารผู้มาทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ปรินิพพาน มารได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้พระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแล้ว”
พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบมารว่า
“ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกสาวิกาของเรา ยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้ฝึกฝน ยังไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เรียนกับอาจารย์แล้วยังบอกธรรมไม่ได้ ยังแสดงข่มขี่คำรุกรานของผู้อื่นไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น” (มหาปรินิพพานสูตร ที. มหา.๑๐/๙๕/๘๘)
ในพระสูตรนี้จะเห็นคำว่า “ข่มขี่คำรุกรานของผู้อื่น” ในที่นี่หมายถึงการตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความสามารถตอบปัญหาต่าง ๆ ได้นั้นไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อพุทธบริษัททั้งปวง เพราะหมายถึงความมั่นคงอยู่รอดของพระพุทธศาสนา (สุวรรณ เพชรนิล, ๒๕๔๔: ๒๔๕) ในพระสูตรต่าง ๆ จะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงสรงเสริมให้พระสาวกมีความสามารถในการตอบปัญหาอยู่เสมอ ๆ เมื่อพระสาวกนั่งสนทนาปัญหาเรื่องใด ๆ ก็ตามพระองค์เสด็จผ่านไปทางนั้น ก็มักจะรับสั่งถามว่า พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบก็ทรงนำสู่รายละเอียดของเรื่องนั้น ๆ และตรัสหลักธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ การที่ทรงให้ความสนพระหฤทัยกับปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เป็นวิธีการให้ความรู้แก่พระสาวกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยไปอย่างไม่มีความหมาย วิธีการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้านั้นอาจแบ่งได้ ๔ แบบตามที่ปรากฏในปัญหาสูตร (อํ.จตุกฺก.๔๒/๓๙) ดังข้อความในพระสูตรว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ ปัญหาที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียวมีอยู่ ๑ ปัญหาที่พึงจำแนกพยากรณ์มีอยู่ ๑ ปัญหาที่ต้องสอบถามแล้วพยากรณ์มีอยู่ ๑ ปัญหาที่ควรงดมีอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่าง นี้แล ฯ ๑. กล่าวแก้โดยส่วนเดียว ๒. จำแนกกล่าวแก้ ๓. ย้อนถามกล่าวแก้ ๔. การงดกล่าวแก้ อนึ่ง ภิกษุใดย่อมรู้ความสมควรแก่ธรรมในฐานะนั้น ๆ แห่งปัญญาเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวภิกษุอย่างนั้นว่า เป็นผู้ฉลาดต่อปัญหาทั้ง ๔ ภิกษุผู้ที่ใคร ๆ ไล่ปัญหาได้ยาก ครอบงำได้ยาก เป็นผู้ลึกซึ้ง ให้พ่ายแพ้ได้ยาก และเป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์ทั้ง ๒ คือทั้งในด้านเจริญและในด้านเสื่อม ย่อมเป็นผู้ฉลาดงดเว้น ทางเสื่อม ถือเอาทางเจริญ เป็นธีรชนเพราะรู้จักประโยชน์ ชาวโลกขนานนามว่า บัณฑิต ฯ
จากพระสูตรนี้สรุปเป็นแนวทางการตอบปัญหา ๔ ประเภทคือ
๑. เอกังสพยากรณียปัญหา คือปัญหาที่ตอบแบบตรงไปตรงมาหรือการตอบปัญหาแบบเชิงเดียว
๒. วิภัชชพยากรณียปัญหา คือการแยกตอบปัญหาหรือการแยกประเด็นตอบ
๓. ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา คือย้อนถามก่อนจึงตอบหรือการตอบโดยการย้อนถาม
๔. อัพยากตปัญหาหรือฐปนียปัญหา คือปัญหาบางอย่างต้องตัดบทไปเลยไม่ตอบหรือปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์ ( เสฐียรพงษ์ วรรณปก, ๒๕๔๐: ๕๗- ๕๘)
นอกจากวิธีตอบปัญหา ๔ ประการนี้แล้ว ยังมีวิธีปลีกย่อยอีกบางอย่างที่สังเกตได้จากการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้าตามที่ปรากฏในพระสูตรบางแห่งคือ พระองค์ทรงตอบคำถามเท่าที่ตอบได้ และปัญหาร้ายส่วนบุคคลไม่ทรงตอบ (แสง จันทร์งาม,๒๕๒๖: ๑๒๑-๑๒๔)
ประเด็นที่น่าสนใจในการตอบคำถามคือในแบบที่ ๔ คืออัพยากตปัญหาคือปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบแบบไม่ตอบนี้เองทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า
๑. ปัญหาอะไรที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ
๒. ทำไมจึงไม่ทรงตอบคำถามเหล่านั้น ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอต่อไป
ปัญหาอะไรที่ไม่ทรงตอบ
ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบนั้นมีปรากฏอยู่ในพระสูตรที่รู้จักกันดีคือจูฬมาลุงโกยวาทสูตร(ม.ม.๑๓/๑๔๗-๑๔๙/๑๑๗-๑๑๘) เนื้อความของพระสูตรมีอยู่ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์.
ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ ไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงดทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราจักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุด เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรง ๆ เถิดว่า เราไม่รู้ไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ไม่มีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปไม่มีอยู่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ขอจงทรงพยากรณ์ แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ ฯลฯ ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติ พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ
ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. ดูกรมาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กะเธอดังนี้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาค จักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า
จากพระสูตรนี้จะพบว่าคำถามทั้ง ๑๐ ที่พระมาลุงกยบุตรได้ถามพระพุทธเจ้านั้นมีเรื่องสำคัญ ๆ เพียง ๓ เรื่องเท่านั้นคือ
๑. เรื่องโลก ได้แก่คำถามข้อที่ ๑-๔ คือ
๑.๑ โลกเที่ยง (คงอยู่อย่างนี้ตลอดกาล)
๑.๒. โลกไม่เที่ยง (คงอยู่อย่างนี้ชั่วคราว)
๑.๓. โลกมีที่สุด (จักรวาลมีขอบเขตจำกัด)
๑.๔. โลกไม่มีที่สุด (จักรวาลไม่มีขอบเขต)
๒. เรื่องจิตกับกายหรือเรื่องชีวะกับสรีระ ได้แก่คำถามข้อที่ ๕-๖ คือ
๒.๑. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น (กายกับจิตเป็นอันเดียวกัน)
๒.๒. ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง (กายกับจิตเป็นคนละอย่างกัน)
๓. เรื่องตายเกิด-ตายสูญหรือเรื่องภาวะหลังความตายของมนุษย์ ได้แก่คำถามข้อที่ ๗-๑๐ คือ
๓.๑ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ (ตายแล้วไม่สูญ)
๓.๒ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ (ตายแล้วสูญ)
๓.๓ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มีไม่มีอยู่ก็มี (ตายแล้วสูญก็มี ไม่สูญก็มี)
๓.๔ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ (ตายแล้วสูญก็ไม่ใช่ ไม่สูญก็ไม่ใช่)
แต่เมื่อวิเคราะห์คำถามทั้ง ๑๐ ข้อนั้น สรุปได้ว่าปัญหาที่ถามมีเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นคือ
๑. มี
๒. สูญ
นอกจากในจูฬมาลุงโกยวาทสูตรแล้วยังมีปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแนะนำให้คิดหรือศึกษาอีก ดังปรากฏในอจินติตสูตร (อํ.จตุกฺก.๒๑/๗๗/๖๘) เนื้อหาต่อไปนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิดพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่องโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน
อจินไตยคือสิ่งที่ไม่ควรคิดมี ๔ อย่างคือ
๑. พุทธวิสัย
๒. ฌานวิสัย
๓. กรรมวิบาก
๔. โลกจินตา
อจินไตยคืออะไร พระธรรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (๒๕๔๖: ๑๙๔-๑๙๕) ได้อธิบายไว้ว่า
อจินไตยคือสิ่งที่ไม่พึงคิด ท่านว่าถ้าขืนครุ่นคิดก็มีส่วนที่จะอัดอั้นเป็นบ้า ที่ท่านว่าอย่างนี้มิใช่หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้เราคิด เพียงแต่ทรงแสดงความจริงไปตามธรรมดาว่าเรื่องนี้คิดเอาไม่ได้หรือไม่อาจจะเข้าใจได้สำเร็จด้วยการคิดหาเหตุผลและเมื่อคิดไปจะเกิดเป็นบ้าขึ้นก็มิใช่เพราะพระพุทธเจ้าหรือใครลงโทษหรือทำให้บ้า แต่ผู้คิดเป็นบ้าตามธรรมดาของเขาเองเพราะคิดอัดอั้นวุ่นไป
ส่วนในคำถามที่ ๒ ที่ว่าทำไมพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หรือตอบปัญหาเหล่านี้ ก็มีคำตอบชัดเจนอยู่ในจูฬมาลุงโกวาทสูตร(ม.ม.๑๓/๑๕๒/๑๒๐)ดัง เนื้อความของพระสูตรว่า
ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่ พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ เราไม่พยากรณ์. ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ เราพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ ข้อนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จากพระสูตรนี้ตอบคำถามได้ว่าเหตุผลที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามทั้ง ๑๐ ข้อนั้นสรุปได้ว่าที่ไม่ทรงตอบเพราะ
๑. ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
๒. ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย
๔. ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๕. ไม่เป็นไปเพื่อความดับ
๖. ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
๗. ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
๘. ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้
๙. ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
พระ ดร.ดับบลิว ราหุล (W.Rahula) (๒๕๓๒:๔๕) ได้อธิบายว่า พระพุทธเจ้าไม่ตอบคำถามเหล่านี้ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมุ่งหมายจะนำมนุษย์ไปสู่ความปลอดภัย ความสงบ ความสุข ความเยือกเย็น และการบรรลุซึ่งพระนิพพาน พระพุทธองค์มิได้ตรัสสิ่งทั้งหลายเพียงเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นตามสติปัญญาของมนุษย์เลย พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่เป็นนักปฏิบัติ และทรงสั่งสอนเฉพาะแต่สิ่งทั้งหลายที่จะนำมาเฉพาะซึ่งความสงบ (สันติ) และความสุขแก่มนุษย์ทั้งหลาย
มีนักคิดชาวอินเดียคือ T.R.V.Murati ได้พยายามอธิบายเพิ่มในประเด็นนี้โดยอ้างเหตุผล ๓ ทางคือ
๑. Practical คือเน้นเป้าหมายของพระพุทธศาสนาเป็นหลัก พระพุทธองค์ทรงต้องการสอนให้พ้นทุกข์ คำสอนอะไรที่นอกเหนือจากนั้น พระองค์ไม่ทรงยุ่งโดยถือว่าสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ตรงกับเป้าหมายของศาสนาพุทธ
๒. Agnostic คือการที่ทรงไม่ตอบ เพราะไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีคืออาจมีหรือไม่มีก็ได้ที่ไม่ตอบเพราะไม่แน่ใจว่าคำตอบนั้นจะใช่หรือไม่ ยังไม่ประกาศตัวเข้าข้างใด เพราะไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง มีหรือไม่มีนั่นเอง ในข้อนี้ T.R.V.Murati ได้ให้ทัศนะว่า พระพุทธองค์ไม่ได้เป็น Agnostic เพราะทรงเป็นพระสัพพัญญูคือรู้แจ้งเห็นจริงในทุกอย่าง
๓. Nagative หรือ Nihilism คือการที่ทรงไม่ตอบเพราะทรงเป็นบุคคลชอบทำลายล้างทฤษฎี ไม่เชื่ออะไรสักอย่างเชื่อแต่เรื่องการทำลาย Nagative หมายถึงพระพุทธองค์นิ่ง เพราะเป็นคนชอบขัด ทำลายไปทุกอย่าง ในแง่นี้ไม่น่าจะใช่ เพราะพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงเป็นนักทำลาย (Nihilism) แต่พระองค์ทรงช่วยให้คนพ้นทุกข์ด้วยการควบคุมกิเลส พระองค์ต้องการสอนให้คนบรรลุเป้าหมายที่ทรงวางไว้ โดยทรงใช้คำว่า หยุด คือการไม่ทำต่อไป ไม่ได้ใช้คำว่าทำลาย (พินิจ รัตนกุล, ๒๕๔๒:๑๑)
อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ไม่ว่าคำตอบจะออกมาในรูปใดก็ไม่พ้นการโต้แย้ง เนื่องจากอยู่นอกวิสัยของประสบการณ์ซึ่งไม่ชี้ชัดได้ว่าเป็นจริงอย่างไร (เดือน คำดี, ๒๕๕๐: ๑๒๘)
ในจูฬมาลุงโกวาทสูตรนี้เอง พระพุทธเจ้านอกจากไม่ทรงตอบปัญหาทั้ง ๑๐ เหล่านั้นแล้วยังได้ตรัสเตือนพระมาลุงกยบุตรให้เลิกสนใจปัญหาที่ต้องการถามแล้วมาสนใจสิ่งที่พระองค์จะตรัสให้ฟังที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า พระองค์ทรงต้องการให้พระลุงกยบุตรตระหนักถึงปัญหาที่จำเป็นและสำคัญและควรเร่งแก้อย่างรีบด่วน ปัญหานั้นคือการดับทุกข์นั้นเอง พระองค์ได้ทรงอุปมาอุปไมยไว้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง ดังข้อความที่ว่า
ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดแลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรง พยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ตถาคตไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลย และบุคคลนั้นพึงทำกาละไปโดยแท้. ดูกรมาลุงกยบุตร เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า. บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษ ผู้ยิงเรานั้นว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ... มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ... สูงต่ำหรือปานกลาง ... ดำขาวหรือผิวสองสี ... อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้น เพียงใดเราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้น เป็นชนิดมีแหล่งหรือเกาทัณฑ์ ... สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่านหรือ เยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม้ปลูก หางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้น เขาเสียบด้วย ขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูงหรือนกชื่อว่า สิถิลหนุ (คางหย่อน) ... เกาทัณฑ์นั้นเขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่างหรือลิง ... ลูกธนูที่ยิงเรานั้น เป็นชนิดอะไร ดังนี้ เพียงใด เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้ บุรุษนั้นพึงทำกาละไป ฉันใด ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ นั้น ฯลฯ แก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้ บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น. (ม.ม.๑๓/๑๕๐/๑๑๘-๑๑๙)
จากพระพุทธพจน์นี้ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบ เพราะเป็นปัญหาที่ไม่ควรสนใจ เพราะไม่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ งานเฉพาะหน้าของมนุษย์คือการดับทุกข์ เหมือนกับบุรุษผู้ถูกลูกศรอาบยาพิษยิง สิ่งที่ต้องรีบทำก่อนคือการเยียวยารักษาให้มีชีวิตรอด ไม่ใช่มัวแต่ไปเสียเวลาหาคำตอบว่าใครเป็นผู้ยิงหรือลูกศรทำด้วยอะไรเป็นต้น
ถ้ามองในเชิงของความรู้ในโลกนี้มีมากมาย แต่พระพุทธองค์เน้นสอนกับความรู้ที่เกี่ยวกับการดับทุกข์เท่านั้น ไม่จำเป็นที่มนุษย์ต้องรู้ไปทุก ๆ เรื่อง ดังพุทธพจน์ที่ปรากฏในสีสปาสูตร (สํ.มหา.๑๙/๑๗๑๒-๑๗๑๓/๔๓๔)ที่ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่าพระเจ้าข้า. พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จากพระสูตรนี้จะพบว่าความรู้ที่พระพุทธองค์นำมาสอนนั้นเปรียบได้กับใบไม้ในกำพระหัตถ์ของพระองค์เท่านั้น ความรู้นั้นมีเพียงจำนวนน้อยนิดแต่มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ ข้อนี้ตรงกับนักประสบการณ์นิยมท่านหนึ่งคือ จอห์น ลอค(John Lock) ที่ได้กล่าวไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามหาสมุทรลึกเท่าใด รู้เพียงว่าลึกกว่าเรือของเราก็ใช้ได้ เราไม่อาจรู้ทุกสิ่ง รู้เพียงเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้ก็พอ (เดือน คำดี, ๒๕๕๐.๑๒๘) พระพุทธองค์ทรงเน้นสอนเรื่องทุกข์ สาเหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ เพราะคำสอนเหล่านี้เป็นไปเพื่อประโยชน์และที่สำคัญนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพานนั่นเอง
สรุปจากการนำเสนอมา ก็สามารถตอบคำถามที่ว่าปัญหาอะไรที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ ทำไมจึงไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ก็คงฝากให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้อภิปรายหรือแสดงเหตุผลในประเด็นนี้ต่อไปอีก
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. พระไตรปิฎกฉบับหลวง. ๔๕ เล่ม. กรุงเทพมหานคร: ๒๕๔๖.
เดือน คำดี. เอกสารประกอบการสอน พ ๒๐๕ ระเบียบวิธีวิจัยบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร:๒๕๕๐. (เอกสารอัดสำเนา)
พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต).พุทธธรรมฉบับขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
พินิจ รัตนกุล.รวบรวมคำบรรยายพุทธปรัชญา. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๒. (เอกสารอัดสำเนา)
สุวรรณ เพชรนิล. พุทธปรัชญาเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔.
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. พุทธวิธีสอนจากพระไตรปิฎก.กรุงเทพมหานคร: เพชรรุ่งการพิมพ์, ๒๕๔๐.
แสง จันทร์งาม. วิธีสอนของพระพุทธเจ้า. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์บรรณาคาร, ๒๕๒๖.
Walpola Sri Rahula. What The Buddha Taught. แปลโดย ชูศักษ์ ทิพย์เกษรและคณะ. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒.
วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สสารนิยม จิตนิยม ธรรมชาตินิยม
สสารนิยม (Materialism) เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากมนุษย์ได้สัมผัสกับสสารวัตถุอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อมาแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบทั้งในจีน อินเดีย และกรีซ โดยปรัชญา “สสารนิยม” ของจีนเห็นพ้องกับปรัชญา “สสารนิยม” (จารวาก) ของอินเดียที่ว่าโลกแห่งสสสารวัตถุที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เป็นโลกที่จริงเพียงโลกเดียว
ส่วนปรัชญา “สสารนิยม” ของกรีซนั้น มุ่งแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “ปฐมธาตุ” (First Element) กล่าวคือ ตัวร่วมของสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล ทาเสส (Thales) บิดาแห่งปรัชญากรีกเห็นว่า “น้ำ คือปฐมธาตุ เพราะสามารถดำรงอยู่ได้ทั้งสถานะที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ” นักปรัชญากรีกท่านอื่น ๆ เห็นว่า ปฐมธาตุคือ ดินบ้าง ลมบ้าง หรือ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันบ้าง แต่นักปรัชญากรีกที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ เดโมคลีตุส (Democretus) เห็นว่า “ปฐมธาตุ คือ อะตอม (atom)” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกย่อยต่อไปอีกได้ แต่ทรรศนะเรื่อง “สสารนิยม” ก็ไม่อาจไปไกลได้มากกว่านี้นานนับสหัสวรรษ เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ยังมีอยู่อย่างจำกัด
หลังยุค “การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” (Renaissance) และ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในยุโรป นับตั้งแต่การค้นพบ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” ของนิวตั้น (Newton) เป็นต้นมา วิทยาศาสตร์ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปรัชญา “สสารนิยม” เจริญรุ่งเรือง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบของ “ฟิสิกส์แบบนิวตั้น” (Newtonian Physics) กล่าวคือ เชื่อว่าอะตอมเป็นสิ่งที่แข็งตัวและอยู่นิ่งอยู่กับที่ อะตอมและสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยอะตอมจะเคลื่อนที่ไปก็ต่อเมื่อมีแรงภายนอกมากระทบมันเท่านั้น (Determinism) สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปอย่างเป็นระบบจักรกล (Machanism) และสรรพสิ่งสามารถทอนลงเป็นหน่วยย่อยได้ (Reductionism) ปรัชญาด้าน “สสารนิยม” ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแพทย์และสาธารณสุข และต่อวิชาการด้านสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์แม้กระทั่งในปัจจุบัน
“สสารนิยม” ตั้งต้นจากทรรศนะที่ว่า “สิ่งที่เป็นจริงจะต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่สามารถสัมผัสได้เป็นสิ่งที่ไม่จริง” เมื่อเป็นเช่นนี้โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นโลกที่จริงแท้เพียงโลกเดียว โลกแห่งนามธรรมมีเพียงในความคิด หรือความฝันของมนุษย์เท่านั้น มันจึงไม่มีอยู่จริง ชีวิตของมนุษย์มีเพียงความจริงทางด้านสรีระร่างกายเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่า “จิต” ไม่มีอยู่จริง จิตเป็นเพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เกิดจากความสลับซับซ้อนของร่างกายเท่านั้น สรีระร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางสมอง มีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมาก มันซับซ้อนมากจากระทั่งเราคิดว่าเรามี “จิต” แต่จิตก็หามีอยู่ไม่ ความจริงของมนุษย์ก็คือความจริงทางด้านร่างกายเท่านั้น ดังนั้น ในแง่นี้มนุษย์จึงเป็นหุ่นยนต์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นหุ่นยนต์ทางชีวเคมี ซึ่งอาจผ่าตัดเปลี่ยน “อะไหล่” ได้
แม้ว่าพุทธศาสนาจะมีทฤษฎีความรู้ (Epistemology) ที่ใกล้เคียงกับปรัชญา “สสารนิยม” กล่าวคือ พุทธศาสนายอมรับว่ามนุษย์สัมผัสและรับรู้โลกภายนอกโดยผ่านทางประสาทสัมผัส (หรือ “อายตนะ”) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (ที่รับรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) แต่พุทธศาสนาก็ยอมรับอีกเช่นกันว่ามนุษย์มีอายตนะที่ ๖ คือ “ใจ” (ที่รับรู้ “ความรู้สึกนึกคิด”) และ “ใจ” ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้สูงส่งได้จนกระทั่งสามารถพ้นทุกข์ได้
หลัก “ไตรลักษณ์” ของพุทธศาสนาข้อหนึ่ง คือ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) นับเป็นการปฏิเสธทฤษฎี “ฟิสิกส์แบบนิวตั้น” โดยสิ้นเชิง ในโลกทัศน์ของพุทธศาสนาทุกสิ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือน “อะตอม” ของนิวตั้น ซึ่งจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีแรงผลักจากภายนอกเท่านั้น ตามทรรศนะของพุทธศาสนาทุกสิ่งจึงมิได้เคลื่อนไปอย่างจักรกล (Non-Mechanism) มิได้เคลื่อนไปเมื่อเกิดแรงกระทบจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (Non-Determinism) แต่อาจเคลื่อนที่ไปจากการเคลื่อนไหวภายใน หรือจากแรงจูงใจของ “จิตใจ” ได้ ดังนั้น “จิตใจ” จึงไม่สามารถทอนลงเป็นวัตถุหรือร่างกายได้ Non-Reductionism) ดังนั้น พุทธศาสนาจึงแตกต่างไปจากปรัชญา “สสารนิยม” อย่างเด่นชัด.
(ที่มา :ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดลหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.)
จิตนิยม” (Idealism) เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่มีมาแต่โบราณ เชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ค้นพบไฟ สามารถขับไล่สัตว์ใหญ่ให้ออกจากถ้ำ และยึดเอาถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยโดยก่อไฟไว้ที่ปากถ้ำ ทำให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและนอนหลับได้สนิท เมื่อนอนหลับสนิทมนุษย์ก็เห็นความฝันชัดเจน จึงเข้าใจเอาเองว่า “จิต” หรือ “วิญญาณ” ของตนออกไปท่องเที่ยวขณะที่ตนเองนอนหลับ
แนวคิดเรื่อง “จิตนิยม” ได้รับการพัฒนาต่อมาโดยนักปรัชญาทั้งในกรีซและอินเดีย และต่อมาได้มีอิทธิพลต่อศาสนาทั้งในตะวันตกและตะวันออก “จิตนิยม” เริ่มต้นจากแนวความคิดที่ว่า “สิ่งที่เป็นจริงจะต้องแน่นอนตายตัว เที่ยงแท้ นิรันดร ตลอดกาล สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นสิ่งที่ไม่จริง” เมื่อเป็นเช่นนี้โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นโลกที่ไม่จริงแท้ เพราะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
โลกที่จริงแท้จะต้องเป็น “โลกแห่งนามธรรม” เท่านั้น เพราะ “นามธรรม” อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงของวิชาฟิสิกส์ ทันทีที่เป็นรูปธรรมทุกสิ่งจะต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของฟิสิกส์ทั้งสิ้น ซึ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“โลกแห่งนามธรรม” นี้ เพลโต (Plato) นักปรัชญากรีกเรียกว่า “โลกแห่งแบบ (Form)” ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเรียกว่า “พรหมัน” หรือ “ปารมาตมัน” ส่วนศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้าเรียกว่า “อาณาจักรของพระเจ้า”
ตามทรรศนะของ “จิตนิยม” ชีวิตมนุษย์แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ ร่างกายและจิตใจ ร่างกายเป็นสมาชิกของโลกแห่งสสารวัตถุ ส่วนจิตใจเป็นสมาชิกของโลกแห่งนามธรรม จิตใจทำหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาร่างกายให้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ไปตามที่จิตใจต้องการ ดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เมื่อร่างกายตายลงจิตหาได้ตายตามไม่ จิตซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์จะเป็นอิสระจากร่างกาย และออกจากร่างกายซึ่งเสื่อมสลายไป
ปัญหาต่อมาก็คือว่าเมื่อออกจากร่างกายแล้วจิตจะไปที่ไหน “จิตนิยมตะวันตก”เช่น ศาสนาที่เชื่อพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism) ทั้งหลาย อธิบายว่าจิตจะตรงดิ่งไปยังที่ที่พระเจ้ากำหนดไว้ และรออยู่ที่นั้นจนกว่าจะถึง “วันสิ้นโลก” แล้วพระเจ้าจะทรงลงมาตัดสิน ใครทำดีก็ขึ้นสวรรค์ ใครทำชั่วก็ลงนรก
ในทางดาราศาสตร์แล้ว ดวงอาทิตย์จะมีเชื้อเพลิงเผาไหม้ตัวเองไปอีกประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีก็จะดับ เมื่อถึงเวลานั้นโลกก็จะถึงกาลอวสาน ถ้าหาก “วันสิ้นโลก” หมายถึงวันดังกล่าวแล้ว จิตของคนตายจะต้องรอแกร่วอยู่นานโขทีเดียวกว่าจะได้รับการพิพากษา
สำหรับ “จิตนิยมตะวันออก” เช่น ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อธิบายว่า จิตจะล่องลอยไปหาร่างกายใหม่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่มีการปฏิสนธิ จิตจะวิ่งตรงเข้าสวมร่างกายใหม่นั้นทันที) พวกพราหมณ์เปรียบร่างกายเหมือนกับเสื้อผ้า เมื่อเราใส่จนเก่าขาดแล้วก็ทิ้งไป และหาเสื้อผ้าใหม่มาสวมใส่แทน แนวคิดเช่นนี้เรียกว่าทฤษฎี “จิตอมตะ” (อาตมัน) และเป็นที่มาของทฤษฎี “การกลับชาติมาเกิดใหม่” (rebirth) โดยต้นตอของทฤษฎีเกิดที่อินเดียก่อน แล้วต่อมาก็แพร่หลายไปยังดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เป็นต้น
เมื่อพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดีย พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทฤษฎี “จิตอมตะ” ของพวกพราหมณ์ โดยชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในธรรมชาติ และเสนอทฤษฎี “อนัตตา” ขึ้นมาแทน โดยทรงอธิบายว่า ร่างกายไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากจิตใจ และจิตใจก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากร่างกาย ทั้งร่างกายและจิตใจนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกพุทธศาสนายอมรับว่า จิตนั้นมีอยู่ แต่มีอยู่อย่างไม่เป็นตัวไม่เป็นตน เป็น “อนัตตา” (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ดังนั้นพุทธศาสนาจึงมิใช่ “จิตนิยม” ในความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด
(ที่มา : ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓๐๕. คอลัมน์หน้าต่างครอบครัว, หน้า ๖.)
ธรรมชาตินิยม" (Naturalism) เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ภายหลังจากการค้นพบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ๓ ทฤษฎี กล่าวคือ ทฤษฎี "มหากัมปนาท" (Big Bang Theory) ของเอ็ดวิน ฮับเบิ้ล (Edwin Hubbles) ทฤษฎี "วิวัฒนาการ" (Evolution Theory) ของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และทฤษฎี "ควอนตั้มฟิสิกส์" (Quantum Physics) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นับเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ครั้งสำคัญทั้งในโลกของปรัชญาและวิทยาศาสตร์
ปรัชญา "ธรรมชาตินิยม" ตั้งต้นจากทรรศนะที่ว่า "สิ่งที่เป็นจริงซึ่งเรียกว่า สิ่งธรรมชาติ (natural object) จะต้องอยู่ภายใต้อวกาศและเวลา (space and time) เกิดขึ้นและดับลงโดยมีสาเหตุ และสาเหตุนั้นจะต้องเป็นสิ่งธรรมชาติด้วย" หมายความว่า นอกจากสสารแล้ว สิ่งที่มิใช่สสาร เช่น ปรากฏการณ์ (phenomenon) ที่เรียกว่า "จิต" ของมนุษย์ หากอยู่ภายใต้ระบบอวกาศและเวลาแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงด้วย นับเป็นการทลายข้อจำกัดของปรัชญา "สสารนิยม" (Materialism) ซึ่งยอมรับแต่เพียง "สสาร" (matter) ที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น
ตามทฤษฎี "มหากัมปนาท" ต้นกำเนิดของจักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) เมื่อประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว อันก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่กลายเป็น "มวลสาร" (matter) ปริมาณมหาศาล แรงระเบิดได้ก่อให้เกิด "ช่องว่าง" หรือ "อวกาศ" (space) ขึ้น มวลสาร อวกาศ และความเร็ว ได้ก่อให้เกิด "เวลา" (time) ขึ้น จักรวาลได้ขยายตัวออกกลายเป็น "กาแล็กซี" (Galaxy) ซึ่งมีจำนวนกว่า ๑ ล้านล้านกาแล็ซี แต่ละกาแล็กซีประกอบด้วยดาวฤกษ์ (เช่น ดวงอาทิตย์) จำนวนกว่า ๑ ล้านล้านดวง "สุริยระบบ" (Solar System) ของเราอยู่ชายขอบ "กาแล็กซีทางช้างเผือก" (Milky Way Galaxy) ซึ่งอยู่ชายขอบของจักรวาลใหญ่อีกทีหนึ่ง เราจึงมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลไม่ว่าในความหมายใด
ตามทฤษฎี "วิวัฒนาการ" หลังจากโลกได้เย็นตัวลงแล้ว ปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวโลกทำให้เกิดไอน้ำ ไอน้ำที่ลอยขึ้นสูงถูกแรงดึงดูดของโลกดูดไว้ ก่อให้เกิดชั้นบรรยากาศและเมฆขึ้น ในที่สุดเมฆก็ตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดลำคลอง แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร เมื่ออนินทรียสาร (non-organic matter) ทำปฏิกิริยากับน้ำปริมาณมหาศาลในเวลาที่ยาวนานเพียงพอ สิ่งมหัศจรรย์คือ อินทรียสาร (organic matter) หรือ "ชีวิต" (life) ก็เกิดขึ้น จากโครงสร้างที่เรียบง่าย (เช่น สัตว์เซลล์เดียว) ชีวิตได้วิวัฒนาการสู่ความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยแยกเป็นทั้งอาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์
ในอาณาจักรสัตว์ชีวิตได้วิวัฒนาการจากหนอนทะเล มาเป็นปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์บก กระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในที่สุด เมื่อชีวิตมีวิวัฒนาการที่ยาวนานเพียงพอ สิ่งอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ "จิต" (mind) ก็เกิดขึ้น นักชีววิทยาสังเกตว่า รูปแบบของชีวิตนับตั้งแต่ปลาเป็นต้นมาล้วนแต่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "จิต" เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปลาโลมาที่สามารถฝึกได้ สุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ลิงที่เริ่มเรียนรู้การใช้เครื่องมือ และที่สำคัญที่สุดก็คือมนุษย์ "จิต" ของมนุษย์จึงเป็นสุดยอดของวิวัฒนาการของจักรวาลนี้ จากการคำนวณของนักธรณีวิทยา โลกมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี สิ่งมีชีวิตมีอยู่ในโลกนี้ประมาณ ๕๐๐ ล้านปี และมนุษย์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๒ ล้านปีมานี้เอง
ทฤษฎี "วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด" (Emergent Evolution) บ่งบอกว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณมาถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพขึ้นอย่างฉับพลัน และในวิวัฒนาการของจักรวาลและโลก ได้เกิดวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดขึ้นอย่างน้อยที่สุด ๔ ครั้งใหญ่ๆ คือ การเกิดขึ้นของมวลสาร น้ำ ชีวิต และ "จิตใจ" พุทธศาสนาเห็นพ้องกับปรัชญา "ธรรมชาตินิยม" ที่ว่า "จิตใจ" ของมนุษย์มีอยู่ แต่มิใช่ "สิ่ง" (object) แต่เป็น "ปรากฏการณ์" (phenomenon) ที่ไม่เป็นตัวไม่เป็นตน เป็น "อนัตตา" (non-self) ร่างกายกับจิตใจจึงเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน และอิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก
ตามทฤษฎี "ควอนตั้มฟิสิกส์" หน่วยที่เล็กที่สุดที่เรียกว่า "อะตอม" (atom) นั้นมิใช่สิ่งที่แข็งตันและหยุดนิ่งอยู่กับที่ ดังคำอธิบายของ "ฟิสิกส์แบบนิวตัน" (Newtonian Physics) แต่กลับประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน และช่องว่างมหาศาลระหว่างประจุไฟฟ้าเหล่านั้น และอิเล็กตรอนก็วิ่งรอบนิวตรอนด้วยความเร็วสูง ทุกสิ่งจึงเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งอยู่กับที่ สรรพสิ่งจึงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของมันเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากแรงผลักจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทรรศนะนี้นับเป็นการทลายข้อจำกัดของปรัชญา "สสารนิยม" ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ฟิสิกส์แบบนิวตัน" ซึ่งมองว่าสรรพสิ่งอยู่ภายใต้ระบบจักรกล (Mechanism) จะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีแรงผลักจากภายนอกเท่านั้น (Determinism) และทุกสิ่งสามารถทอนลงเป็นหน่วยย่อยได้ (Reductionism) "สสารนิยม" จึงปฏิเสธการมีอยู่ของ "จิต" ว่าเป็นเพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีของร่างกายเท่านั้น มนุษย์จึงไม่แตกต่างไปจากหุ่นยนต์ นับเป็นข้อจำกัดของปรัชญา "สสารนิยม" ที่นำเอาระบบกลไกทางฟิสิกส์มาใช้อธิบายเรื่องของชีวิตซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ละเอียดอ่อนทางชีววิทยา การเกิดขึ้นของปรัชญา "ธรรมชาตินิยม" จึงทำให้ความรู้ทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มาประสานสอดคล้องเข้ากับพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎี "อนิจจัง" และ "อนัตตา" อย่างน่า (ที่มา :ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓๖๑. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.)
ส่วนปรัชญา “สสารนิยม” ของกรีซนั้น มุ่งแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “ปฐมธาตุ” (First Element) กล่าวคือ ตัวร่วมของสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล ทาเสส (Thales) บิดาแห่งปรัชญากรีกเห็นว่า “น้ำ คือปฐมธาตุ เพราะสามารถดำรงอยู่ได้ทั้งสถานะที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ” นักปรัชญากรีกท่านอื่น ๆ เห็นว่า ปฐมธาตุคือ ดินบ้าง ลมบ้าง หรือ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันบ้าง แต่นักปรัชญากรีกที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ เดโมคลีตุส (Democretus) เห็นว่า “ปฐมธาตุ คือ อะตอม (atom)” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกย่อยต่อไปอีกได้ แต่ทรรศนะเรื่อง “สสารนิยม” ก็ไม่อาจไปไกลได้มากกว่านี้นานนับสหัสวรรษ เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ยังมีอยู่อย่างจำกัด
หลังยุค “การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” (Renaissance) และ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในยุโรป นับตั้งแต่การค้นพบ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง” ของนิวตั้น (Newton) เป็นต้นมา วิทยาศาสตร์ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปรัชญา “สสารนิยม” เจริญรุ่งเรือง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบของ “ฟิสิกส์แบบนิวตั้น” (Newtonian Physics) กล่าวคือ เชื่อว่าอะตอมเป็นสิ่งที่แข็งตัวและอยู่นิ่งอยู่กับที่ อะตอมและสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยอะตอมจะเคลื่อนที่ไปก็ต่อเมื่อมีแรงภายนอกมากระทบมันเท่านั้น (Determinism) สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปอย่างเป็นระบบจักรกล (Machanism) และสรรพสิ่งสามารถทอนลงเป็นหน่วยย่อยได้ (Reductionism) ปรัชญาด้าน “สสารนิยม” ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแพทย์และสาธารณสุข และต่อวิชาการด้านสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์แม้กระทั่งในปัจจุบัน
“สสารนิยม” ตั้งต้นจากทรรศนะที่ว่า “สิ่งที่เป็นจริงจะต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่สามารถสัมผัสได้เป็นสิ่งที่ไม่จริง” เมื่อเป็นเช่นนี้โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นโลกที่จริงแท้เพียงโลกเดียว โลกแห่งนามธรรมมีเพียงในความคิด หรือความฝันของมนุษย์เท่านั้น มันจึงไม่มีอยู่จริง ชีวิตของมนุษย์มีเพียงความจริงทางด้านสรีระร่างกายเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่า “จิต” ไม่มีอยู่จริง จิตเป็นเพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เกิดจากความสลับซับซ้อนของร่างกายเท่านั้น สรีระร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางสมอง มีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมาก มันซับซ้อนมากจากระทั่งเราคิดว่าเรามี “จิต” แต่จิตก็หามีอยู่ไม่ ความจริงของมนุษย์ก็คือความจริงทางด้านร่างกายเท่านั้น ดังนั้น ในแง่นี้มนุษย์จึงเป็นหุ่นยนต์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นหุ่นยนต์ทางชีวเคมี ซึ่งอาจผ่าตัดเปลี่ยน “อะไหล่” ได้
แม้ว่าพุทธศาสนาจะมีทฤษฎีความรู้ (Epistemology) ที่ใกล้เคียงกับปรัชญา “สสารนิยม” กล่าวคือ พุทธศาสนายอมรับว่ามนุษย์สัมผัสและรับรู้โลกภายนอกโดยผ่านทางประสาทสัมผัส (หรือ “อายตนะ”) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (ที่รับรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) แต่พุทธศาสนาก็ยอมรับอีกเช่นกันว่ามนุษย์มีอายตนะที่ ๖ คือ “ใจ” (ที่รับรู้ “ความรู้สึกนึกคิด”) และ “ใจ” ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้สูงส่งได้จนกระทั่งสามารถพ้นทุกข์ได้
หลัก “ไตรลักษณ์” ของพุทธศาสนาข้อหนึ่ง คือ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) นับเป็นการปฏิเสธทฤษฎี “ฟิสิกส์แบบนิวตั้น” โดยสิ้นเชิง ในโลกทัศน์ของพุทธศาสนาทุกสิ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือน “อะตอม” ของนิวตั้น ซึ่งจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีแรงผลักจากภายนอกเท่านั้น ตามทรรศนะของพุทธศาสนาทุกสิ่งจึงมิได้เคลื่อนไปอย่างจักรกล (Non-Mechanism) มิได้เคลื่อนไปเมื่อเกิดแรงกระทบจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (Non-Determinism) แต่อาจเคลื่อนที่ไปจากการเคลื่อนไหวภายใน หรือจากแรงจูงใจของ “จิตใจ” ได้ ดังนั้น “จิตใจ” จึงไม่สามารถทอนลงเป็นวัตถุหรือร่างกายได้ Non-Reductionism) ดังนั้น พุทธศาสนาจึงแตกต่างไปจากปรัชญา “สสารนิยม” อย่างเด่นชัด.
(ที่มา :ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดลหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.)
จิตนิยม” (Idealism) เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่มีมาแต่โบราณ เชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ค้นพบไฟ สามารถขับไล่สัตว์ใหญ่ให้ออกจากถ้ำ และยึดเอาถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยโดยก่อไฟไว้ที่ปากถ้ำ ทำให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและนอนหลับได้สนิท เมื่อนอนหลับสนิทมนุษย์ก็เห็นความฝันชัดเจน จึงเข้าใจเอาเองว่า “จิต” หรือ “วิญญาณ” ของตนออกไปท่องเที่ยวขณะที่ตนเองนอนหลับ
แนวคิดเรื่อง “จิตนิยม” ได้รับการพัฒนาต่อมาโดยนักปรัชญาทั้งในกรีซและอินเดีย และต่อมาได้มีอิทธิพลต่อศาสนาทั้งในตะวันตกและตะวันออก “จิตนิยม” เริ่มต้นจากแนวความคิดที่ว่า “สิ่งที่เป็นจริงจะต้องแน่นอนตายตัว เที่ยงแท้ นิรันดร ตลอดกาล สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นสิ่งที่ไม่จริง” เมื่อเป็นเช่นนี้โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นโลกที่ไม่จริงแท้ เพราะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
โลกที่จริงแท้จะต้องเป็น “โลกแห่งนามธรรม” เท่านั้น เพราะ “นามธรรม” อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงของวิชาฟิสิกส์ ทันทีที่เป็นรูปธรรมทุกสิ่งจะต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของฟิสิกส์ทั้งสิ้น ซึ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“โลกแห่งนามธรรม” นี้ เพลโต (Plato) นักปรัชญากรีกเรียกว่า “โลกแห่งแบบ (Form)” ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเรียกว่า “พรหมัน” หรือ “ปารมาตมัน” ส่วนศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้าเรียกว่า “อาณาจักรของพระเจ้า”
ตามทรรศนะของ “จิตนิยม” ชีวิตมนุษย์แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ ร่างกายและจิตใจ ร่างกายเป็นสมาชิกของโลกแห่งสสารวัตถุ ส่วนจิตใจเป็นสมาชิกของโลกแห่งนามธรรม จิตใจทำหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาร่างกายให้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ไปตามที่จิตใจต้องการ ดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เมื่อร่างกายตายลงจิตหาได้ตายตามไม่ จิตซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์จะเป็นอิสระจากร่างกาย และออกจากร่างกายซึ่งเสื่อมสลายไป
ปัญหาต่อมาก็คือว่าเมื่อออกจากร่างกายแล้วจิตจะไปที่ไหน “จิตนิยมตะวันตก”เช่น ศาสนาที่เชื่อพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism) ทั้งหลาย อธิบายว่าจิตจะตรงดิ่งไปยังที่ที่พระเจ้ากำหนดไว้ และรออยู่ที่นั้นจนกว่าจะถึง “วันสิ้นโลก” แล้วพระเจ้าจะทรงลงมาตัดสิน ใครทำดีก็ขึ้นสวรรค์ ใครทำชั่วก็ลงนรก
ในทางดาราศาสตร์แล้ว ดวงอาทิตย์จะมีเชื้อเพลิงเผาไหม้ตัวเองไปอีกประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีก็จะดับ เมื่อถึงเวลานั้นโลกก็จะถึงกาลอวสาน ถ้าหาก “วันสิ้นโลก” หมายถึงวันดังกล่าวแล้ว จิตของคนตายจะต้องรอแกร่วอยู่นานโขทีเดียวกว่าจะได้รับการพิพากษา
สำหรับ “จิตนิยมตะวันออก” เช่น ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อธิบายว่า จิตจะล่องลอยไปหาร่างกายใหม่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่มีการปฏิสนธิ จิตจะวิ่งตรงเข้าสวมร่างกายใหม่นั้นทันที) พวกพราหมณ์เปรียบร่างกายเหมือนกับเสื้อผ้า เมื่อเราใส่จนเก่าขาดแล้วก็ทิ้งไป และหาเสื้อผ้าใหม่มาสวมใส่แทน แนวคิดเช่นนี้เรียกว่าทฤษฎี “จิตอมตะ” (อาตมัน) และเป็นที่มาของทฤษฎี “การกลับชาติมาเกิดใหม่” (rebirth) โดยต้นตอของทฤษฎีเกิดที่อินเดียก่อน แล้วต่อมาก็แพร่หลายไปยังดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เป็นต้น
เมื่อพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดีย พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทฤษฎี “จิตอมตะ” ของพวกพราหมณ์ โดยชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในธรรมชาติ และเสนอทฤษฎี “อนัตตา” ขึ้นมาแทน โดยทรงอธิบายว่า ร่างกายไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากจิตใจ และจิตใจก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากร่างกาย ทั้งร่างกายและจิตใจนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกพุทธศาสนายอมรับว่า จิตนั้นมีอยู่ แต่มีอยู่อย่างไม่เป็นตัวไม่เป็นตน เป็น “อนัตตา” (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ดังนั้นพุทธศาสนาจึงมิใช่ “จิตนิยม” ในความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด
(ที่มา : ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓๐๕. คอลัมน์หน้าต่างครอบครัว, หน้า ๖.)
ธรรมชาตินิยม" (Naturalism) เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ภายหลังจากการค้นพบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ๓ ทฤษฎี กล่าวคือ ทฤษฎี "มหากัมปนาท" (Big Bang Theory) ของเอ็ดวิน ฮับเบิ้ล (Edwin Hubbles) ทฤษฎี "วิวัฒนาการ" (Evolution Theory) ของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และทฤษฎี "ควอนตั้มฟิสิกส์" (Quantum Physics) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นับเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ครั้งสำคัญทั้งในโลกของปรัชญาและวิทยาศาสตร์
ปรัชญา "ธรรมชาตินิยม" ตั้งต้นจากทรรศนะที่ว่า "สิ่งที่เป็นจริงซึ่งเรียกว่า สิ่งธรรมชาติ (natural object) จะต้องอยู่ภายใต้อวกาศและเวลา (space and time) เกิดขึ้นและดับลงโดยมีสาเหตุ และสาเหตุนั้นจะต้องเป็นสิ่งธรรมชาติด้วย" หมายความว่า นอกจากสสารแล้ว สิ่งที่มิใช่สสาร เช่น ปรากฏการณ์ (phenomenon) ที่เรียกว่า "จิต" ของมนุษย์ หากอยู่ภายใต้ระบบอวกาศและเวลาแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงด้วย นับเป็นการทลายข้อจำกัดของปรัชญา "สสารนิยม" (Materialism) ซึ่งยอมรับแต่เพียง "สสาร" (matter) ที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น
ตามทฤษฎี "มหากัมปนาท" ต้นกำเนิดของจักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) เมื่อประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว อันก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่กลายเป็น "มวลสาร" (matter) ปริมาณมหาศาล แรงระเบิดได้ก่อให้เกิด "ช่องว่าง" หรือ "อวกาศ" (space) ขึ้น มวลสาร อวกาศ และความเร็ว ได้ก่อให้เกิด "เวลา" (time) ขึ้น จักรวาลได้ขยายตัวออกกลายเป็น "กาแล็กซี" (Galaxy) ซึ่งมีจำนวนกว่า ๑ ล้านล้านกาแล็ซี แต่ละกาแล็กซีประกอบด้วยดาวฤกษ์ (เช่น ดวงอาทิตย์) จำนวนกว่า ๑ ล้านล้านดวง "สุริยระบบ" (Solar System) ของเราอยู่ชายขอบ "กาแล็กซีทางช้างเผือก" (Milky Way Galaxy) ซึ่งอยู่ชายขอบของจักรวาลใหญ่อีกทีหนึ่ง เราจึงมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลไม่ว่าในความหมายใด
ตามทฤษฎี "วิวัฒนาการ" หลังจากโลกได้เย็นตัวลงแล้ว ปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวโลกทำให้เกิดไอน้ำ ไอน้ำที่ลอยขึ้นสูงถูกแรงดึงดูดของโลกดูดไว้ ก่อให้เกิดชั้นบรรยากาศและเมฆขึ้น ในที่สุดเมฆก็ตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดลำคลอง แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร เมื่ออนินทรียสาร (non-organic matter) ทำปฏิกิริยากับน้ำปริมาณมหาศาลในเวลาที่ยาวนานเพียงพอ สิ่งมหัศจรรย์คือ อินทรียสาร (organic matter) หรือ "ชีวิต" (life) ก็เกิดขึ้น จากโครงสร้างที่เรียบง่าย (เช่น สัตว์เซลล์เดียว) ชีวิตได้วิวัฒนาการสู่ความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยแยกเป็นทั้งอาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์
ในอาณาจักรสัตว์ชีวิตได้วิวัฒนาการจากหนอนทะเล มาเป็นปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์บก กระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในที่สุด เมื่อชีวิตมีวิวัฒนาการที่ยาวนานเพียงพอ สิ่งอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ "จิต" (mind) ก็เกิดขึ้น นักชีววิทยาสังเกตว่า รูปแบบของชีวิตนับตั้งแต่ปลาเป็นต้นมาล้วนแต่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "จิต" เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปลาโลมาที่สามารถฝึกได้ สุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ลิงที่เริ่มเรียนรู้การใช้เครื่องมือ และที่สำคัญที่สุดก็คือมนุษย์ "จิต" ของมนุษย์จึงเป็นสุดยอดของวิวัฒนาการของจักรวาลนี้ จากการคำนวณของนักธรณีวิทยา โลกมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี สิ่งมีชีวิตมีอยู่ในโลกนี้ประมาณ ๕๐๐ ล้านปี และมนุษย์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๒ ล้านปีมานี้เอง
ทฤษฎี "วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด" (Emergent Evolution) บ่งบอกว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณมาถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพขึ้นอย่างฉับพลัน และในวิวัฒนาการของจักรวาลและโลก ได้เกิดวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดขึ้นอย่างน้อยที่สุด ๔ ครั้งใหญ่ๆ คือ การเกิดขึ้นของมวลสาร น้ำ ชีวิต และ "จิตใจ" พุทธศาสนาเห็นพ้องกับปรัชญา "ธรรมชาตินิยม" ที่ว่า "จิตใจ" ของมนุษย์มีอยู่ แต่มิใช่ "สิ่ง" (object) แต่เป็น "ปรากฏการณ์" (phenomenon) ที่ไม่เป็นตัวไม่เป็นตน เป็น "อนัตตา" (non-self) ร่างกายกับจิตใจจึงเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน และอิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก
ตามทฤษฎี "ควอนตั้มฟิสิกส์" หน่วยที่เล็กที่สุดที่เรียกว่า "อะตอม" (atom) นั้นมิใช่สิ่งที่แข็งตันและหยุดนิ่งอยู่กับที่ ดังคำอธิบายของ "ฟิสิกส์แบบนิวตัน" (Newtonian Physics) แต่กลับประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน และช่องว่างมหาศาลระหว่างประจุไฟฟ้าเหล่านั้น และอิเล็กตรอนก็วิ่งรอบนิวตรอนด้วยความเร็วสูง ทุกสิ่งจึงเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งอยู่กับที่ สรรพสิ่งจึงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของมันเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากแรงผลักจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทรรศนะนี้นับเป็นการทลายข้อจำกัดของปรัชญา "สสารนิยม" ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ฟิสิกส์แบบนิวตัน" ซึ่งมองว่าสรรพสิ่งอยู่ภายใต้ระบบจักรกล (Mechanism) จะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีแรงผลักจากภายนอกเท่านั้น (Determinism) และทุกสิ่งสามารถทอนลงเป็นหน่วยย่อยได้ (Reductionism) "สสารนิยม" จึงปฏิเสธการมีอยู่ของ "จิต" ว่าเป็นเพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีของร่างกายเท่านั้น มนุษย์จึงไม่แตกต่างไปจากหุ่นยนต์ นับเป็นข้อจำกัดของปรัชญา "สสารนิยม" ที่นำเอาระบบกลไกทางฟิสิกส์มาใช้อธิบายเรื่องของชีวิตซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ละเอียดอ่อนทางชีววิทยา การเกิดขึ้นของปรัชญา "ธรรมชาตินิยม" จึงทำให้ความรู้ทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มาประสานสอดคล้องเข้ากับพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎี "อนิจจัง" และ "อนัตตา" อย่างน่า (ที่มา :ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓๖๑. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)